เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - โอกาสทางธุรกิจ

บทที่ 22 - โอกาสทางธุรกิจ

บทที่ 22 - โอกาสทางธุรกิจ


บทที่ 22 - โอกาสทางธุรกิจ

ฟังปณิธานอะไร สู้ฟังคำแนะนำเรื่องทำธุรกิจจากจางเฉินยังดีกว่า ยังไงไอ้ลูกคนนี้ก็นับเป็นปัญญาชนครึ่งคนของบ้าน แม้หนังสือเรียนจะไม่ค่อยได้เรื่อง แต่หนังสือสัพเพเหระก็อ่านมาเยอะ

แถมเขาก็กำลังจะบรรลุนิติภาวะ ปีนี้สิบเจ็ด ปัดเศษขึ้นก็ถือเป็นเสาหลักของบ้านได้แล้ว ในเวลาแบบนี้ จางเฉินยังพอมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้าง

"คืออย่างงี้นะ พ่อ แม่ เราลองมากำหนดขอบเขตกันก่อน ว่าพวกพ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง พวกพ่อแม่อยู่บริษัทหนานกวง มีคอนเนกชัน ก็อาจจะมีเส้นสาย แต่เส้นสายพวกนี้เอามาทำเงินได้ไหม? พ่อ พ่อสามารถข้ามหน้าข้ามตาบริษัทหนานกวง ไปคุยกับลูกค้าเรื่องสายการผลิต เรื่องวัตถุดิบ เป็นนายหน้าคนกลางได้ไหม?"

"จะเป็นไปได้ยังไง แบบนั้นต้องใช้เงินเท่าไหร่!" บริษัทหนานกวงทำหลอดภาพทีวี เป็นธุรกิจที่เน้นเทคโนโลยี เน้นแรงงาน และเน้นทุน ทั้งสามอย่างรวมกัน ไม่มีทรัพยากรพวกนั้น จะไปทำสำเร็จได้ยังไง จางจงหัวส่ายหัว

"งั้น พวกพ่อแม่มีความสามารถพิเศษอื่นไหม? มีทักษะอะไรที่จะไม่ตกยุคบ้าง?"

"แม่แกสมัยสาวๆ เล่นแอคคอร์เดียนเป็น นับไหม?"

"วันหลังเปิดไลฟ์กลุ่มทัวร์วัยเกษียณก็พอไหว แต่ตอนนี้ช่างมันก่อนเถอะ" จางเฉินส่ายหัว "งั้น ก็เหลือแค่อย่างเดียวที่ทำได้ นั่นคือขายแรงงาน ทำงานที่ต้องใช้ความขยัน"

หวงฮุ่ยเฟินตบเข่าฉาด ทำท่าทางเหมือนจางเฉินรู้ใจแม่ "ฉันบอกแล้วไง! ต้องเปิดแผงผลไม้!"

"แผงผลไม้ต้องตื่นดึกตื่นเช้า ร่างกายทรุดโทรม พ่อแม่กินความลำบากนี้ไหวเหรอ? สุดท้ายร่างกายจะพังเอา"

"ก็มันไม่มีทางเลือกนี่นา..."

จางเฉินรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอีกแล้ว สูดหายใจลึกๆ แล้วพูดว่า "ยังมีอีกวิธี นั่นคือมีสินทรัพย์ทางธุรกิจของตัวเอง ถ้ามีร้านค้าแบบนี้ จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีแรงกดดันเรื่องค่าเช่า จะรับเสื้อผ้ามาวางขาย ขายไม่ออกก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ได้กำไรแน่ๆ!"

"นั่นก็จริงนะ!" หวงฮุ่ยเฟินเห็นด้วย ยุคนี้เมืองหรงเฉิงมีตลาดค้าส่งที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ มีฐานการผลิตสิ่งทอ เมืองรองเท้า เศรษฐกิจกำลังพัฒนา อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเป็นอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ ตอนนั้นหลายคนภูมิใจที่มีเสื้อโค้ทสักตัว มีเสื้อผ้างานกวางเจา (กวางโจว) ต่อมารองเท้าเมืองหรงเฉิงก็มีชื่อเสียง ใครคว้าโอกาสก่อนก็ได้กินจนพุงกาง

