- หน้าแรก
- ยอดมหาเสน่ห์หมอเซียนเปลี่ยนโลก
- บทที่ 11 ฉันมอบครั้งแรกให้คุณ
บทที่ 11 ฉันมอบครั้งแรกให้คุณ
บทที่ 11 ฉันมอบครั้งแรกให้คุณ
บทที่ 11 ฉันมอบครั้งแรกให้คุณ
เมื่อได้ยินคำพูดหวานล้ำที่ดูเกินจริงนั้น ถังหยูจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณหนู ฟังให้ดีนะ ผมยังเป็นโสด และไม่ใชสามีของคุณ เข้าใจไหม คุณยังสาวแท้ๆ แต่ทำไมถึงสายตาสั้นขนาดนี้ แถมยังไม่ยอมใส่แว่นเวลาออกมาข้างนอกอีก”
ในวินาทีนั้นเองที่ถังหยูได้พินิจพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างเต็มตา
เธอรวบผมเปียสองข้างไว้บนศีรษะและปล่อยให้ยาวสลวยลงมาประบ่า ใบหน้ากลมมนงดงามรับกับดวงตาโตคู่สวยที่กำลังกะพริบตาปริบๆ เมื่อรวมกับท่าทางที่ดูไร้เดียงสาแล้ว เธอช่างเป็นเด็กสาวที่ดูอ่อนโยนและน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
ทว่า เมื่อสายตาของถังหยูเลื่อนต่ำลงมา เขาก็เข้าใจซึ้งถึงคำว่าใบหน้าเยาว์วัยแต่รูปร่างเย้ายวนใจทันที เมื่อมองเด็กสาวตรงหน้าที่ดูอย่างไรอายุคงไม่เกิน 20 ปีแน่นอน แต่เนินอกอวบอิ่มภายใต้ชุดกะลาสีเรือนั้นกลับดึงดูดสายตาได้อย่างประหลาด
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนโอบกอดเธอเมื่อครู่ เขาถึงรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นที่แผ่นอก ที่แท้มันก็เป็นเพราะเหตุนี้เอง
ขณะนั้น ใบหน้าหวานของหญิงสาวเริ่มซับสีเลือดจนแดงก่ำ เธอกลัวว่าเขาจะไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้วิธีนี้ เธอช้อนตามองถังหยูพลางเอ่ยเบาๆ “ช่วยปล่อยฉันลงก่อนได้ไหมคะ”
“ในเมื่อคุณเรียกผมว่าสามี ถึงสายตาคุณจะพล่ามัวไปหน่อย แต่ผมก็ควรทำหน้าที่สามีให้ดีไม่ใช่หรือไง” ถังหยูเอ่ยประชดประชัน
หากอีกฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือตรงๆ เขาพร้อมจะช่วยอย่างเต็มใจแน่นอน แต่เด็กสาวคนนี้กลับใช้วิธีล่อลวงให้เขาต้องตกกระไดพลอยโจนเข้ามาพัวพันด้วย ทำให้ถังหยูรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก
ลู่เสี่ยวเยว่สังเกตเห็นแววตาขุ่นเคืองของถังหยูได้ทันที
อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นคนช่วยเธอเอาไว้ แม้ท่าทางที่เขากอดเธอจะดูเหมือนกำลังฉวยโอกาสไปบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าเขามีความสามารถมากพอทว่ากลับไม่ได้รังแกหรือทำอะไรเกินเลยไปกว่านั้น นิสัยใจคอของเขานั้นถือว่าใช้ได้ทีเดียว และที่เขาแสดงอาการฮึดฮัดอยู่นี้ก็คงเป็นเพียงการประชดประชันเท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เสี่ยวเยว่ก็กลอกตาไปมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนยั่วยวน “โธ่ คุณนี่ขี้ใจน้อยจังเลยนะสามี ฉันอุตส่าห์มอบครั้งแรกให้คุณไปแล้ว คุณต้องรับผิดชอบฉันด้วยสิ”
“แค่ก!”
