- หน้าแรก
- ฉันแค่จะถอนหมั้น ทำไมถึงได้ฮาเร็ม
- บทที่ 39 คุณกำลังปล้นกันชัดๆ
บทที่ 39 คุณกำลังปล้นกันชัดๆ
บทที่ 39 คุณกำลังปล้นกันชัดๆ
"คุณปู่ครับ คุณปู่เป็นอะไรไปครับ?"
ในตอนนั้นเอง เสียงร้องไห้ดังแว่วมา
คนในตระกูลถังที่ได้ยินเสียงนี้ ต่างหันไปมองหน้ากันด้วยความรู้สึกจนใจ
ประตูลิฟต์เปิดออก มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา
ไม่สิ จะพูดว่าเดินก็ไม่ถูก ต้องเรียกว่ากลิ้งออกมามากกว่า
เพราะเขานั่งอยู่บนรถเข็น สองมือกำลังหมุนล้อรถเข็นให้กลิ้งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มคนนั้นออกแรงแขนได้รวดเร็วมาก เพียงชั่วพริบตาก็กลิ้งผ่านตัวสวี่มู่ไปจนถึงหน้าห้องพักผู้ป่วย
"พ่อครับ ทำไมกัน?"
ชายหนุ่มเงยหน้าถามด้วยความโกรธระคนเสียใจ "คุณปู่ป่วยหนักกะทันหันจนถึงขั้นวิกฤต ทำไมถึงไม่บอกผมล่ะครับ?"
"ท่านเป็นคุณปู่ที่ผมเคารพรักที่สุด หรือแม้แต่จะให้ผมมาส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย พ่อก็ไม่อนุญาตงั้นเหรอ?"
"ถังปิน ไม่ใช่ว่าพ่อไม่อยากบอกลูกหรอกนะ"
ถังเซิ่งอู่ถอนหายใจพลางกล่าวด้วยเสียงสะอื้น "ลูกเองก็เป็นคนป่วยอยู่นะ"
"หมอบอกว่า อาการป่วยของลูกห้ามรับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจเด็ดขาด"
"พ่อกลัวว่าลูกจะทนรับแรงกระแทกนี้ไม่ไหว เลยกะว่าจะรอให้คุณปู่หายดีก่อนแล้วค่อยบอกลูก"
"ใครจะไปคิดว่า..."
ถังเซิ่งอู่พูดต่อไม่ไหว
จู่ๆ คุณปู่ก็กำลังจะจากไปแบบไม่ทันตั้งตัว ในฐานะลูกชาย เขารู้สึกเสียใจมากและไม่อยากจะยอมรับความจริงนี้
แต่ในฐานะผู้นำตระกูลถังคนปัจจุบัน เขาจำต้องเก็บงำความโศกเศร้าเอาไว้
เพื่อเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างมีสติ
เขาตบไหล่ลูกชายเบาๆ ด้วยความรู้สึกจนปัญญา
"ถังปิน พ่อเป็นพ่อของลูกนะ พ่อไม่อยากให้คนผมขาวต้องไปส่งคนผมดำ (สำนวนจีนหมายถึงพ่อแม่ต้องจัดงานศพให้ลูก)"
"ส่งคนผมดำอะไรกัน?"
สวี่มู่แค่นหัวเราะอยู่ข้างๆ "แค่แผลถูกยิงกระจอกๆ ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หายเสียหน่อย หรือว่าในสายตาพวกคุณ หมอเทวดาหลินคนนั้นก็รักษาไม่หายงั้นเหรอ?"
ได้ยินคำนี้ ถังเซิ่งอู่เตรียมจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา แต่ถังเหยาเร็วกว่า
เธอจ้องมองสวี่มู่เขม็งและถามอย่างร้อนรน "คุณรู้ได้ยังไงว่าพี่ชายฉันถูกยิงมา?"
พูดจบ เธอก็หันไปมองจั๋วอิง
แล้วพูดเสียงเย็น "จั๋วอิง เธอเป็นคนบอกเขาใช่ไหม?"
"นี่มันคือการรั่วไหลความลับนะ รู้ตัวหรือเปล่า?"