การเปิดร้านเสื้อผ้าจึงกลายเป็นทางเลือกแรกในการเริ่มธุรกิจของหลายคน

หวงฮุ่ยเฟินก็มีเพื่อนที่รู้จักไปคุยกับโรงงานที่กวางเจา ให้ส่งของใหม่มาตลาดค้าส่งหรงเฉิง รับของที่นี่ไปขาย กิจการดีมาก ได้ยินว่าซื้อบ้านไปหลายหลังแล้ว

แน่นอน ดีที่สุดคือต้องมีหน้าร้านของตัวเอง ถึงจะควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุดได้

"พ่อแม่เห็นร้านเหอเซียนจวีตรงข้ามบ้านพักสถานีโทรทัศน์ไหม?"

"ไอ้ร้านอาหารที่เจ๊งไปหลายเจ้านั่นน่ะเหรอ? ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าทำเลแบบนั้น ทำดีก็รวย ทำไม่ดีก็ขาดทุนตลอด คนเรานะ ยังไงก็ต้องมีดวงทำมาหากิน!" หวงฮุ่ยเฟินว่า

จางเฉินพยักหน้า "ใช่เลย ก็ร้านนั้นแหละ ที่กำลังจะทำเงินมหาศาล!"

"หือ ทำเงินอะไร? แกอย่ามั่ว แขวนป้ายเซ้งใครจะมารับช่วงต่อ ก็รู้กันอยู่ว่าสามเจ้าก่อนหน้าเจ๊งยับ! เถ้าแก่สามคนเจ๊งหมด ตอนนี้พอได้ยินชื่อที่นั่นก็ส่ายหัวกันแล้ว ดังในทางไม่ดีจะตาย! ไม่งั้นดูสิผ่านมาหลายเดือนแล้วยังมีใครไปถามซื้อที่ไหน!"

"แม่ พ่อ รู้จักหวังอี้เพื่อนร่วมชั้นผมไหม? บ้านเขาอยู่กรมโยธา พ่อเขาเป็นอธิบดีหรือรองอธิบดีนี่แหละ ครั้งก่อนไปบ้านเขา ได้ยินพ่อเขาคุยโทรศัพท์เรื่องผังเมือง บอกว่าที่ดินด้านหลังเหอเซียนจวีนั่น ค่อนข้างแน่นอนแล้ว นายกเทศมนตรีคนใหม่ตั้งใจจะวางผังให้เป็นชุมชนขนาดใหญ่รองรับคนสี่ห้าหมื่นคน จะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มาลง เป็นโซนตะวันออกแห่งอนาคต!" จางเฉินโม้

"โรงเรียนอวี้เต๋อของลูกมีลูกหลานข้าราชการเยอะ ที่บ้านจะรู้เรื่องพวกนี้ก็ปกติ แต่ลูกห้ามเอาไปพูดข้างนอกนะ!" หวงฮุ่ยเฟินกำชับ

สมองเธอช้าไปครึ่งจังหวะ แต่จางจงหัวกลับจ้องจางเฉินเขม็งแล้ว

"แม่ แม่ยังไม่เข้าใจ ว่านี่หมายถึงอะไร" จางเฉินต้องอธิบายเพิ่ม

"หมายถึงอะไร?" หวงฮุ่ยเฟินยังไงก็ไม่มีสัญชาตญาณพ่อค้าแม่ค้าขนาดนั้น เป็นแค่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำงานมาหลายสิบปี

จางจงหัวผู้เป็นพ่อเอ่ยปาก "ส่วนต่างของข้อมูล"

"สมกับเป็นวิศวกรโรงงานรุ่นบุกเบิก!" จางเฉินยกนิ้วโป้งให้

หวงฮุ่ยเฟินเหมือนจะตั้งสติได้ ตาเบิกโพลง "ย่านนั้นลือกันมาตลอดว่าจะมีการวางผังเมือง บ้างก็ว่าจะทำเป็นฐานเพาะปลูกดอกไม้ บ้างก็ว่าจะทำเป็นศูนย์โลจิสติกส์ ลือกันไปต่างๆ นานา!"