ถังหยูถึงกับสะดุ้งโหยง รีบผละออกจากสาวน้อยตรงหน้าทันทีพลางละล่ำละลักบอก “ใครไปเอาครั้งแรกของคุณกัน คุณหนู ผมขอพูดไว้ก่อนเลยนะว่าผมมาจากครอบครัวที่มีการศึกษาดี คงรับมือกับเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแบบสาวเมืองกรุงอย่างคุณไม่ไหวหรอก”
เมื่อเห็นถังหยูทำท่าทางปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เด็กสาวตัวน้อยก็เริ่มทำตาละห้อย น้ำตาคลอเบ้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเวทนา “คุณมันคนใจร้าย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเรียกผู้ชายคนอื่นว่าสามีนะ แบบนี้จะไม่เรียกว่าครั้งแรกได้ยังไง ฉันอุตส่าห์มอบสิ่งสำคัญครั้งแรกนี้ให้คุณไปแล้ว แต่คุณกลับทำตัวเย็นชากับฉันแบบนี้”
พูดไปเธอก็แสร้งปาดน้ำตาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยสุดซึ้ง
“พุทโธ่เอ๋ย ที่แท้คำว่าครั้งแรกของคุณมันหมายความว่าแบบนี้เองหรอกเหรอ” ถังหยูแหงนหน้ามองฟ้าด้วยความสิ้นหวัง นี่เขาตกยุคไปแล้ว หรือโลกใบนี้มันเปลี่ยนไปจนเขาตามไม่ทันกันแน่
“แล้วจะให้หมายความว่ายังไงล่ะคะ” เด็กสาวเอ่ยขัดขึ้นด้วยท่าทางแง่งอน “ในเมื่อฉันเสียท่ามอบครั้งแรกให้คุณไปแล้ว คุณก็ต้องรับผิดชอบฉันสิ หรือคุณจะเป็นพวกผู้ชายไร้ความรับผิดชอบกันแน่”
“ตกลง คุณอยากจะให้ผมทำยังไงว่ามาเลยดีกว่า” ถังหยูเอ่ยอย่างหมดปัญญา เขาไม่รู้จริงๆ ว่าไปทำกรรมอะไรไว้ถึงได้มาเจอคนไร้เหตุผลแบบนี้
เมื่อเห็นว่าแผนการเริ่มได้ผล เด็กสาวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มร่าทันที น้ำตาที่เคยคลอเบ้าหายวับไปกับตา เธอยิ้มหวานให้ถังหยูพลางสำทับ “พูดแล้วห้ามคืนคำนะ”
เมื่อเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของเธอ ถังหยูจึงรู้ตัวว่าถูกเด็กสาวคนนี้ปั่นหัวเข้าให้แล้ว และนั่นยิ่งทำให้เขาขุ่นเคืองใจมากขึ้นไปอีก
ในตอนนั้นเอง เด็กสาวก็เอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง “ฝีมือการต่อสู้ของคุณก็เก่งกาจ แถมยังได้ครั้งแรกของฉันไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไปคุณต้องคอยอยู่เคียงข้างและปกป้องฉัน เข้าใจไหม”
ที่บ้าน ทั้งพ่อและคุณปู่มักจะกรอกหูเธออยู่เสมอว่าโลกภายนอกนั้นอันตรายเพียงใด และบังคับให้เธออุดอู้อยู่แต่ในบ้านจนหูจะหนาเป็นปื้นอยู่แล้ว ยิ่งตอนที่มีบอดี้การ์ดคอยตามติดทุกฝีก้าวมันช่างน่ารัดทดและอึดอัดเหลือเกิน ตอนนี้เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เธอจึงอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนของที่บ้าน
ลู่เสี่ยวเยว่แอบให้กำลังใจตัวเองอยู่ในใจ ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้แหละคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาเป็นคนคุ้มกันให้เธอ และเธอต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้
“ไม่เอาด้วยหรอก”
ถังหยูส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพลางเอ่ย “ผมยังต้องไปหางานทำ ไม่มีเวลามานั่งเฝ้าคุณหรอก อีกอย่างห้องเช่าที่ผมอยู่ตอนนี้ก็จะหมดสัญญาหลังคืนนี้แล้ว ผมต้องรีบไปหาที่พักใหม่ คุณไปหาคนอื่นที่มีความสามารถมากกว่านี้เถอะ”
พูดจบ ถังหยูก็เตรียมตัวจะเดินจากไป
