เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 - เบิ้ลสอง

บทที่ 210 - เบิ้ลสอง

บทที่ 210 - เบิ้ลสอง


บทที่ 210 - เบิ้ลสอง

เช้าตรู่ จางเฉินตื่นขึ้นมาพร้อมกับขอบตาดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้า หวงฮุ่ยเฟินพอเห็นเข้าก็คิดว่าช่วงนี้เขาขยันเรียนหนัก จึงเอ่ยทักว่า "ขยันทำโจทย์ก็ดีนะลูก แต่ก็ต้องรักษาสุขภาพด้วย!"

จางจงหัวยกหม้อเกี๊ยวต้มมาตั้งตรงหน้าจางเฉินเป็นมื้อเช้า "ลูกชาย รีบกินเร็วเข้า"

ช่วงนี้เขากับหวงฮุ่ยเฟินสบายใจขึ้นเยอะ แม้จะทำบริษัทเองจะมีเรื่องจุกจิกกวนใจมากมาย แต่โชคดีที่จางเฉินไม่สร้างปัญหาให้หนักใจ แถมยังตั้งใจเรียน ทำให้พวกเขาไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

พอนั่งลง หวงฮุ่ยเฟินก็เลิกสนใจจางเฉิน หันไปคุยกับจางจงหัวต่อ "คุณหมายความว่า เรื่องนี้ยังต้องไปหารือกับทางหน่วยงานเดิมเหรอ? สายงานเทคโนโลยีที่คุณวิจัยอยู่ตอนนี้ได้สิทธิบัตรแล้ว แต่หน่วยงานเดิมยังอาจจะมาจำกัดสิทธิ์คุณได้อีกเหรอ? ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ ในสัญญาพักงานโดยไม่รับเงินเดือน ก็เซ็นไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่า 'อนุญาตให้พนักงานทำธุรกิจส่วนตัวได้ โดยบริษัทจะไม่แทรกแซง'!"

จางเฉินมองทั้งคู่ เมื่อวานก็ได้ยินเขาคุยกันผ่านๆ พอรู้เรื่องอยู่บ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า ตอนจางจงหัวเริ่มทำธุรกิจ หน่วยงานรัฐที่มาให้การสนับสนุน และช่วยตรวจสอบความเสี่ยงทางกฎหมาย ก็พูดถึงโครงการของจางจงหัว เกี่ยวกับสิทธิบัตรการออกแบบหลอดภาพแบบแบน ขนาด 29 นิ้ว แม้จางจงหัวจะเป็นคนยื่นขอจดสิทธิบัตร แต่เนื่องจากความสัมพันธ์แบบลูกจ้างกับบริษัทหนานกวง บริษัทหนานกวงอาจจะอ้างเหตุผลว่าเป็น "การประดิษฐ์ในหน้าที่" เพื่อยึดผลงานวิจัยต่อยอดของจางจงหัวกลับไปเป็นของหน่วยงานเดิมได้

ปัญหานี้เรื่องใหญ่เลยทีเดียว

ถ้าประเด็นนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทีหลัง รากฐานธุรกิจที่จางจงหัวสร้างมาทั้งหมดจะพังทลายลงทันที

ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการปลดพนักงานรัฐวิสาหกิจขนานใหญ่ บางบริษัทเพื่อให้จัดการเรื่องพนักงานได้ง่าย จึงมีการผ่อนปรนสัญญาพักงานโดยไม่รับเงินเดือน เช่น จะไม่เอาผิดเรื่องการทำธุรกิจส่วนตัวในสายงานที่เกี่ยวข้อง

แต่นั่นเป็นกรณีทั่วไป ถ้าธุรกิจเริ่มไปได้สวย ก็ยากจะรับประกันว่าในบริษัทเดิมจะไม่มีคนคิดไม่ซื่อ

จางจงหัวพูดว่า "ประเด็นสำคัญตอนนี้คือ ผมออกมาจดสิทธิบัตรหลังจากที่ผมทำเรื่องลาพักงานไปแล้ว แม้ว่าจะเซ็นสัญญาห้ามแทรกแซงกับบริษัท แต่กฎหมายสิทธิบัตรระบุว่า การประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่เดิมที่ทำเสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีหลังออกจากงาน อาจถือเป็นการประดิษฐ์ในหน้าที่ได้ เรื่องนี้พูดยาก แม้จะมีสัญญา แต่พวกเขาก็ยังเอาข้อกฎหมายนี้มาเล่นงานเราได้"

หน้าหวงฮุ่ยเฟินถอดสี "พวกมันกล้าเหรอ!"

