เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 310 - นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว

บทที่ 310 - นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว

บทที่ 310 - นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว


บทที่ 310 - นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว

ท้องฟ้าเหนือเมืองหนานหยางในชั่วพริบตานั้น ถูกฉีกกระชากด้วยปาฏิหาริย์สี่สาย!

นั่นไม่ใช่ดาวตก

ดาวตกไม่มีคุณสมบัติที่จะแผ่อำนาจกดดันอันน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้!

นั่นคือสี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยืนหยัดอยู่บนยอดพีระมิดของหนานหยาง หรือแม้แต่ของมณฑลหนานไห่ กำลังเผาผลาญพลังชีวิตและกฎเกณฑ์ของตนอย่างไม่มียั้ง เพื่อแข่งความเร็วกับยมทูต!

ผู้นำหน้าสุด คือโจวเจิ้นสยง

ชายชราเลเวลสามร้อยเก้าสิบเจ็ดผู้นี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สะเทือนฟ้าดินใดๆ

ร่างของเขาเหมือนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมิติไปแล้ว

วินาทีก่อน เขายังอยู่ในห้องมอนิเตอร์ของฐานทัพ

วินาทีถัดมา พื้นที่ใต้เท้าของเขาก็เหมือนสุนัขเชื่องๆ ที่หดตัวและพับทบเข้ามาหาเอง เปลี่ยนระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ให้กลายเป็น 'ย่อโลก' อย่างแท้จริง!

ไม่มีเสียงโซนิคบูม

ไม่มีมลพิษทางแสง

มีเพียงอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ที่ 'สมควรจะเป็นเช่นนั้น'!

ทุกที่ที่เขาผ่านไป สรรพสิ่งยังคงปกติ แม้แต่ใบไม้ร่วงสักใบก็ไม่ถูกรบกวน

แต่ผู้แข็งแกร่งคนใดที่สามารถมองเห็นกฎเกณฑ์ได้ จะ 'เห็น' ว่ามี 'เส้นตรง' ที่มองไม่เห็นและเด็ดขาดเส้นหนึ่ง พาดผ่านแผนที่ทางตอนใต้ของเมืองหนานหยาง!

นั่นคือ 'วิถี' ของประธานใหญ่แห่งหนานหยาง โจวเจิ้นสยง!

ตามมาติดๆ คืออู่เสินอวิ้น!

ถ้าบอกว่าโจวเจิ้นสยงคือมหาสมุทรลึกที่สงบนิ่ง เธอก็คือศาสตราวุธเทพที่ออกจากฝัก!

"เช้ง—!"

แสงกระบี่สีเขียวที่เหมือนจะฟันขาดแม้กระทั่งท้องฟ้า พาดผ่านห้วงนภา!

ท่ามกลางแสงกระบี่ ร่างอันงดงามของอู่เสินอวิ้นมีแววตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี!

รอบตัวเธอรายล้อมด้วยปราณกระบี่ละเอียดนับล้านสาย ทุกสายแฝงด้วยความคมกริบที่ตัดภูเขาร้อยเมตรได้สบายๆ!

ปราณกระบี่ปะทุ ตัดอากาศจนขาดวิ่น กลายเป็นอุโมงค์สุญญากาศยาวหลายพันเมตร!

เสียงโซนิคบูมดังตามหลังเธอมาหลายร้อยเมตร ก่อนจะระเบิดตูมตามราวกับสายฟ้าพิโรธของเทพเจ้า!

ในสายตาของเธอ ไม่มีการควบคุมมิติอันซับซ้อน

มีเพียงสิ่งที่บริสุทธิ์ที่สุด และถึงที่สุด นั่นคือ...

ทำลาย!

ไม่ว่าอะไรจะขวางหน้าเธอ อากาศ มิติ หรือกฎเกณฑ์...

หนึ่งกระบี่ ฟันให้ขาด!

ถัดมา คือเซียวชิงเทียนที่แปลงร่างเป็นอุกกาบาตเพลิง และซูเยว่เจี้ยนที่อาบไล้ด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์!

คนหนึ่งเหมือนดวงตะวันลงมาจุติ แสงเจิดจ้า ย้อมรัตติกาลตลอดทางให้กลายเป็นกลางวัน!

อีกคนกางปีกแสงสีขาวบริสุทธิ์หกคู่ ทุกการกระพือปีกจะมาพร้อมเสียงแห่งการลงทัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้ามผ่านระยะทางหลายกิโลเมตร!