"ถูกต้อง ดังนั้นเจ้าของร้านถึงรีบขาย ทำไมถึงรีบขาย เขาต้องการเงินหมุนเวียน จมทุนมานานแล้ว ตอนนี้ร้านก็ไม่กล้าเปิด ค่าแรงค่าน้ำค่าไฟ เปิดไปก็ขาดทุน ปล่อยทิ้งไว้หลายเดือน อยากหาคนมารับช่วงต่อ แต่ไม่มีใครกล้ารับ ใครจะกล้ารับล่ะ ถ้าเกิดรับมาแล้ว ข้างหลังกลายเป็นสวนเพาะชำดอกไม้ ก็จบเห่กันพอดี นอกจากคนซื้อดอกไม้ใครจะไปที่นั่น!"

"นี่คือสาเหตุที่พวกเขาประกาศขายมาหลายเดือนแล้วขายไม่ออก และราคาก็ตกจนถึงพื้นแล้ว"

จางเฉินรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองต้องเหมือนปีศาจที่กำลังล่อลวงจิตใจคนแน่ๆ "แต่ตอนนี้ บ้านเรารู้แผนผังเมืองในอนาคตของที่นั่น เรื่องนี้ นายกเทศมนตรีรู้ อธิบดีกรมโยธารู้ แต่คนนอกไม่รู้"

"เจ้าของรีบขาย ราคาต่ำที่สุด"

"เลยหมู่บ้านนี้ไป ก็ไม่มีร้านนี้แล้วนะ (โอกาสนี้หาไม่ได้อีกแล้ว)"

"ถ้าพ่อแม่คว้าไว้ตอนนี้ แม้จะต้องรอเวลาก่อสร้างสักพัก แต่ขอแค่แผนผังเมืองประกาศออกมาเป็นทางการ ราคาร้านนั้นจะไม่ใช่ราคานี้แน่นอน ถึงตอนนั้นอยู่ในมือพ่อแม่ก็สามารถโก่งราคาได้ จะมีคนแย่งกันมาขอซื้อเพียบ!"

สิ่งที่จางเฉินพูดคือสิ่งที่เขารู้ ชาติก่อนร้านเหอเซียนจวีทำเถ้าแก่เจ๊งไปหลายราย สุดท้ายเจ้าของที่จำใจต้องขายทิ้งในราคาถูกแสนถูก

ต่อมามีเถ้าแก่ร้านอาหารคนหนึ่งมารับช่วงต่อ ไม่นานรัฐบาลก็ประกาศผังเมือง ย่านนั้นยกระดับ จนกระทั่งกลายเป็นย่านที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งของหรงเฉิงในภายหลัง ร้านอาหารร้านนั้นได้กินบุญเก่าที่น่าจะทำให้สุขสบายไปทั้งชาติ ลูกค้าเต็มร้านทุกวัน กลายเป็นร้านเก่าแก่ของหรงเฉิง

แน่นอน จางเฉินไม่ได้คิดจะให้พ่อแม่ไปบริหารเองจริงๆ พวกเขาอาจจะบริหารร้านไม่รอดด้วยซ้ำ การทำร้านอาหารมันเหนื่อยมาก ต้องมีการจัดการ ต้องใช้ประสบการณ์หลายด้าน พ่อแม่เขาอาจจะไม่เหมาะ

แต่มีจุดหนึ่ง ขอแค่หลอกล่อให้พวกเขาเอาด้วย เอาร้านนี้มาอยู่ในมือบ้านเรา ไม่เกินครึ่งปี รัฐบาลประกาศผังเมือง ที่นี่จะกลายเป็นขนมหวานที่ใครๆ ก็แย่งชิง

เรื่องแบบนี้ จางเฉินย่อมอยากคว้ามาให้ได้

และตอนนี้ถ้าอยากจะได้มา ก็มีแต่ต้องเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ตัวเองเท่านั้น

"แกแน่ใจนะ ว่าพ่อที่เป็นอธิบดีของเพื่อนแกว่าแบบนี้?"

"พ่อ ผมเกือบจะบรรลุนิติภาวะแล้วนะ ผมรับผิดชอบคำพูดตัวเอง"

"แกรับผิดชอบอะไร แกมีปัญญารับผิดชอบเหรอ?" หวงฮุ่ยเฟินอยากจะง้างมือตีอีกแล้ว

แต่ดูเหมือน นี่จะเป็นทางออกที่ดี หรือโอกาสที่ดีของทางบ้านเหมือนกัน

ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงล่ะ?