จางเฉินรู้ว่าช่วงปี 2001 เป็นยุครุ่งเรืองสุดท้ายของหลอดภาพแบบแบน (FPD) หลังจากนี้จะถูกแทนที่ด้วยจอ LCD ซึ่งมีต้นทุนลดลงมหาศาล อย่างไรก็ตาม ยุคไหนก็ต้องทำเรื่องของยุคนั้น ช่วงเวลานี้เขายังคงสนับสนุนให้จางจงหัวพัฒนาเทคโนโลยีนี้ออกมา เพราะยังสามารถทำเงินก้อนโตได้ในช่วงรุ่งโรจน์สุดท้ายนี้

ในตอนแรกเริ่ม โครงการ FD29 เป็นความคิดริเริ่มของจางจงหัว แต่ทว่าผู้บริหารบริษัทกลับปฏิเสธแนวทางเทคโนโลยีนี้ จางจงหัวจึงใช้เวลาว่างส่วนตัวออกแบบโครงการ FD นี่คือผลงานที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของเขาตลอดหลายปีมานี้

ตอนนี้ผลงานเลือดตาแทบกระเด็นนี้อาจจะรักษาไว้ไม่ได้

แม่เขาเป็นคนอารมณ์ร้อน ถ้าโดนยึดไปจริงๆ คงบุกไปอาละวาดถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แน่

แต่ไม่จำเป็นและไม่มีประโยชน์ ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเจรจาเท่านั้น

จางเฉินจึงพูดขึ้นว่า "พ่อครับ พ่อไปเซ็นสัญญาเพิ่มเติมกับบริษัทอีกฉบับสิครับ เป็นหนังสือประกาศที่ระบุว่า บริษัทหนานกวงสละสิทธิ์ในสายงานเทคโนโลยี FD29 โดยระบุว่าสายงานนี้บริษัทละทิ้งไปนานแล้ว และจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเกิดจากการวิจัยอิสระของพ่อเพียงคนเดียว"

"ใช่ พ่อกำลังดำเนินการอยู่" จางจงหัวตอบ "ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีสิ!"

จางจงหัวหันไปบอกหวงฮุ่ยเฟิน "ผมกะว่าจะซื้อบุหรี่ให้โจวผิงสักสองคอตตอน วันนี้จะเลี้ยงข้าวเขาอีกสักมื้อ อาจจะต้องเสียเงินหน่อย แต่จะพยายามคุยเรื่องนี้ให้จบในวงเหล้า"

สีหน้าหวงฮุ่ยเฟินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดว่า "งั้นก็ได้... แล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่ล่ะ..." เธอเสียดายเงิน และยิ่งเสียดายมากขึ้นที่ต้องเอาเงินไปใช้กับเรื่องแบบนี้

"ไม่กี่พันหรอก... ถ้าจัดการเรื่องได้ ก็ดีกว่ายืดเยื้อไปเรื่อยๆ" จางจงหัวบอก

เมื่อตัดสินใจแล้ว จางจงหัวก็ไม่พูดอะไรอีก ก้มหน้าก้มตากินข้าว

จางเฉินพูดเสริม "พ่อครับ ถ้าให้ลุงโจวช่วยเซ็นหนังสือสละสิทธิ์ได้จะดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้ ลองหาบันทึกการประชุมภายในบริษัทที่ผ่านมา หรือพวกประกาศภายในที่บอกว่ายกเลิกโครงการนี้ จริงๆ ก็เอามาเป็นหลักฐานได้นะครับ ถ้าหาทางเอามาได้ จะเป็นผลดีกับเรามาก"

จางจงหัวคิดตามแล้วพยักหน้า

ชีวิตก็เปรียบเหมือนภูเขาลูกใหญ่ เส้นทางที่เลือกสรรย่อมมีทิวทัศน์อันงดงามรออยู่ปลายทาง แต่เบื้องหน้าก็มีความขรุขระรออยู่เช่นกัน

จางจงหัวกินข้าวเสร็จก็แวะไปที่บริษัทเดิมก่อน เพื่อให้กำลังใจทีมงานทั้งแปดคน หยิบเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังบริษัทใหม่ของหนานกวง