"แค่ความผิดข้อนี้ข้อเดียว ฉันก็ส่งเธอเข้าคุกให้ไปนอนกินข้าวแดงตลอดชีวิตได้แล้วนะ"
จั๋วอิงตกใจจนตัวสั่นเทาไปหมด
แม้เธอจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับถังเหยา แต่เธอก็ไม่เคยรู้ฐานะที่แท้จริงของถังเหยาเลย
รู้แค่ว่าเธอมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งมาก
แต่พอได้มาเห็นกับตาในวันนี้ เธอถึงได้เข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่แข็งแกร่งธรรมดา แต่มันแข็งแกร่งจนเกินจินตนาการไปไกล
พ่อเป็นถึงเบอร์หนึ่งของเมืองเจียงเฉิง ส่วนคุณปู่ก็เป็นนักรบอาวุโสผู้มีผลงานเกริกไกร
เป็นตระกูลที่เต็มไปด้วยวีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์
เพียงแค่ใครสักคนในตระกูลนี้กระทืบเท้าเพียงนิดเดียว เมืองเจียงเฉิงทั้งเมืองก็สะเทือนไปหมดแล้ว
ตระกูลระดับนี้ อย่าว่าแต่เธอเลย
ต่อให้เป็นพ่อของเธอมาอยู่ต่อหน้าพวกเขา ก็เป็นได้แค่คนไร้ค่าเท่านั้นแหละ
"ฉันถามอยู่นะ? มัวแต่อึ้งอะไรอยู่?"
เห็นจั๋วอิงยืนอึ้ง ถังเหยาก็ขึ้นเสียงถาม
"คุณหนูถังคะ เปล่าค่ะ หนูไม่ได้บอกนะคะ"
จั๋วอิงส่ายหน้าปฏิเสธ "ก่อนหน้านี้หนูไม่รู้ฐานะของคุณเลย ไม่รู้ด้วยว่าคุณมีพี่ชาย และยิ่งไม่รู้ว่าเขาบาดเจ็บ แล้วหนูจะไปบอกหมอสวี่ได้ยังไงล่ะคะ"
"ฮ่าๆๆ ฉันเคยบอกแล้วไงว่าฉันน่ะเป็นหมอเทวดา"
สวี่มู่หัวเราะออกมา "หมอเทวดาน่ะต้องรอให้คนอื่นมาบอกอาการป่วยด้วยหรือไง? แค่มองปราดเดียวก็รู้เรื่องไปเกือบหมดแล้วล่ะ"
"ฉันไม่เพียงแต่รู้ว่าเขาถูกยิงมานะ แต่ยังรู้ด้วยว่าเวลาผ่านไปเกือบสามปีแล้วด้วย"
"เส้นลมปราณได้รับความเสียหาย และการต่อเส้นประสาทก็ทำไม่ทันท่วงที จนทำให้ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาตไปโดยสมบูรณ์"
"หุบปากนะ!"
เซี่ยอวี่ชิงตกใจแทบสิ้นสติ เธอตวาดใส่สวี่มู่ "คุณเลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว"
เธอก้มหัวขอโทษคนตระกูลถังเป็นพัลวัน "ทุกท่านคะ ต้องขอประทานโทษจริงๆ ค่ะ คู่หมั้นของฉันคนนี้สมองมีปัญหา รบกวนอย่าไปถือสาเขาเลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะพาเขาไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ"
แต่เธอก้าวข้ามหน่วยอารักขาไปไม่ได้ ทำได้เพียงจ้องมองสวี่มู่ด้วยสายตาที่ส่งสัญญาณให้เขารีบไสหัวไปซะ
สวี่มู่ปรายตามองเธออย่างเฉยชาโดยไม่สนใจ แล้วกล่าวต่อไปว่า "แถมลูกกระสุนที่อยู่ข้างในนั่นมันค้างอยู่นานเกินไป จนเกิดการติดเชื้อ"
"จนกระทั่งกระดูกเริ่มเกิดภาวะเนื้อตาย เกรงว่าเขาคงต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดที่รุนแรงอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะสิ"
"ฉันขอร้องล่ะ สวี่มู่ เลิกพูดเถอะ"
เซี่ยอวี่ชิงกังวลจนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ตระกูลถังคือขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ในเมืองเจียงเฉิง สวี่มู่ไม่เพียงแต่แช่งคุณปู่ของเขาเท่านั้น แต่นี่ยังมาพูดจาพล่อยๆ ใส่ทายาทตระกูลถังอีก
นี่มันคือการล่วงเกินตระกูลถังจนสุดลิ่มทิ่มประตูเลยนะ
ถ้ารู้ว่าไอ้บ้านี่จะพึ่งพาไม่ได้ขนาดนี้ เธอคงไม่พาเขามาที่โรงพยาบาลหรอก
แต่โลกนี้ไม่มียาเสียใจภายหลัง เซี่ยอวี่ชิงทำได้เพียงหวังให้สวี่มู่หุบปาก และตามเธอไปขอขมาตระกูลถังเพื่อบรรเทาโทสะของพวกเขาลง
ทว่าถังปินกลับจ้องหน้าเธอแล้วตวาดใส่ "คนที่ควรหุบปากน่ะคือเธอต่างหาก!"