พิจารณาดูแล้ว จางจงหัวก็พูดว่า "งั้นเดี๋ยวพ่อไปสืบดู ว่าสรุปแล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่?"

"ถ้าราคาเหมาะสม ซื้อเก็บไว้ ต่อให้ผังเมืองไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่างน้อยก็มีห้องแถว จะทำอะไรก็ได้" จางจงหัวตัดสินใจจะเป็นหนี้ทำธุรกิจแล้ว ไม่ได้หวังพึ่งสิ่งที่จางเฉินพูดทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

"หนึ่งแสนหยวน ดีไม่ดีต่อราคาได้อีก" จางเฉินโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด หลายวันมานี้ เขาคิดเรื่องถ้ามีเงินก้อนหนึ่งจะเริ่มต้นยังไงมาตลอด อย่างแรกก็เลือกแผนนี้ และสำหรับร้านนี้ ก็ได้ตรวจสอบและเทียบเคียงกับความทรงจำแล้ว

"ร้านขนาดแปดสิบตารางเมตร"

ยุคนี้ราคาบ้านในหรงเฉิงโดยทั่วไปอยู่ที่ตารางเมตรละพันห้าถึงสองพัน นานๆ ทีจะมีถึงสามพัน ซึ่งนั่นคือคอนโดหรู นี่คือยุคที่เศรษฐกิจสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่งเริ่มต้น

ยุคนี้ ราคาบ้านเขตเฉาหยางในปักกิ่ง 4,000 ต่อตารางเมตร บ้านแถวกว่างฉวีเหมินเขตฉงเหวิน 62 ตารางเมตรขาย 3 แสน แถวชิงเหอเสี่ยวอิ๋งเขตไห่เตี้ยน 68 ตารางเมตรขาย 2.1 แสน เฉลี่ยตารางเมตรละ 3,000 กว่าๆ

เริ่มมีหนังสือพิมพ์วิจารณ์ว่า "สองห้องนอน อย่างน้อยต้อง 6 หมื่นกว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยเก็บเงินได้เดือนละ 50 หยวนก็เต็มกลืนแล้ว ต้องเก็บ 100 ปีถึงจะซื้อได้"

ส่วนทางนี้

ร้านเหอเซียนจวีเพราะโดนผลกระทบต่อเนื่อง แถมยังมีความเสี่ยงที่ผังเมืองในอนาคตจะกลายเป็นฐานเพาะปลูกดอกไม้จนเจ๊งถาวร ดังนั้นราคาขายต่อจึงถูกแสนถูก

และอีกแค่ไม่กี่เดือน รัฐบาลออกหนังสือราชการ มูลค่าร้านนี้จะพุ่งขึ้นอย่างน้อยห้าเท่า!

"งั้นบ้านเราหาเงินมาไม่พอหรอก!" หวงฮุ่ยเฟินส่ายหน้ารัวๆ "ที่บ้านอย่างมากก็แคะออกมาได้สามหมื่น!"

"งั้นก็ง่ายมาก" จางเฉินพูด "เพราะผมเคยคุยเรื่องนี้กับหวังซั่วเหว่ยมาก่อนแล้ว ถ้าพ่อแม่อยากทำ ก็ไปขอยืมพ่อหวังซั่วเหว่ย... เอ่อ พ่อทูนหัวสิ พ่อทูนหัวมีเงิน"

จางเฉินแน่นอนว่าไม่เคยคุยเรื่องพวกนี้กับหวังซั่วเหว่ย แม้แต่หวังปั๋วเหวินก็ไม่รู้เรื่องนี้

และที่จางเฉินมั่นใจขนาดนั้น เพราะเขาเชื่อว่า พ่อทูนหัวหวังปั๋วเหวินของเขาต้องเอาด้วยแน่

ในฐานะพิธีกรชื่อดังของหรงเฉิงยุค 70-80 เงินแค่นี้ เขามีให้ยืมแน่!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 22 - โอกาสทางธุรกิจ

คัดลอกลิงก์แล้ว