เมื่อมองเห็นตึกบริษัทใหม่แต่ไกล จางจงหัวก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง นึกถึงตอนที่แบ่งพนักงาน ทุกคนล้วนอยากเข้าบริษัทใหม่ ไม่อยากโดนย้ายไปอยู่ในส่วนที่รอวันยุบ เขาก็ไม่ต่างกัน เคยคิดอยากเข้าบริษัทใหม่หลายครั้ง เพื่อรักษารายได้และรักษาอนาคต จางเฉินใกล้จะสอบมหาวิทยาลัย อนาคตต้องใช้เงิน อย่างน้อยชีวิตจะได้มั่นคง

แต่กระแสธารแห่งโชคชะตาถาโถม มักไม่เป็นไปตามใจปรารถนา ตอนนี้เขาออกมาทำธุรกิจเองแล้ว กลับมามองบริษัทซินกวงอีกครั้ง กลับไม่มีความรู้สึกกระหายอยากจะเข้าทำงานเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

"ผมมาหาโจวผิง ผู้จัดการโจวครับ" จางจงหัวแจ้งต่อแผนกประชาสัมพันธ์

"อ้อๆ เหล่าจางนี่เอง..." คนในบริษัทใหม่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนคุ้นเคย รู้จักจางจงหัวกันทั้งนั้น จึงรีบแจ้งว่า "คุณนั่งรอก่อนนะ ผู้จัดการโจวยุ่งอยู่ เดี๋ยวฉันแจ้งให้"

จางจงหัวนั่งรอที่โซนรับรอง มองผู้คนเดินผ่านไปมา ถามไปหลายรอบ ก็ได้รับคำตอบเดิมว่า ผู้จัดการโจวติดประชุม เดี๋ยวจะดูให้

รออยู่นานสองนาน จางจงหัวก็เจอคนรู้จัก จึงรีบเข้าไปทัก "ผู้จัดการติง!"

คนที่มาคือ 'ติงเสิ้งหัว' สามีของหลี่เจี๋ยอวิ๋น เพื่อนร่วมงานเก่าของหวงฮุ่ยเฟิน ตอนก่อตั้งบริษัทซินกวง ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี จางจงหัวก็เป็นหนึ่งในตัวเก็ง แต่ต่อมาติงเสิ้งหัววิ่งเต้นเก่งกว่า เลยเอาชนะคู่แข่งทุกคน รวมถึงจางจงหัวไปได้

ติงเสิ้งหัวเคยรู้สึกเหนือกว่าจางจงหัวมาตลอด แต่ไม่คิดว่าหวงฮุ่ยเฟินจะไปจับมือกับเฉินสวี่หร่าน พิธีกรสาวชื่อดังแห่งหรงเฉิง จนกลายร่างเป็นผู้จัดการหวง และได้ออกทีวี ไม่ว่าความจริงหวงฮุ่ยเฟินจะเจอปัญหาอะไร แต่อย่างน้อยความโก้หรูนี้ ก็ได้กลายเป็นตำนานของบริษัทหนานกวงเดิมไปแล้ว

แถมยังได้ยินว่าจางเฉินผลการเรียนดีขึ้น ถึงขั้นลุ้นเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้

ตอนนี้จางจงหัวก็ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวอีก

สำหรับติงเสิ้งหัว ความรู้สึกเหนือกว่าที่เคยภูมิใจ ดูเหมือนจะเอามาอวดไม่ได้แล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นจางจงหัว ก็ยังคงรักษามารยาทภายนอกไว้ "อ้อๆ จงหัวเหรอ... มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?"

"ก็มาคุยกับผู้จัดการโจวเรื่องสิทธิบัตรเทคโนโลยีเก่านั่นแหละครับ ต้องให้แกเซ็นชื่อรับรองหน่อย"

"อ้อๆ งั้นเดี๋ยวผมไปบอกแกให้"

"ขอบคุณมากครับ!"

"ไม่เป็นไรๆ"

ติงเสิ้งหัวเดินจากไป

หลังจากนั้น จางจงหัวก็นั่งรอไปอีกทั้งบ่าย

...

