เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MS บทที่ 4 หลีมู่คือที่สุด

MS บทที่ 4 หลีมู่คือที่สุด

MS บทที่ 4 หลีมู่คือที่สุด


MS บทที่ 4 หลีมู่คือที่สุด

ณ ห้องของผู้พิพากษา ด้านหลังสำนักงาน

ผู้พิพากษาคนนี้ตื่นเต้นการที่จะได้เป็นเซียนมาก เขาชื่นชอบในพลังของเต๋ารวมไปถึงฝึกปรือมันด้วยตัวเองก่อนที่จะลาออกมาเพื่อไปฝึกพลังเซียนที่หุบเขาลึกในไถไป๋

และด้วยเหตุผลที่ว่ามานั้นทำให้ห้องนี้ถูกตกแต่งตามสไตล์ลิทธิเต๋าหน่อยๆ มีทั้งห้องเรียนหนังสือ,ห้องฝึกวิชา,ห้องตำรา ห้องนอนอีกหกแห่ง แถมยังมีห้องเปล่าๆและสวนต่างๆอีกมากมาย

แต่ในตอนนี้มันกลับถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นจำนวนมากเนื่องจากถูกทิ้งร้างไปนาน

หลีมู่เดินเข้ามาข้างในด้วยความที่ว่าเขารู้แผนผังห้องนี้อยู่แล้ว

หมิงหยู่รีบเรียกให้คนรับใช้มาทำการเก็บกวาดพร้อมทำความสะอาดทันที

และแล้วตะวันก็ตกดิน ถึงเวลาของยามสนทยา

หลีมู่ยืนครุ่นคิดถึงบางสิ่งที่หน้ากระจกในห้องนอน

สิ่งที่เขาเห็นในวันนี้ยืนยันในสิ่งที่ตาเฒ่านั่นพูดได้เป็นอย่างดี นั่นหมายความว่าโลกนี้กำลังจะถึงกาลอวสาน และด้วยเหตุผลอย่างนั้นมันทำให้เขาสามารถทำลายบาเรียของดาวดวงนี้เพื่อเก็บเอาพลังเชียนเถียนและมวยเจิ้งหวู่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปีแน่ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เขาสามารถเข้าสู่กลุ่มดาวและเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกได้

เพื่อน,คนรู้จัก,ตาเฒ่า แม้แต่หมาของเขา ทุกคนล้วนอยู่บนโลก รวมไปถึงหญิงสาวที่เขาแอบรักเองก็เช่นกัน พวกเขาทำให้หลีมู่มีกำลังใจที่จะปกป้องโลกใบเดิมให้คงอยู่ต่อไป

“ความหวังอยู่ที่พลังเชียนเถียนและมวยเจิ้งหวู่แล้วสินะ”

และแล้วหลีมู่ก็เข้าใจอะไรขึ้นเรื่อยๆ

ตาเฒ่านั่นใช้เวลา 14 ปีในการสอนทุกสิ่งอย่างให้กับเขา ตั้งแต่การจับผี,จดบันทึก,ดูโชคลาง และพลังทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกลายภาพหรือเวทย์มนต์ รวมไปถึงอะไรต่างๆอีกมากมายเหลือเกินจะจำไหว ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น

สิ่งที่ตาเฒ่านั่นสนใจก็คือมวยเจิ้งหวู่และพลังเชียนเถียนมากกว่า เขาเคยพูดไว้ว่าถ้าหลีมู่มีพลังเทียบเท่าสองสิ่งนั้นมันจะทำให้เขาสามารถสังหารได้แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มดาว

ชายหนุ่มคิดว่าตาเฒ่านั่นน่าจะเล่นลิ้นกับเขา แต่ความจริงแล้วไม่เป็นอย่างนั้น

“ฉันมีพลังที่ไม่จำกัดแล้ว น่าจะเป็นเพราะว่าได้จากฝึกพลังเชียนเถียนบนโลก”