เซี่ยอวี่ชิงถึงกับอึ้ง
ทำไมทุกคนถึงได้ทำอะไรไม่เป็นไปตามบทที่เธอคิดไว้เลยนะ?
ถังปินไม่สนใจเซี่ยอวี่ชิงอีก เขาหันมาพูดกับสวี่มู่ด้วยความร้อนรน "น้องชายสวี่มู่ ในเมื่อคุณมองอาการป่วยของผมออก คุณรักษาได้ไหมครับ?"
"ฉันก็เพิ่งบอกไปเมื่อกี้ไง ว่ามันก็แค่เรื่องขี้ผง รับรองว่าฝังเข็มทีเดียวก็หายขาด"
สวี่มู่พูดอย่างภาคภูมิใจ
"งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะครับ? รีบมารักษาผมเดี๋ยวนี้เลย"
ถังปินพูดอย่างตื่นเต้น "ขอแค่ทำให้ผมไม่ต้องทนเจ็บปวดทรมานขนาดนี้อีก ผมก็จะนับถือว่าคุณเป็นหมอเทวดาตัวจริง"
"ต่อไปในเมืองเจียงเฉิงนี้ ตระกูลถังของเราจะคุ้มครองคุณเอง ไม่มีใครกล้ารังแกคุณแน่นอน"
ทว่าสวี่มู่กลับส่ายหน้า
ถังปินถามอย่างงุนงง "คุณไม่ยอมรักษาให้เหรอครับ?"
"ทำไมล่ะครับ?"
"ข้อแรก ฉันไม่ต้องการให้ใครมาคุ้มครองทั้งนั้น"
สวี่มู่พูดเสียงเรียบ "ข้อสอง พลังของฉันมีจำกัด ถ้ารักษาคุณจนหาย คนที่นอนอยู่ข้างในนั้นเกรงว่าฉันจะหมดแรงช่วยแล้วล่ะ"
"คุณอยากให้ฉันรักษาคุณก่อน หรืออยากให้ฉันรักษาปู่ของคุณก่อนล่ะ?"
"อะไรนะ?"
ถังปินตกใจมาก "คุณรักษาคุณปู่ของผมให้หายได้เหรอ?"
"ถึงฉันจะยังไม่ได้ตรวจชีพจรให้ปู่ของคุณ เลยยังไม่รู้ว่าท่านป่วยเป็นอะไรกันแน่"
สวี่มู่ยิ้มแล้วบอกต่อ "แต่ขอเพียงท่านยังเหลือลมหายใจอยู่แม้เพียงนิดเดียว ฉันก็สามารถช่วยท่านกลับมาจากประตูนรกได้"
"งั้นคุณรีบไปรักษาคุณปู่ของผมเถอะครับ!"
ถังปินเร่งเร้า "ขาสองข้างของผมมันพิการมาสามปีแล้ว จะรอต่ออีกหน่อยก็ไม่เป็นไร ผมทนได้ครับ"
สวี่มู่พูดอย่างเซ็งๆ "แต่พวกเขาสั่งไม่ให้ฉันรักษาเนี่ยสิ"
ถังปินหันไปมองพ่อของตัวเอง แล้วอ้อนวอนว่า "พ่อครับ ตอนนี้มันเวลาไหนแล้ว ทำไมพ่อยังลังเลอยู่อีก?"