จางเฉินมาโรงเรียนแต่เช้า จริงๆ ระหว่างทางก็แอบหวังว่าจะได้เจอ เพราะเมื่อคืนเสิ่นนั่วอีทำเอาเขาว้าวุ่นจนนอนไม่หลับ ต้องพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกว้าวุ่น กว่าจะหลับได้ก็ดึกดื่น

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยังไม่ได้หวานแหววถึงขั้นนัดมาโรงเรียนพร้อมกัน หนึ่งคือคนเยอะและมีคนจับตาดู ต้องหลบเลี่ยงบ้าง สองคือการมาโรงเรียนตอนเช้ามีความไม่แน่นอนสูง การขึ้นรถเมล์คือมีที่ว่างก็ไป รถเมล์หรงเฉิงคาดเดายาก คันนี้อาจจะว่าง คันหน้าอาจจะเบียดจนขึ้นไม่ได้ ยกเว้นจะเดินมา แต่ตอนเช้าคงไม่เดินมาโรงเรียนกันหรอก

แต่ระหว่างทางก็มักจะมีความคาดหวัง เผื่อว่าจะเจอ แล้วถ้าเจอล่ะจะเป็นยังไง?

ในชีวิตประจำวันที่วนเวียนอยู่แค่สองจุด เส้นตรงซ้ำซาก บางครั้งเขามักจะเฝ้ารอที่จะได้เจอเงาร่างที่ทำให้ใจเต้นแรงโดยบังเอิญ

บางทีแค่ได้เห็น ก็เหมือนจะทำให้อารมณ์ดีไปทั้งวัน

แต่พอนานไปก็เริ่มชาชิน ความรู้สึกละเอียดอ่อนในตอนนั้น เหมือนจะหล่นหายไป ไม่รู้ว่าทำหายไปตอนไหน

สุดท้ายจางเฉินก็ไม่เจอเสิ่นนั่วอีระหว่างทางมาโรงเรียน

ก็นะ ชีวิตจะมีเรื่องบังเอิญอะไรบ่อยขนาดนั้น?

เหมือนเพิ่งถูกหวย 5 ล้าน วันรุ่งขึ้นไปขึ้นเงินยังจะเก็บทองได้กลางทางอีกเหรอ

อย่าโลภมากไปหน่อยเลย

ก่อนเข้าโรงเรียนกลับเห็นหวังซั่วเหว่ยอยู่ไกลๆ ไม่แปลก หวังซั่วเหว่ยปกติมาสาย จางเฉินวันนี้ตื่นสาย แถมยังเสียเวลาคุยกับที่บ้านนิดหน่อย เลยสายกว่าหวังซั่วเหว่ยอีก ตะโกนเรียกทักทายไปทีหนึ่ง

หวังซั่วเหว่ยหยุดรอ ทั้งสองเดินเคียงกันไป

ถึงชั้นสามของตึกเรียน พระอาทิตย์ยามเช้าเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องผนังห้องเรียนและราวระเบียง แบ่งแยกแสงและเงาออกจากกัน

และที่บันไดตรงข้ามประตูหลัก เสิ่นนั่วอีก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี ขอบตาเธอก็คล้ำเหมือนกัน แต่งตาสโมกกี้อายนิดๆ ดวงตาดูมีประกายสีทอง สบตากับจางเฉินทันที

หวังซั่วเหว่ยชะงักไป คงเพราะโดนรัศมีของเสิ่นนั่วอีสะกดเอาไว้ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ หลายครั้งที่เขาเจอเสิ่นนั่วอีในเขตบ้านพัก คุณชายหวังมักจะรู้สึกด้อยค่าตัวเอง ก็เหมือนตอนนี้แหละ

ในจังหวะที่ดวงตาของเสิ่นนั่วอีสบกับจางเฉิน ร่างของทั้งคู่เหมือนถูกตรึงไว้ด้วยแสงแดดบนระเบียงทางเดินในวินาทีนี้

เขาเห็นประกายระยิบระยับในดวงตาของเสิ่นนั่วอี วินาทีที่เธอหันหลังเดินเข้าประตูห้อง มุมปากของเธอก็ยกยิ้มบางๆ ขึ้นมา

ที่แท้ก็เก็บทองได้จริงๆ ด้วยแฮะ

...

วันนี้อวี้เต๋อเปิดเรียนก็สอบรายเดือนเลย ทำเอานักเรียนบ่นอุบ

"ผู้บริหารโรงเรียนสมองมีลูกปิงปองอยู่ข้างในหรือไง! ใครเขาจัดสอบรายเดือนทันทีหลังงานกีฬาสีวะ! ประสาทป่ะเนี่ย!"

"เชี่ย ไม่ทันตั้งตัว!"

"จบกัน เมื่อวานยังเล่นเกมอยู่เลย!"