หลีมู่นึกย้อนไปถึงตอนที่เขาฆ่าคนจากฝ่ายจันทราโลหิตเมื่อคืนที่ผ่านมา

เพราะบนโลกไม่มีพลังปราณ จึงทำให้เขาไม่สามารถฝึกพลังเชียนเถียนบนโลกได้ อย่างไรก็ตามหลีมู่ก็ยังมีพื้นฐานพลังตลอดการฝึก 14 ปีที่ผ่านมานี้ และปีที่ 14 ครั้งนี้เขาก็ได้ใช้พลังนั่นในการเดินทางไปยังดาวดวงอื่น ทุกครั้งที่เขาหายใจเขาสัมผัสได้ถึงอากาศที่อ่อนหวานและความสวยงามที่ล้ำค่า นี่สินะสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณ?

ด้วยพลังนั่นทำให้หลีมู่กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน แม้เขาจะพยายามหาทางอยู่นานแสนนานเมื่อคืนแต่ก็ไม่รู้ได้อยู่ดีว่าตัวเขานั้นแข็งแกร่งแค่ไหน

และความรู้สึกนี้เองเขาก็เพิ่งสัมผัสได้หลังจากที่เขามายังดาวดวงนี้เพียงวันเดียว

เขาจะเก่งขึ้นขนาดไหนกันนะถ้าเขาอยู่ฝึกวิชาที่ดาวดวงนี้?

แค่คิดหลีมู่ก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว

“พลังเชียนเถียน,มวยเจิ้งหวู่...”

เขายืนอยู่ตรงกลางห้องและเริ่มใช้มวยเจิ้งหวู่

มีด้วยกันทั้ง 18 ท่าในวิชานั้น

และทุกท่านั้นไม่ได้ยากแก่การเรียนรู้ซักเท่าไหร่

หลีมู่เรียนรู้ทุกกระบวนท่านั่นตั้งแต่บนโลกแล้ว ซึ่งมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรขนาดนั้น เขานึกว่ามันคือวิชายิมนาสติกของเด็กมัธยมต้นด้วยซ้ำ ชายหนุ่มคุ้นชินกับมันมาเป็นเวลา 14 ปีและเขาก็หวังว่าจะทำให้มันแข็งแกร่งกว่านี้ได้อีก เขาหลับตาลง

ทันใดนั้นหลีมู่ก็รู้สึกได้ถึงความประหลาดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

เขาไม่สามารถใช้กระบวนท่ายกหอกได้ เขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีเข็มนับร้อยพันกำลังทิ่มแทงเข้าไปในกล้ามเนื้อของเขา

ชายหนุ่มกรีดร้องออกมา ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อ

“มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง?”

มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ? เขาควรจะฝึกมวยเจิ้งหวู่บนดาวดวงนี้ได้ไม่ใช่เหรอ?

หลีมู่พยายามใช้กระบวนท่านั่นอีกรอบอย่างไม่หยุดพัก

และทุกครั้งเขาก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดหลังจากที่ใช้กระบวนท่านั้นเป็นเวลา 3 ถึง 4 วินาที เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นเต็มใบหน้า เขาร้องออกมาก่อนที่จะทรุดตัวลงนอนกับพื้น

ถ้าหากเขาไม่สามารถใช้กระบวนท่ายกหอกได้ ก็อย่าได้หวังถึงกระบวนท่าที่ขั้นสูงกว่านี้เลย

หลีมู่นอนหายใจอิดโรยอยู่บนพื้นอิฐสีเขียว หน้าอกของเขากระเพื่อมอย่างแรง

เขารีบคิดหาคำตอบของเรื่องเหล่านี้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น

ทันใดนั้นอาการเจ็บปวดบนร่างกายของชายหนุ่มก็หายเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกอบอุ่นไหลไปทั่วร่างราวกับว่าเขากำลังนอนแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อน