"โรงพยาบาลออกใบแจ้งวิกฤตมาแล้ว แม้แต่หมอเทวดาหลินก็ยังจนปัญญา"
"นั่นก็เท่ากับว่าในเมืองเจียงเฉิงนี้ คุณปู่ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วนะครับ"
"ในเมื่อสวี่มู่บอกว่ามีวิธี ทำไมไม่ให้เขาลองดูล่ะครับ?"
"เผื่อว่าเขาทำสำเร็จขึ้นมาล่ะ?"
"พ่อ..."
ถังเซิ่งอู่อ้ำอึ้งพูดไม่ออก
เขาก็เริ่มหวั่นไหวแล้วเหมือนกัน
อย่างไรเสีย สวี่มู่ก็บอกอาการของถังปินออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำทุกประการ
ถ้าไม่ใช่หมอเทวดา จะมีความสามารถขนาดนี้ได้ยังไงกัน
แต่ถังเซิ่งอู่ก็ยังแอบกังวล
เขาอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่ง ย่อมมีศัตรูมากมาย
ถ้าเกิดศัตรูแอบสืบเรื่องอาการของถังปินแล้วเอามาบอกสวี่มู่ เพื่อให้เขามาลอบทำร้ายคุณปู่ล่ะ?
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคุณปู่ก็อาการหนักจนไม่มีทางรอดแล้ว
ก็ต้องลองเสี่ยงดูเสียหน่อยแล้วล่ะ
หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง ถังเซิ่งอู่ก็พยักหน้าแล้วบอกว่า "สวี่มู่ ฉันอนุญาตให้คุณรักษาพ่อของฉันได้"
"แต่คุณควรจะเข้าใจนะว่า ฐานะของคุณปู่นั้นไม่ธรรมดา ถ้าคุณทำงานพลาด ผลที่ตามมาอาจจะรุนแรงเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้"
"อ้อ?"
สวี่มู่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามกลับ "หลินจื้อหย่วนรักษาไม่หาย กลับไม่เห็นโดนอะไรเลย"
"แต่ถ้าฉันรักษาไม่หาย กลับต้องโดนเอาผิดงั้นเหรอ?"
"พวกคุณตระกูลถังนี่ชอบมองคนแค่เปลือกนอกกันทั้งบ้านเลยหรือไง?"
ถังเซิ่งอู่ถึงกับสะอึก
เขาคิดในใจว่า แกน่ะมันก็แค่ไอ้คนบ้านนอก จะมาเปรียบเทียบกับหมอเทวดาหลินผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองเจียงเฉิงได้ยังไงกัน?
แต่คำพูดนี้เขาพูดออกไปไม่ได้
อย่างไรเสีย ตอนนี้เขาก็ยังต้องหวังพึ่งสวี่มู่ให้มารักษาคุณปู่ให้รอดอยู่
ในขณะที่เขากำลังจะส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลินจื้อหย่วน หลินจื้อหย่วนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
"ฮ่าๆๆ"
หลินจื้อหย่วนแค่นหัวเราะ "แกมันก็แค่ไอ้พวกต้มตุ๋น ส่วนฉันน่ะเป็นหมอเทวดา มันจะมาเปรียบเทียบกันได้ยังไง?"
"ขนาดท่านผู้เฒ่าถังยังรักษาไม่ได้เลย คำว่าหมอเทวดานี่คงจะสถาปนาขึ้นมาเองล่ะมั้ง"
สวี่มู่ถากถางกลับ
"แก!"
หลินจื้อหย่วนโกรธจนเคราสั่น
แต่เมื่อนึกได้ว่าถังเซิ่งอู่และคนอื่นๆ ยังอยู่รอบๆ เขาจึงต้องระงับอารมณ์แล้วอธิบายอย่างอดทน "ท่านผู้เฒ่าถังอายุก็ปาเข้าไปแปดสิบแล้ว อวัยวะในร่างกายย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา"
"แถมในวัยหนุ่มท่านยังตรากตรำทำสงครามมาอย่างหนัก ร่างกายเดิมทีก็สะสมโรคจุกจิกเอาไว้มากมาย"
"พอตอนนี้มันกำเริบขึ้นมาพร้อมๆ กัน ต่อให้เทพเซียนมาเองก็คงจนปัญญาเหมือนกันนั่นแหละ"
"หมอไร้ฝีมือก็คือหมอไร้ฝีมืออยู่วันยันค่ำ รู้จักแต่หาข้ออ้างให้ความไม่เอาไหนของตัวเอง"
สวี่มู่พูดอย่างเหยียดหยาม
"แก..."