สี่เทพผู้พิทักษ์แห่งเมืองหนานหยาง ในเวลานี้ ต่างเข้าสู่สภาวะการต่อสู้ระดับสูงสุด!

พลังวิญญาณในร่างพวกเขากำลังคำรามอย่างบ้าคลั่ง!

กฎเกณฑ์ของพวกเขากำลังสั่นพ้องอย่างรุนแรง!

วิญญาณของพวกเขา ล็อกเป้าไปที่พิกัดนั้นแล้ว!

พร้อมเสมอที่จะรับมือกับ... สงครามล้างโลกที่อาจเปลี่ยนพื้นที่ร้อยลี้ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน!

จากฐานทัพ ไปจนถึงน่านฟ้าเหนือพิกัด (734, 951)

กระบวนการนี้ สำหรับคนธรรมดา คือการเดินทางไกลข้ามเมือง

แต่สำหรับพวกเขา...

ผ่านไปเพียงแค่

สิบสองวินาที!

...

สิบสองวินาทีต่อมา

แสงสี่สายที่ฉีกกระชากท้องฟ้า ก็ลงมาจุติ ณ ทุ่งหญ้ารกร้างทางชานเมืองทิศใต้ที่ไร้ผู้คน แทบจะพร้อมกัน!

ตูม!!!

คลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกทันทีที่พวกเขาแตะพื้น!

พื้นดินภายใต้แรงกดดันจากสี่ขุมพลังที่แตกต่างกันแต่ทรงพลังถึงขีดสุดเหมือนกัน ส่งเสียงครางเหมือนรับน้ำหนักไม่ไหว!

แผ่นดินแตกร้าว ฝุ่นตลบอบอวล!

หญ้ารกและพุ่มไม้ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร ถูกบดขยี้เป็นผุยผงในชั่วพริบตา!

โจวเจิ้นสยง อู่เสินอวิ้น เซียวชิงเทียน ซูเยว่เจี้ยน ทั้งสี่คนกระจายตัวล้อมกรอบพื้นที่ศูนย์กลางของคลื่นกฎเกณฑ์นั้นไว้อย่างแน่นหนาจนน้ำซึมไม่เข้า!

สายตาของพวกเขาคมกริบดุจมีด กวาดมองไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง!

มองหาศัตรู!

มองหาร่องรอยการต่อสู้!

และมองหา...

ร่างของคนที่พวกเขาต้องการปกป้องด้วยชีวิต!

ทว่า

เมื่อฝุ่นควันที่ปกคลุมค่อยๆ จางหายไป

เมื่อพวกเขามองเห็นภาพตรงกลางชัดเจน

สี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยชินกับกองศพทะเลเลือดและภัยพิบัติล้างโลก มีกี่คนก็นิ่งค้างไปกันหมดทุกคน...

ตะลึงงัน

ภาพการต่อสู้ทำลายล้างโลกที่คาดการณ์ไว้ ไม่ได้ปรากฏขึ้น

ไม่มีภูเขาที่ถูกถล่มราบคาบ

ไม่มีหลุมยักษ์ลึกสุดหยั่ง

และไม่มี... ร่างของฉินเฟิงที่บาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย หรือกำลังต่อสู้อาบเลือด

มีเพียงทุ่งหญ้าที่เละเทะไปบ้าง

บนพื้น มีรอยไหม้เกรียมแปลกๆ ที่เหมือนถูกพลังมิติบดขยี้ซ้ำไปซ้ำมาหลงเหลืออยู่

ในอากาศ อบอวลด้วยกลิ่นโอโซน กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นไหม้ทางนามธรรมบางอย่างที่หลงเหลือจากการที่... กฎเกณฑ์ถูกฉีกกระชาก

นอกจากนั้น...

ทุกอย่างดู...

สงบเงียบ

และที่ใจกลางความเละเทะนั้น

เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อยืดลำลองสีขาว กำลังยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น

เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน

ลมหายใจสม่ำเสมอ

บนใบหน้า ถึงขั้นมีรอยยิ้มอบอุ่นที่ดู... จนใจเล็กน้อยประดับอยู่

เขามองดูท่านผู้นำทั้งสี่ที่ลงมาจากฟ้าและเล่นใหญ่ขนาดนี้ แล้วยังยกมือขึ้นโบกทักทายอย่างคุ้นเคย

"ประธานโจว น้าอู่ รองประธานซู"

"สวัสดีตอนดึกครับ"

"เล่นใหญ่... ไปหน่อยไหมครับเนี่ย?"