กระดาษคำตอบแจกมา การทดสอบก็เริ่มต้นขึ้น

ชีวิต ม.6 ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้ตลอด ทำโจทย์ สอบ สอบ ทำโจทย์ เดินย่ำต๊อกในบึงโคลนที่มืดมิดไร้แสงตะวัน

จางเฉินกางกระดาษคำตอบ มองการทำโจทย์เป็นเกมอย่างหนึ่ง ก็เลยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเท่าไหร่

หวังซั่วเหว่ยกัดด้ามปากกา ก้มหน้าก้มตาเขียน เขาไม่ได้แอบมองคำตอบของจางเฉิน เพราะสำหรับ ม.6 แล้ว การสอบรายเดือนไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เป็นแค่การวัดผลเท่านั้น หลอกตัวเองไปก็ไม่มีประโยชน์ บางคนถึงกับไม่ทำ ฟุบหลับไปเลย

หลายปีผ่านไป หลี่รุ่นเจียที่หนึ่งของชั้นคนนั้นได้เป็นหมอ รักษาคนไข้จนมีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนคนที่ฟุบหลับคนนั้นกลายเป็นเถ้าแก่ ทำธุรกิจตั้งแต่ร้านบอร์ดเกมยันศูนย์รถยนต์ 4S รวยอู้ฟู่ ตัวอ้วนกลม ทุกคนต่างมีอนาคตของตัวเอง มีแต่หวังซั่วเหว่ย ที่ทำเกมกากๆ เกมเดียวยังขาดทุนไปหลายสิบล้าน

จางเฉินปรายตามองเขา หวังซั่วเหว่ยทำท่าเหมือนจับขโมย เอามือป้องกระดาษคำตอบตรงหน้า สายตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ "มองทำไม จะลอกฉันเหรอ?"

จางเฉินอยากจะกลอกตามองบน ช่างเถอะ หมอนี่ถ้าไม่มีเขาคงตายแน่!

การสอบอันน่าเวียนหัวตลอดทั้งวันจบลง เสียงออดเลิกเรียนตอนบ่ายดังขึ้น ทุกคนเหมือนนกที่ถูกปล่อยออกจากกรง กรูกันออกจากตึกเรียน ในที่สุดก็ได้หายใจหายคอ แม้ว่าเดี๋ยวตอนเรียนภาคค่ำจะมีการสอบต่อก็ตาม

แสงแดดสีส้มแดงยามเย็นสาดส่อง ให้ความรู้สึกอบอุ่น

เหมือนผ่านการทรมานมาทั้งวัน ในที่สุดวินาทีนี้ก็ได้ปล่อยสมองให้โล่ง กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง

ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นักเรียนชายอุ้มลูกบาสรีบวิ่งไปสนาม นักเรียนหญิงหุ่นดีอยู่ในชุดไปรเวท เนื่องจากเป็นนักเรียน ม.6 แล้ว จึงไม่บังคับใส่เครื่องแบบ ผู้บริหารโรงเรียนก็รู้จักรอมชอม ขอแค่ไม่แต่งตัวเว่อร์เกินไป ก็มักจะทำเป็นมองไม่เห็น

"หัวจะระเบิดแล้ว เฮ้ยจางเฉิน วันนี้กินไรดี ไปกินสมองหมูตุ๋นร้านนั้นไหม บำรุงสมองหน่อย"

หวังซั่วเหว่ยพูดเสียงดังท่ามกลางฝูงชน

คนข้างๆ บ่นอุบ "ฟุ่มเฟือย! พวกนายนี่มัน... ฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!

"สมองหมูตุ๋นถนนเก่าร้านนั้นอร่อยจริง รีบไปหน่อย น่าจะทัน!" คนผู้นี้แนะนำอย่างจริงจัง แสดงว่ารู้จักร้านนั้นเหมือนกัน

"อิจฉาว่ะ!" บางคนน้ำลายสอ

"งั้นไปด้วยกันสิ!" หวังซั่วเหว่ยเอ่ยชวน เขาเป็นคนใจกว้าง จึงมีเพื่อนฝูงเยอะ

"ไม่เอาอะ กินแถวนี้แหละ" เรื่องการกินข้าวของนักเรียนส่วนใหญ่จะตายตัว ไม่ค่อยมีการเลี้ยงตอบแทนไปมาจนติดหนี้บุญคุณ เพราะค่าขนมจำกัด คนที่มีมารยาทจะไม่เข้าไปร่วมวง อย่างมากก็หารกัน

หวังซั่วเหว่ยเอ่ยชวนตามมารยาทอีกสองสามประโยค เมื่อคนอื่นปฏิเสธ เขาก็ไม่ตื๊อ นึกขึ้นได้ว่าคู่หูหลักอย่างจางเฉินยังไม่ตอบ เลยถามว่า "เฮ้ย ว่าไง กินร้านไหนดี?"