หลินจื้อหย่วนกำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา แต่ถูกถังเซิ่งอู่ตวาดขัดขึ้น "หลินจื้อหย่วน เลิกทะเลาะกันได้แล้ว!"
ถังเซิ่งอู่เริ่มมีอคติกับเขาแล้ว
ทั้งพ่อและลูกชายเขาก็รักษาไม่ได้ แถมยังเอาแต่หาข้ออ้างไปเรื่อย
เหมือนที่สวี่มู่พูดไม่มีผิด ช่างเป็นหมอที่ไร้ฝีมือจริงๆ
คนแบบนี้ยังจะต้องมาให้เกียรติอะไรกันอีก เขาเรียกชื่อตรงๆ โดยตัดคำว่าหมอเทวดาทิ้งไปอย่างไม่เหลือเยื่อใย
หลินจื้อหย่วนไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่ยืนหน้าจ๋อยอยู่ด้านข้างด้วยความอับอายอย่างที่สุด
ถังเซิ่งอู่หันไปกล่าวขอโทษสวี่มู่ด้วยน้ำเสียงจริงใจ "คุณสวี่มู่ครับ เมื่อกี้ผมผิดเองที่ไปพูดจาข่มขู่คุณ"
"หวังว่าคุณสวี่มู่จะไม่ถือสา และขอให้ช่วยรักษาพ่อของผมอย่างเต็มความสามารถด้วยนะครับ"
"แล้วถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาล่ะ?"
สวี่มู่ถามเชิงแดกดัน
"ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา ผมจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเอง จะไม่ไปรบกวนคุณสวี่มู่แน่นอนครับ"
"งั้นก็ได้"
สวี่มู่ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะแบมือยื่นออกไปแล้วบอกว่า "เอาเงินมาสิ"
"เอาเงิน?"
ถังเซิ่งอู่อึ้งไปครู่หนึ่ง "เงินอะไรครับ?"
"เลอะเทอะ ถามได้ ก็เงินค่ารักษาไงล่ะ"
สวี่มู่ปรายตามองเขาแวบหนึ่งอย่างระอา "หรือว่าคุณอยากให้ฉันรักษาพ่อของคุณให้ฟรีๆ ล่ะ?"
"ถึงตระกูลถังของพวกคุณจะมีอำนาจวาสนาแค่ไหน แต่จะมาเบี้ยวเงินกันแบบนี้ไม่ได้นะ"
เอ่อ!
ใบหน้าของถังเซิ่งอู่แดงก่ำด้วยความละอาย
เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ
เพราะตระกูลถังมีหมอประจำตัวอยู่แล้ว เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่เคยต้องเสียเงินเลยจนเคยชิน
"เท่าไหร่ครับ?"
ถังเซิ่งอู่ถามด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
"ห้าสิบล้านหยวน"
สวี่มู่ชูมือขึ้นกางห้านิ้ว
ถังเซิ่งอู่ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกริกๆ
รักษาโรคทีจะเอาเงินห้าสิบล้านหยวน นี่มันต่างอะไรกับการปล้นกันซึ่งๆ หน้าล่ะเนี่ย?
ทว่าก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร หลินจื้อหย่วนก็ก้าวออกมาขวางทางแล้วโพล่งขึ้นว่า "สวี่มู่ นี่แกกำลังรักษาคนหรือกำลังปล้นกันแน่?"
"แกมันกำลังปล้นชัดๆ"
"ขนาดเงินตระกูลถังแกยังกล้าปล้น แกนี่มันช่างรนหาที่ตายจริงๆ"
"ท่านผู้ว่าฯ ถัง ตอนนี้ท่านเห็นแล้วใช่ไหมครับว่ามันคือไอ้พวกต้มตุ๋น พอได้เงินแล้วมันต้องรีบหนีไปแน่นอน"
"รีบสั่งคนจับมันเดี๋ยวนี้เลยครับ อย่าปล่อยให้มันเที่ยวหลอกลวงคนอื่นจนเดือดร้อนไปมากกว่านี้เลย"
(จบบท)