คนคนนั้น ไม่ใช่ฉินเฟิง แล้วจะเป็นใคร?

...

เงียบกริบ

เงียบราวกับป่าช้า

สี่ผู้ยิ่งใหญ่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ สมองเกิดอาการแฮงก์ไปนานถึงสามวินาที

พวกเขาจินตนาการถึงความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน

ฉินเฟิงบาดเจ็บหนัก ศัตรูหนีไป

ฉินเฟิงกับศัตรูตายตกไปตามกัน

ฉินเฟิงถูกศัตรูจับตัวไป ทิ้งเบาะแสไว้

หรือแม้แต่...

ฉินเฟิงเสียชีวิตไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ศพ

ทุกความเป็นไปได้ทำให้พวกเขาร้อนรนใจแทบไหม้ จิตสังหารเดือดพล่าน!

แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงที่สุด

คือภาพตรงหน้าที่...

ฉินเฟิงไร้รอยขีดข่วน แถมยังมีอารมณ์มาทักทายพวกเขาแบบชิลๆ นี่มันภาพบ้าอะไรกัน!

นี่มันอะไร?

แจ้งความเท็จเหรอ?!

"ฉินเฟิง?!"

คนที่ตั้งสติได้คนแรกคือซูเยว่เจี้ยน

เธอพุ่งวูบเดียว ข้ามระยะร้อยเมตรมาโผล่ตรงหน้าฉินเฟิง ดวงตาคู่สวยที่มีพลังแห่งการลงทัณฑ์กวาดมองฉินเฟิงหัวจรดเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"เธอ... เธอไม่เป็นไรเหรอ?"

น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

"ผมจะเป็นอะไรได้ล่ะครับ?"

ฉินเฟิงผายมือ ทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติ

"แล้วศัตรูละ!"

อู่เสินอวิ้นก้าวออกมา เจตจำนงแห่งกระบี่แหลมคมแทบจะกลายเป็นวัตถุจับต้องได้ เธอมองไปรอบๆ จิตสังหารอันเย็นเยียบล็อกเป้าทุกตารางนิ้วในอากาศ

"ไอ้สารเลวที่วางค่ายกลกฎเกณฑ์กะจะฆ่าเธอ มันอยู่ไหน!"

"อยู่ไหน?!"

"มันหนีไม่พ้นหรอก! กล้ามาแตะคนของฉันในหนานหยาง ต่อให้มันหนีไปสุดขอบฟ้า ฉันก็จะบดกระดูกมันให้เป็นผุยผง!"

เซียวชิงเทียนกับโจวเจิ้นสยง แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก็แสดงจุดยืนชัดเจน

วันนี้ เรื่องนี้ ไม่จบง่ายๆ แน่!

มองดูท่านผู้นำทั้งสี่ที่ทำท่าเหมือนเจอกับศัตรูตัวฉกาจ อยากจะขุดดินหาตัวคนร้ายให้ได้

รอยยิ้มบนหน้าฉินเฟิงยิ่งดูจนใจเข้าไปใหญ่

เขาถอนหายใจ

ยื่นนิ้วชี้ไปที่กองฝุ่นเล็กๆ ใต้เท้าตัวเอง...

ซึ่งดูไม่ต่างอะไรจากฝุ่นดินธรรมดา

แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังบอกว่า 'วันนี้อากาศดีนะ' ว่า:

"อ๋อ พวกคุณหมายถึงเขาน่ะเหรอ"

"ไม่มีปัญหาครับ"

"หลิวเจิ้นเยว่มาลอบสังหารผม"

"แต่ ถูกผมจัดการไปแล้ว"

...

อากาศ เหมือนถูกสูบออกไปจนเป็นสุญญากาศในพริบตา

เวลา เหมือนถูกกดปุ่มหยุดไว้ในวินาทีนี้

โจวเจิ้นสยง อู่เสินอวิ้น เซียวชิงเทียน ซูเยว่เจี้ยน

สี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่กระทืบเท้าทีเมืองหนานหยางสะเทือนสามครั้ง

ตอนนี้ สีหน้าบนใบหน้าช่างเหมือนกันไม่มีผิด

งุนงง

เหม่อลอย

และ...

อาการหูแว่วหมู่แบบ 'ฉันคือใคร ฉันอยู่ที่ไหน ฉันได้ยินอะไร'

สมองของพวกเขาประมวลผลประโยคที่ฉินเฟิงเพิ่งพูดออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ทุกตัวอักษรพวกเขารู้จัก

แต่พอเอามารวมกัน...

ทำไมพวกเขาถึงฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ?

หลิวเจิ้นเยว่?

หลิวเจิ้นเยว่คนไหน?

ผู้อาวุโสกิลด์กิเลน หลิวเจิ้นเยว่คนนั้นน่ะเหรอ?

มาลอบสังหารเธอ?

แล้ว...

ถูกเธอ...

จัดการแล้ว???

"ดะ... เดี๋ยว..."

ซูเยว่เจี้ยนรู้สึกว่า CPU ตัวเองกำลังจะไหม้

เธอสูดหายใจลึก พยายามทำให้สมองระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของตัวเองกลับมาทำงานอีกครั้ง

เธอชี้นิ้วไปที่ฉินเฟิง เสียงแห้งผาก

"เธอ... พูดอีกทีซิ?"

"ใคร... ถูกเธอจัดการนะ?"

ฉินเฟิงมองสีหน้าเหมือนเห็นผีของเธออย่างขำๆ

เขาพูดซ้ำอย่างใจเย็น

"ผู้อาวุโสกิลด์กิเลน หลิวเจิ้นเยว่ครับ"

"ตาแก่คนที่เคยจะลงมือกับผมหน้าดันเจี้ยนจำกัดเวลาคราวก่อนนั่นแหละ"

"เขาอยากจะลอกอาชีพผม ก็เลยวางค่ายกลดักซุ่มโจมตีผมที่นี่"

"แล้วก็ ถูกผมฆ่าสวนกลับไป"

"นั่นไง ขี้เถ้า"

ฉินเฟิงชี้ไปที่กองฝุ่นใต้เท้าอีกครั้ง น้ำเสียงผ่อนคลายเหมือนเพิ่งตบยุงตายไปตัวหนึ่ง

ตูม!!!

ครั้งนี้

ทุกคนได้ยินชัดเจนแล้ว

และเพราะได้ยินชัดเจนนี่แหละ

พายุทางจิตวิญญาณที่น่ากลัวกว่าจุดเอกภาวะกฎเกณฑ์ระเบิดเมื่อครู่เป็นล้านเท่า ก็ระเบิดขึ้นในหัวของทั้งสี่คน!

หมายความว่าไง?!

ถูกฉินเฟิง... จัดการแล้ว?!

นี่มัน...

ล้อเล่นระดับโลกอะไรกันเนี่ย!!!

"เป็นไปไม่ได้!!!"

คราวนี้ คนที่อุทานเสียงหลงคือเซียวชิงเทียนผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพสุขุมมาตลอด!

ความเยือกเย็นและรอยยิ้มบนหน้าหายวับไปไม่เหลือร่องรอย!

แทนที่ด้วยความตกตะลึงและสยดสยองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!

ตาเขาจ้องเขม็งไปที่ฉินเฟิง ราวกับจะมองให้ทะลุ!

"ฉินเฟิง! เธอรู้ไหมว่าหลิวเจิ้นเยว่เป็นใคร!"

"เขาคือผู้อาวุโสกิลด์กิเลน! คือยอดฝีมือรุ่นเก๋าที่สร้างชื่อมาร่วมร้อยปี!"

"และที่สำคัญ... เขาเป็นผู้เหนือมนุษย์เลเวลสองร้อยสี่สิบเก้านะ!"

สองร้อยสี่สิบเก้า!!!

ตัวเลขนี้ เหมือนค้อนหนักหมื่นตัน ทุบลงกลางใจทุกคน!

ใช่!

หลิวเจิ้นเยว่!

นั่นไม่ใช่หมูหมากาไก่ที่ไหน!

นั่นคือผู้แข็งแกร่งระดับ 'ว่าที่คลาสสี่' อย่างแท้จริง!

อีกแค่เลเวลเดียว อีกแค่ก้าวเดียว ก็จะทะลวงผ่านด่านเลเวลสองร้อยห้าสิบ ทำการเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่ ก้าวขึ้นสู่ระดับ 'ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์' ที่มองลงมายังสรรพสัตว์!

แม้ทุกคนจะรู้ว่าพรสวรรค์เขาหมดแล้ว เลือดลมเสื่อมถอย ชาตินี้ไม่มีหวังทะลวงด่าน

แต่!

มันไม่ได้ลดทอนความน่ากลัวของพลังระดับเลเวลสองร้อยสี่สิบเก้าของเขาเลยแม้แต่น้อย!

นั่นคือความต่างเชิงคุณภาพ!