จางเฉินหันมามองเขาแวบหนึ่ง

ไม่พูดอะไร

หวังซั่วเหว่ยรู้สึกสมองชาไปชั่วขณะ คนรอบข้างก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากจังหวะที่หยุดกึกนี้

พวกเขาหันมามองทั้งคู่

ความเห็นไม่ตรงกันเหรอ?

พวกเขายังจำได้ว่าเมื่อวานนี้จางเฉินอยู่กับเสิ่นนั่วอี โดยเสิ่นนั่วอีได้เลี้ยงข้าวตอบแทน แถมยังมีเรื่องตลกให้เอาไปเม้าท์กันในกลุ่ม QQ

แล้ววันนี้ล่ะ... ทุกคนหันขวับไปมองข้างหลังโดยสัญชาตญาณ เห็นกลุ่มผู้หญิงเดินตามหลังมา ซึ่งมีเสิ่นนั่วอีกับเจิ้งเสวี่ยรวมอยู่ด้วย

"นายคงไม่..." หวังซั่วเหว่ยพึมพำ

"วันนี้ก็มีนัดแล้ว" จางเฉินพยักหน้า ก่อนจะก้าวเท้าข้ามถนนไป

ทุกคนถึงกับสมองฝ่อไปตาม ๆ กัน

เพราะจำได้แม่นว่าเมื่อวานจางเฉินก็เดินฝ่าวงล้อมแบบนี้ เพื่อไปนั่งกินบะหมี่กับเสิ่นนั่วอีที่ร้านฝั่งตรงข้าม

ไอ้หมอนี่ จงใจแกล้งให้พวกเขาอิจฉาเล่นใช่ไหม? หรือว่าติดใจจนกินร้านเดิมจนเคยชินไปแล้ว?

ยังอยากจะรำลึกความหลังอีก?

พฤติกรรมอะไรเนี่ย?

หวังซั่วเหว่ยไม่ได้โดนหลอกง่าย ๆ แค่อึ้งไปนิดเดียว ก็รีบก้าวเท้าตามไปประกบจางเฉิน หัวเราะลั่น "ไอ้บ้า ฉันรู้ทันนายหรอก แค่นายขยับก้นฉันก็รู้แล้วว่าจะขี้หรือจะเยี่ยว กะจะแกล้งพวกนั้นใช่ม้า ฮ่า ๆ ดูความฉลาดของฉันซะก่อน!"

"งั้นเรากินร้านบะหมี่นี้ก็ได้! ก็ได้อยู่!" หวังซั่วเหว่ยเสนอเองเออเอง ถึงแม้จะโดนปฏิเสธก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้แกล้งคนพวกนั้น ตัวเองก็ได้ดูเรื่องสนุก ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากเป็นคนดูเรื่องสนุก

คนกลุ่มนั้นร้อง "ชิ!" พร้อมกัน เพราะดูออกว่าจางเฉินกำลังแกล้งทำเท่

"ไอ้เวร ร้ายนักนะ!"

"แกล้งทำเป็นบ้า!"

"จางเฉินเล่นใหญ่อีกแล้ว! หลอกพวกเรา!" หลี่เจียจวิ้นที่อยู่ในฝูงชนกัดฟันกรอด "มันน่าโดนตีนนัก!"

รอจนหวังซั่วเหว่ยตามจางเฉินมาถึงร้านบะหมี่ และกำลังจะนั่งลง เขาก็ชะงักกึก

เห็นเสิ่นนั่วอีข้ามถนนมาด้วยเช่นกัน

หวังซั่วเหว่ยมองจางเฉินที่นั่งลงที่โต๊ะ จากนั้นก็หันไปมองเสิ่นนั่วอีที่กำลังเดินมาทางเดียวกัน

ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความงุนงง ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัว

เฮ้ย ไม่ใช่สิ!

นายเบิ้ลสองเลยเหรอเนี่ย!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 210 - เบิ้ลสอง

คัดลอกลิงก์แล้ว