เมื่อเห็นถังหยูทำท่าจะหนีไปจริงๆ เด็กสาวก็เริ่มร้อนรน เธอรีบคว้าแขนเขาไว้แน่นพลางละล่ำละลักบอก “เดี๋ยวสิ ฉันมีที่พักนะ ฉันจะให้คุณเช่าอยู่ฟรีๆ เลยก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องคอยดูแลความสะอาดและทำอาหารให้ฉันกินบ้างถ้ามีเวลา และแน่นอนว่าต้องคอยรับส่งฉันไปโรงเรียนด้วย ส่วนเวลาที่เหลือคุณจะไปหางานทำหรือจะทำอะไรฉันก็ไม่ว่า แบบนี้ตกลงไหม”
คำข้อเสนอนั้นทำให้ถังหยูชะงักฝีเท้าลงทันที ที่พักฟรี แถมแค่ทำงานบ้าน ทำอาหาร และไปรับไปส่งเด็กสาวคนนี้ โดยที่เวลาส่วนใหญ่ยังเป็นของเขาเอง นี่มันข้อเสนอที่คุ้มค่าสุดๆ เลยไม่ใช่หรือไง ในเมื่อตอนนี้เขากำลังมืดแปดด้านเรื่องที่ซุกหัวนอนอยู่พอดี
“ตกลง ตามนั้นเลย” ถังหยูตอบรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองเย่ว์เฉิงนั้นแพงหูฉี่ ขนาดแค่ห้องเช่าธรรมดายังราคาตั้งหลายร้อยหลายพันหยวนต่อเดือน ลำพังตัวเขาในตอนนี้คงไม่มีปัญญาจ่ายแน่นอน ดังนั้นเมื่อมีข้อเสนอดีๆ มาเกยถึงที่แบบนี้ มีหรือที่เขาจะปฏิเสธ
เมื่อเห็นถังหยูตกลง เด็กสาวก็ยิ้มแก้มปริ “ฉันชื่อลู่เสี่ยวเยว่ แล้วคุณล่ะชื่ออะไร”
“ถังหยู ถังที่มาจากราชวงศ์ถัง ส่วนหยูที่แปลว่าขนนก” ถังหยูแนะนำตัว
“อ้อ เข้าใจแล้ว งั้นตั้งแต่นี้ไปฉันจะเรียกคุณว่า เสี่ยวถังจื่อ ก็แล้วกันนะ” ลู่เสี่ยวเยว่เอ่ยอย่างร่าเริง
“เสี่ยวถังจื่อ...”
เมื่อได้ยินชื่อเรียกนั้น ใบหน้าของถังหยูถึงกับมืดครึ้มลงทันที “เปลี่ยนชื่อเรียกไม่ได้เหรอ” ในใจของเขาพลันนึกถึงเหล่าข้ารับใช้ที่ไม่สมประกอบในวังหลวงสมัยก่อนขึ้นมาทันที
“งั้นจะให้ฉันเรียกคุณว่าอะไรดีล่ะ เสี่ยวหยูจื่อ เหรอ ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่เลยนะ” ลู่เสี่ยวเยว่ถามกลับด้วยความสงสัย
“ช่างเถอะ จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ” ถังหยูเอ่ยอย่างท้อใจ เขาไม่อยากจะเอาความกับเด็กสาวคนนี้อีกแล้ว คิดเสียว่ายอมๆ เธอไปก็แล้วกัน
“ตายจริง มัวแต่คุยกับคุณจนฉันเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเลย แย่แล้ว ซุปไก่ของฉันต้องเย็นชืดแน่ๆ ถ้าช้ากว่านี้”
ลู่เสี่ยวเยว่นึกขึ้นได้ก็รีบโพล่งออกมา “เอ่อ เสี่ยวถังจื่อ ฉันมีนัดต้องไปพบคนไข้ คงคุยกับคุณต่อไม่ได้แล้วล่ะ เอาเป็นว่านี่เบอร์โทรศัพท์ของฉัน พรุ่งนี้เป็นวันหยุด ฉันจะอยู่บ้าน คุณมาหาฉันที่บ้านพักคนชรา อาคาร 4 ตอน 9 โมงเช้านะ ที่นั่นอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยจันทร์เสี้ยวไปแค่ 2 กิโลเมตรเอง อย่าลืมมาให้ได้นะ”
ก่อนจะจากไป สายตาของลู่เสี่ยวเยว่เหลือบไปเห็นหัวขโมยที่ยังนอนคดคู้อยู่มุมห้อง เธอหยุดฝีเท้าลงแล้ววิ่งเข้าไปเตะร่างนั้นซ้ำอีกทีด้วยเท้าเล็กๆ ของเธอ ทำเอาถังหยูถึงกับยืนอึ้ง มองภาพนั้นด้วยความไม่เชื่อสายตา เด็กสาวที่ดูบอบบางคนนี้แท้จริงแล้วแอบแฝงความดุร้ายไว้ไม่เบาเลยทีเดียว
“ฮ่าๆๆ ช่วยไม่ได้นี่นา เขาอยากมาคิดร้ายกับฉันก่อนเอง แต่ปกติแล้วฉันเป็นคนเรียบร้อยมากเลยนะ”
ดูเหมือนลู่เสี่ยวเยว่จะรู้ตัวว่าถูกมองอยู่ เธอจึงแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างซุกซนพลางเอ่ย “งั้นฉันไปก่อนนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้า”
ถังหยูมองตามแผ่นหลังของลู่เสี่ยวเยว่ที่ค่อยๆ หายลับไป เขาได้แต่ส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มบางๆ พลางรำพึงกับตัวเองว่า วัยหนุ่มสาวช่างเปี่ยมไปด้วยพลังและงดงามจริงๆ