คือการบดขยี้ทางระดับชั้นของสิ่งมีชีวิต!

อย่าว่าแต่ฉินเฟิงที่เป็นผู้มีอาชีพคลาสหนึ่งเลเวลห้าสิบเก้าเลย

ต่อให้เป็นซูเยว่เจี้ยนที่เป็นคลาสสองระดับท็อปเลเวลร้อยหกสิบห้า ถ้าต้องเจอกับหลิวเจิ้นเยว่สภาพสมบูรณ์ ก็มีแต่ตายกับตาย!

ความห่างชั้นนี้ ยิ่งกว่าเหว

มันคือกำแพงกั้นระหว่างปุถุชนกับทวยเทพ!

"ผมรู้ครับว่าเขาเป็นใคร"

ฉินเฟิงเผชิญหน้ากับคำถามของเซียวชิงเทียน พยักหน้า สีหน้ายังคงสงบนิ่ง

"แต่ เพื่อจะจัดการผม ดูเหมือนเขาจะใช้วิชามารบางอย่าง สังเวยเลเวลและเลือดเนื้อตัวเอง จนร่วงลงมาเหลือเลเวลร้อยสามสิบ"

"แต่แลกมาด้วยพลังต่อสู้ช่วงพีค"

คำอธิบายของฉินเฟิง ไม่ได้ทำให้ทุกคนคลายใจลงเลย

กลับยิ่งทำให้พวกเขารู้สึก... ขนหัวลุกยิ่งกว่าเดิม!

ร้อยสามสิบ?!

สังเวยเลเวลแลกพลังช่วงพีค?!

นั่นหมายความว่ายังไง?

นั่นหมายความว่า เมื่อกี้ที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือคนบ้าที่มีเลเวลร้อยสามสิบ แต่สามารถระเบิดประสบการณ์การต่อสู้ การรับรู้กฎเกณฑ์ และไพ่ตายก้นหีบระดับว่าที่คลาสสี่ออกมาได้!

สัตว์ประหลาดของแท้เลยนะนั่น!

หลิวเจิ้นเยว่ในสภาพนี้ อันตรายและรับมือยากยิ่งกว่าตอนเลเวลสองร้อยสี่สิบเก้าเสียอีก!

เพราะเขามาด้วยความเตรียมใจที่จะตาย!

แต่ตอนนี้...

ฉินเฟิงบอกพวกเขาว่า

ไอ้สัตว์ประหลาดนั่น

ถูกเขาฆ่าไปแล้ว?!

นักเรียนเลเวลห้าสิบเก้าคนหนึ่ง สังหารผู้แข็งแกร่งบ้าคลั่งเลเวลร้อยสามสิบที่มาพร้อมความมุ่งมั่นที่จะตาย และระเบิดพลังระดับว่าที่คลาสสี่ออกมาได้?!

นี่มัน...

นี่ไม่ใช่คำว่า 'อัจฉริยะ' จะมาบรรยายได้แล้ว!

นี่มันตำนาน!

นี่มันนิทานหลอกเด็ก! เป็นเรื่องต้องห้ามที่... พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินสั่นคลอนรากฐานโลกของผู้มีอาชีพชัดๆ!

"เธอ... เธอทำได้ยังไง?"

เสียงของอู่เสินอวิ้น สั่นเครือเป็นครั้งแรก

ไม่ได้สั่นเพราะกลัว

แต่เป็นเพราะ...

ความตื่นตะลึงมหาศาลที่กดข่มไม่อยู่จากส่วนลึกของวิญญาณ!

เธอจ้องฉินเฟิงเขม็ง

เธอเชื่อว่าฉินเฟิงไม่มีทางโกหกเรื่องแบบนี้

งั้นก็...

เหลือแค่คำอธิบายเดียว ที่เป็นไปได้น้อยที่สุด และไร้สาระที่สุด!

ฉินเฟิง ใช้ร่างคลาสหนึ่ง ล้มยักษ์ว่าที่คลาสสี่ได้จริงๆ!

นี่มัน...

เหลือเชื่อยิ่งกว่าตอนเธอได้ยินว่ามีเทพมารลงมาจุติเสียอีก!

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ฉินเฟิง

พวกเขาต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน

อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ ซ่อนความลับสะเทือนโลกอะไรไว้อีก!