หลีมู่สปริงตัวขึ้นมาดั่งปลาคาร์ฟผุดขึ้นจากบ่อ

เขาขยับแขนขาทดสอบร่างกายและพบว่าไม่มีความผิดปกติใดๆทั้งสิ้น เหมือนกับว่าความเจ็บปวดก่อนหน้านี้คือภาพลวงหลอกตา

“โอ้?” ชายหนุ่มพึมพำด้วยความประหลาดใจที่ได้เห็นรอยประหลาดสีดำบนร่างกายของเขา เมื่อจ้องมองมันอย่างละเอียดเขาก็พบว่ามันคือดินที่มีเนื้อเดียวกับที่เอาไว้ใช้มาสก์หน้าเพื่อความสวยงามของพวกผู้หญิง และตอนนี้มันปรากฎไปทั่วร่างของเขา

“นี่มันเกี่ยวกับร่างกายที่เปลี่ยนไปของฉันรึเปล่าเนี่ย?

และเขาก็เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความตื่นเต้นทันที

บนดาวดวงนี้มีพลังปราณหลั่งไหลอยู่เต็มไปหมด มันเสริมพลังให้กับมวยเจิ้งหวู่และยกระดับกระบวนท่าทุกชนิดที่มี ซึ่งทำให้การฝึกนั้นมีผลข้างเคียงอย่างการเจ็บปวดที่ผ่านมา

นี่แหละคือพลังหมัดเซียนของแท้เลย

แล้วถ้าพูดถึงพลังเชียนเถียนล่ะ? ในเมื่อมวยเจิ้งหวู่ยังทรงพลังได้ขนาดนี้?

หลีมู่ตื่นเต้นมากจนลืมทำความสะอาดร่างกายของเขาและรีบลองฝึกพลังเชียนเถียนดู เขาพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดแล้วจากนั้นจึงหายใจด้วยทวงท่าที่ประหลาด

พลังเชียนเถียนนั้นเหมือนกับพลังในการหายใจ

ทุกครั้งที่เขาหายใจเข้าออก สัมผัสแห่งความแตกต่างที่ไม่สามารถหาได้บนโลกของเขาก็ปรากฎขึ้น

แสงจันทร์สาดส่องมาที่ตัวเขาจนเรืองแสงสีเงินราวกับภาพในความฝัน

ตำนานได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!!

ในขณะเดียวกัน

กลางคืนก็ได้มาเยือน

ข้าราชการกลุ่มใหญ่ก็ได้มารวมตัวกันที่บ้านของ โชวหวู อัครมหาเสนาบดีแห่งไถไป๋

นอกจาก เฉิงหลงซิง ที่มีอำนาจในการคุมกองทัพทหารแล้ว ข้าราชการทุกระดับต่างก็มาที่บ้านของเขา

“ราชสำนักช่างไม่ยุติธรรมเลย โชวเฉียนเฉิงที่ทำงานให้กับไถไป๋มานานกว่าหนึ่งปี เขาควรจะได้รับการเลื่อนขั้นเป้นผู้พิพากษาณ์จากเจ้าสิ แต่มันกลับถูกฉกชิงไปได้อย่างง่ายดายเพราะเด็กหนุ่มนักปราชญ์เพียงคนเดียว ทำไมเขาถึงอยู่เหนือกว่าเจ้าได้?!” ข้าราชการคนหนึ่งพูดเสียงดัง

“แน่นอนว่าวันนี้ข้าได้จับตามองมาแล้วทั้งวัน เขาช่างไม่มีอะไรดีเลยแม้แต่น้อย บริหารจัดการมณฑลยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย”

“เอาเถอะ อย่างไรก็แล้วแต่ข้าจะขอติดตามท่านเท่านั้น ท่านโชว”

ข้าราชการทั้งหลายรีบเข้ามาประจบประแจงกันยกใหญ่

โชวหวูในชุดสีดำนั่งอยู่บนเก้าอี้ของเขาพร้อมด้วยถ้วยใส่ไวน์พร้อมกับรอยยิ้ม เขามองไปที่ผู้คนเหล่านั้นด้วยความเงียบสงบ

ตระกูลโชวคือหนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งมณฑลไถไป๋ และโชวหวูคือผู้นำตระกูลในตอนนี้พร้อมด้วยนิสัยที่สุดแสนจะสารเลว

เมื่อหนึ่งปีก่อน ผู้พิพากษาไถไป๋ได้ลาออกทำให้ตำแหน่งว่างเปล่า โชวหวูที่ได้เคยดูแลบ้านเมืองนี้มาก่อนจึงได้เริ่มสนใจ และคาดหวังว่าจะได้เป็นผู้พิพากษาของมณฑลนี้แน่ๆ

แต่แล้วความฝันนั้นก็พังทลายลงด้วยเด็กหนุ่มจากที่ไหนก็ไม่รู้

โชวหวูไม่พอใจสุดๆ แต่เขาก็ไม่อาจแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมาได้ ไม่เช่นนั้นภาพพจน์ที่เขาสั่งสมมามันอาจจะเสียหาย

ในเวลานี้ เฟิงหยวนซิง ราชฑูตที่ปิดปากเงียบมาโดยตลอดได้วางถ้วยไวน์ในมือลง เขายิ้มออกมาและพูดขึ้น “ทุกท่านโปรดใจเย็นก่อน ข้าเห็นเขามาในวันนี้ เขาแค่พยายามทำตัวให้เป็นปกติ นอกจากนี้แล้วเขาดูเหมือนว่าจะไม่ได้มาจากตระกูลชนชั้นสูงใดๆเลย พวกท่านไม่ต้องคิดมากหรอก ดั่งที่โบราณว่าไว้ มังกรที่แข็งแกร่งย่อมไม่มีทางถูกปราบได้ หลีมู่ไม่ใช่แม้แต่มังกร เป็นเพียงแค่เห็บหมัด ตราบใดที่พวกเราทั้งหมดร่วมมือกัน อำนาจทั้งหมดในการดูแลมณฑลไถไป๋ก็จะคงอยู่ในมือของท่านโชวหวูตลอดไป”

ในบรรดาข้าราชการทุกระดับ ราชฑูตเฟิงหยวนซิง เทียบกับโชวหวูแล้วเขาคือหนึ่งในสามผู้พิพากษาอันยิ่งใหญ่ของมณฑลนี้ อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักซักเท่าไหร่เพราะเขาไม่ได้มาจากตระกูลชนชั้นสูง เขาไม่มีใครให้พึ่งพาในราชสำนักแห่งนี้เลย ดังนั้นเขาถึงจำเป็นต้องเกาะติดไปกับโชวหวูไปก่อน แถมเขายังวางตัวเองให้ดูเป็นผู้ใต้บัญชาที่ไม่แสวงในอำนาจอีกด้วย

“ฮ่าฮ่า ชนแก้ว! ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือจากพวกท่านนะ” โชวหวูที่ได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มก็เริ่มปรากฎบนใบหน้าของเขา เขาหัวเราะออกมาอย่างเปรมสุข

ทั้งหมดร่วมกันสังสรรค์ในห้องโถงหลักแห่งนี้

ณ บ้านของผู้ดูแลความปลอดภัย

เฉิงหลงซิงหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ของไถไป๋ กำลังมองอยู่ในซอกหลืบลึกลับ

อัศวินในชุดสีดำกำลังคุกเข่าตรงหน้าเขาแล้วจึงพูด “สวัสดียามเย็นนายท่าน ตามข่าวที่ข้าได้ยินมาจากภายใน หลีมู่นั้นคือ ผู้ใช้วรยุทธ์ที่มีฝีมือพอตัว เขาได้ฆ่าสองพี่น้องจากกองกำลังผสมได้ด้วยกลเล็กน้อยๆ... ภารกิจลอบสังหารครั้งนี้ล้มหลว”

...

จบบทที่ MS บทที่ 4 หลีมู่คือที่สุด

คัดลอกลิงก์แล้ว