เผชิญหน้ากับสายตาสี่คู่ที่แทบจะมองทะลุจิตใจ

ฉินเฟิงเพียงแค่ยิ้มบางๆ

ใน 'อาณาจักรเทพ' ของตัวเอง หลิวเจิ้นเยว่ที่สังเวยเลเวลมาแล้วคนหนึ่ง

ไม่มีทางสร้างคลื่นลมอะไรได้หรอก

เขายิ้มแล้วพูดช้าๆ ว่า:

"อาจเป็นเพราะ..."

"มรดกที่ประธานโจวมอบให้ผม มันเหมาะกับผมมากเกินไปมั้งครับ"

...

เหมาะมากเกินไป?

นี่มันใช่เรื่องที่คำว่า 'เหมาะ' จะอธิบายได้เหรอ?!

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ซูเยว่เจี้ยนยังเปรยว่าฉินเฟิงคือ 'ตัวแปรนอกกฎเกณฑ์'

โจวเจิ้นสยงยังฟันธงว่ายุคสมัยกำลังจะถูกเด็กคนนี้ 'เขียนใหม่'

แต่พวกเขาฝันก็ยังไม่กล้าฝันว่า

ไอ้ 'ตัวแปร' นี้ จะแปรเร็วขนาดนี้!

ไอ้การ 'เขียนใหม่' นี้ จะมาแรงขนาดนี้!

พวกเขาเพิ่งพูดจบไม่ทันไร...

ฉินเฟิงก็ใช้การฆ่าสวนกลับที่ท้าทายสวรรค์ เตะระบบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ 'เลเวล' 'ระดับชั้น' 'พลังต่อสู้' ที่พวกเขาสร้างมากว่าร้อยปี...

จนแหลกละเอียดเป็นผุยผงคาตีน!

ไม่เหลือชิ้นดี!

ไม่เหลือแม้แต่ซาก!

โจวเจิ้นสยงที่เงียบมาตลอด ค่อยๆ เดินไปหยุดที่กองฝุ่นที่ฉินเฟิงชี้เมื่อครู่

เขาย่อตัวลง

ยื่นมือที่เหมือนจะกุมตะวันจันทราดาราได้ข้างนั้นออกมา

ใช้นิ้วแตะผงฝุ่นขึ้นมานิดหนึ่งอย่างแผ่วเบา

หลับตาลง

จิตสัมผัสของเขาไหลทะลักออกมาดุจสายน้ำ แทรกซึมเข้าไปในฝุ่นธุลีอันไร้ค่านั้น ตามรอยกลิ่นอายกฎเกณฑ์สุดท้ายที่หลงเหลืออยู่

ไม่กี่วินาทีต่อมา

โจวเจิ้นสยงลืมตาโพลง!

รูม่านตาของเขาหดเกร็งอย่างรุนแรง!

ในชั่วพริบตานั้น เขา 'เห็น'!

เขาเห็น...

ท้องฟ้าดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล!

เขาเห็นวิญญาณที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น บ้าคลั่ง และไม่ยินยอมของหลิวเจิ้นเยว่ ภายใต้ท้องฟ้าดวงดาวนั้น ถูกเสาแสงดาวที่พาดผ่านฟ้าดิน พร้อมกับกฎเกณฑ์อันโสโครกของมัน...

ลบหายไปจากโลกใบนี้...

อย่างสมบูรณ์!

ไม่ใช่ความตาย

ไม่ใช่การสลายไป

แต่มันคือ...

การสูญสลาย!

คือการถูกแยกสลายจนกลายเป็นความว่างเปล่าดั้งเดิมที่สุด ตั้งแต่ระดับต้นกำเนิดกฎเกณฑ์และระดับเวรกรรม!

"ซี๊ด..."

แม้แต่โจวเจิ้นสยงที่เป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุดเลเวลสามร้อยเก้าสิบเจ็ด ทันทีที่ 'เห็น' ฉากนั้น ก็ยังอดสูดปากด้วยความหนาวเหน็บไม่ได้!

วิธีกรที่เผด็จการอะไรขนาดนี้!

เขาพูดเน้นทีละคำ

"สิ่งที่เขาพูด เป็นความจริง"

"กลิ่นอายของหลิวเจิ้นเยว่... ถูกลบไปอย่างสมบูรณ์"

"แม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณ ก็ไม่เหลือ"

"ที่นี่ เมื่อกี้เกิดการ... ต่อสู้ขึ้นจริงๆ"

โจวเจิ้นสยงชะงักไป เหมือนกำลังหาคำที่เหมาะสม

สุดท้าย เขาหัวเราะพลางส่ายหน้า

"ไม่"

"นั่นไม่ใช่การต่อสู้"

"นั่นคือ... การบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 310 - นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว