- หน้าแรก
- แผนลับหุ่นรบสะท้านฟ้า
- บทที่ 35 - การเจรจาและโรงงานนรก
บทที่ 35 - การเจรจาและโรงงานนรก
บทที่ 35 - การเจรจาและโรงงานนรก
บทที่ 35 - การเจรจาและโรงงานนรก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"เจ้าตูบ สร้างฐานข้อมูลใหม่ ตั้งชื่อว่า: คู่มือการเรียนรู้ลูกเรือฉบับทั่วไป..."
ภายในห้องพักของกัวอี้
ฮัสกี้ตัวหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้ากัวอี้
มันนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้ามีโต๊ะพร้อมกระดาษและปากกา
เจ้าตูบก้มหน้าขีดเขียนลงบนกระดาษตามคำบอกของกัวอี้
ถูกต้องแล้ว กัวอี้กำลังเขียนตำราเรียนให้พวกว่าที่ลูกเรือ
เขาเป็นคนบอก เจ้าตูบเป็นคนจด
นี่คือไม้ตายก้นหีบของกัวอี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดคลาสสอนบรรยายชุดใหญ่!
เพราะสาเหตุหลักที่ต้องให้กัวอี้ไปสอน ก็เพราะไม่มีตำราเรียน จะให้คนอื่นเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ไม่ได้
แต่ตอนนี้ ผู้อาวุโสโจวไม่อยู่ เหล่าเหอก็ไม่อยู่ คนอื่นๆ ก็ยุ่งกับงาน เขาไม่ฉวยโอกาสนี้เขียนตำราแล้วจะรอเมื่อไหร่?
ส่วนเรื่องวิจัย?
ช้าไปไม่กี่วันไม่เป็นไรหรอก!
และในขณะที่กัวอี้กำลังใช้ปากทำงาน
ผู้อาวุโสโจวได้ออกเดินทางไปนานแล้ว
ณ ศูนย์กลางอำนาจภายใต้พระบาทโอรสสวรรค์
หลังจากเปลี่ยนยานพาหนะจากเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว มาเป็นเครื่องบินลำเลียงส่วนตัว
ผู้อาวุโสโจวก็เดินทางมาถึงพระราชวังจื่อเวยด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
จากนั้น ผู้อาวุโสโจวก็ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูพระราชวังอาฝางด้วยความฮึกเหิม มั่นใจ และทรงพลังราวกับไร้ผู้ต่อกร
การต่อสู้ของเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว!
ภายในพระราชวังจื่อเวย คู่ต่อสู้ของผู้อาวุโสโจวมารวมตัวกันพร้อมหน้า และกำลังเตรียมพร้อมรอรับมือ
เกาหลินหลินที่ล่วงหน้ามาก่อน ได้ช่วยรวบรวมคู่ต่อสู้ และส่งสาส์นท้าดวลของผู้อาวุโสโจวให้พวกเขาแล้ว
ดังนั้น เมื่อผู้อาวุโสโจวเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ การต่อสู้จึงปะทุขึ้นทันที!
ทันทีที่ผู้อาวุโสโจวเป็นฝ่ายเปิดฉากบุก ทั้งสองฝ่ายก็เข้าสู่การปะทะที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดตั้งแต่เริ่มเกม
กระสุนปลิวว่อน ระเบิดลงตูมตาม น้ำลายและเหงื่อไหลรินผสมปนเป การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานถึงสามวันสามคืน
ตามคำบอกเล่าของคนขับแท็กซี่แถวนั้น ซึ่งอ้างว่าฟังมาจากสามีของพี่สาวของหลานชายของลุงของลูกพี่ลูกน้องของน้องสะใภ้ของพี่ชายของเพื่อนของลูกชายของลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนบ้านของอาแปะคนที่แปด บอกว่า:
การต่อสู้ครั้งนี้สะเทือนเลื่อนลั่นปฐพี ฟ้าถล่มดินทลาย
ทั้งสองฝ่ายรุกรับผลัดกัน ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
คุณใช้กลยุทธ์แทรกซึม ผมใช้ปืนใหญ่ปูพรม
คุณเหาะเหินเดินอากาศ ผมทำลายล้างโลกหล้า
คุณใช้วาทศิลป์หว่านล้อม ผมเอาผลประโยชน์เข้าล่อ
คุณกุมชะตาฟ้าดิน ผมเหยียบย่ำเมฆา
สู้กันชนิดตายกันไปข้าง สู้ไม่ถอยกัดไม่ปล่อย...
นอกจากการพักผ่อนและจัดการธุระส่วนตัว พวกเขาก็ไม่ออกมาจากสนามรบเลย
ในที่สุด เมื่อทุกคนเดินออกมาจากสนามรบ ใบหน้าของแต่ละคนก็แดงปลั่ง จิตใจฮึกเหิม รังสีอำมหิตพวยพุ่ง แววตาสว่างวาบราวกับสปอตไลต์
ลือกันว่าการต่อสู้ครั้งนี้ ได้เปิดม่านยุคสมัยใหม่ขึ้นแล้ว!
แต่นั่นก็เป็นแค่ข่าวลือ ข่าวลือที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจริงหรือเท็จ
หลังจบการต่อสู้ ผู้อาวุโสโจวกับเกาหลินหลินก็รีบขึ้นเครื่องบินกลับทันที
พริบตาเดียว
ณ โรงงาน
สี่วันหลังจากที่เกาหลินหลินกับผู้อาวุโสโจวจากไป พวกเขาก็กลับมาถึง
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้พวกเขาตกใจจนตาค้าง
ผู้อาวุโสโจวกับเกาหลินหลินเดิมทีคิดว่า พอพวกเขาไม่อยู่ เหล่าเหอกับเหล่ากวางก็ขังตัวเอง ส่วนสมบัติของชาติท่านอื่นๆ ก็หมกมุ่นอยู่แต่กับการวิจัย ไม่สนใจเรื่องภายนอก
ในสถานการณ์แบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่กัวอี้จะปล่อยเนื้อปล่อยตัว
ผู้คนในโรงงานก็น่าจะอยู่ในสภาพเฉื่อยชา ไม่รู้จะทำอะไร
แต่ทว่า ผู้คนที่พวกเขาพบเจอระหว่างทาง ล้วนสวมเครื่องแบบใหม่ ที่หูสวมหูฟังรุ่นใหม่ ในมือถือแท็บเล็ต
แทบทุกคนจ้องมองเนื้อหาบนแท็บเล็ตตลอดเวลา บ้างก็เกาหัวแกรกๆ บ้างก็เดินจับกลุ่มคุยกันสองสามคนถึงเนื้อหาที่พวกเขาฟังไม่รู้เรื่อง
กลิ่นอายของความเร่งรีบและความกระตือรือร้นลอยฟุ้งเข้าปะทะหน้า
ราวกับได้กลับไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย
ไม่ใช่กำลังอยู่ในโรงงานผลิตอาวุธพิเศษแห่งหนึ่ง
ถ้าไม่ใช่เพราะเกาหลินหลินจำหน้าตาทุกคนในโรงงานนี้ได้ ผู้อาวุโสโจวกับเธอก็คงนึกว่ามาผิดที่
ดังนั้น ความตื่นเต้นดีใจที่ได้กลับบ้าน จึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มหัว
ด้วยเหตุนี้ ผู้อาวุโสโจวกับเกาหลินหลินจึงไปปล่อยตัวเหล่าเหอกับเหล่ากวางออกมาก่อน จากนั้นทั้งสี่คนก็จูงมือกันเดินแบกเครื่องหมายคำถามไปที่ห้องทำงานของกัวอี้
เวลานี้ ตรงหน้ากัวอี้กำลังฉายภาพจำลองโครงสร้างเกลียวคู่ DNA
ภาพโมเลกุล DNA บนจอฉายมีการหลุดออกและเติมเต็มตลอดเวลาตามการขยับมือของเขา
"อ้าว ผู้อาวุโสโจว กลับมาแล้วเหรอครับ?"
เสียงเปิดประตูปลุกกัวอี้จากภวังค์ เขาเงยหน้าขึ้นเห็นสี่คนเดินเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ
"อืม"
ผู้อาวุโสโจวพยักหน้า เหลือบมองภาพจำลอง DNA แวบหนึ่ง
อืม ดูไม่รู้เรื่อง เขาเป็นนักฟิสิกส์ ไม่ใช่นักพันธุศาสตร์...
จากนั้น เขากับอีกสามคนก็ลากเก้าอี้มานั่งประจันหน้ากับกัวอี้
ยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้กัวอี้ เหล่าเหอ และเหล่ากวางด้วยท่าทีเคร่งขรึม "พวกคุณลองอ่านดูก่อน
อ่านจบแล้วเราค่อยคุยกัน"
กัวอี้กับคนอื่นรับเอกสารไป พอเห็นหัวข้อเอกสารก็เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ "แผนงานยี่สิบปีของสภาฯ?"
"ใช่ ครั้งนี้ฉันกลับไปคุยกับทางบ้าน เอาหลายเรื่องขึ้นมาตีแผ่บนโต๊ะเจรจา แล้วก็คุยกันจนลงตัว
ดังนั้น แผนงานฉบับนี้ คือผลลัพธ์หลังจากตกลงกันได้แล้ว"
"อืม" X3
กัวอี้พยักหน้า เริ่มเปิดอ่านเอกสารในมืออย่างละเอียด
ส่วนผู้อาวุโสโจว มองกัวอี้ที่กำลังเปิดอ่านเอกสาร ก็อดถามไม่ได้ "คนในโรงงานทำไมดูเหมือนกำลังเรียนหนังสือกันหมด?
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
"เรื่องเล็กครับ"
กัวอี้พลิกเอกสารไปพลาง เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาให้ฟังไปด้วย
สามวันก่อน กัวอี้เขียนตำราเรียนเสร็จแล้ว
แต่ผู้อาวุโสโจวกับคนอื่นยังไม่กลับมา เหล่าเหอก็ยังไม่ออกมาจากห้องขังเดี่ยว
ส่วนสมบัติของชาติท่านอื่นก็หมกมุ่นกับการวิจัย ปิดประตูไม่ถามไถ่เรื่องทางโลก
ดังนั้น ทั้งโรงงานจึงไม่มีใครคุมกัวอี้ได้
จากนั้น เขาก็ปิ๊งไอเดีย: มีตำราเรียนอาจจะยังไม่พอ ยังมีความเสี่ยงที่จะต้องไปเปิดคลาสสอนอยู่ดี
เพื่อกำจัดความเสี่ยงนี้ให้สิ้นซาก ประกอบกับเทอร์มินัลส่วนตัวและชุดฝึกรุ่นใหม่แจกจ่ายถึงมือทุกคนแล้ว
กัวอี้จึงตัดสินใจ: ให้ทุกคนทำงานแบบกะสามผลัด!
ทำงาน 7 ชั่วโมง พักผ่อน 6 ชั่วโมง เรียนหนังสือ 11 ชั่วโมง
จัดตารางเต็มเอี๊ยด 24 ชั่วโมง ไม่ให้หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว!
เรื่องงานกับเรื่องพักผ่อนไม่ต้องพูดถึง: ผลิตวัสดุก็ผลิตไป รื้อถอนกันดั้มครึ่งตัวก็รื้อไป เตรียมงานสร้างยานรบอวกาศช่วงแรกก็เตรียมไป
ประเด็นหลักคือการเรียน...
อ่านหนังสือ 10 ชั่วโมง สอบ 1 ชั่วโมง
สอบไม่ผ่านก็โดนสั่งซ่อมด้วยการฝึกสมรรถภาพร่างกายสุดโหดสามสิบนาที
พอโดนสั่งซ่อม จุดจบส่วนใหญ่ก็คือกลายเป็นถ่านตอตะโก แล้วโดนหามส่งลงโลง...
ดังนั้น เพื่อเอาชีวิตรอด ทุกคนจึงไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นิดเดียว นอกจากเวลางาน เวลาที่เหลือทุ่มให้การเรียนหมด...
พอกัวอี้เล่าจบ ผู้อาวุโสโจวก็ส่ายหน้าอย่างระอา หันไปมองตาคนอื่น: จุดเริ่มต้นคือความขี้เกียจ
แต่กระบวนการกลับถูกต้องอย่างน่าประหลาด
ทุกคนมีงานทำ ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจน ทุกคนกำลังพยายามเพื่อเป้าหมายนั้น
กระบวนการนี้ช่างงดงาม!
แค่ทรมานคนพวกนั้นไปหน่อย
ขนาดพนักงานบริษัทที่ทำงานหนักยังแอบอู้งานไปเข้าห้องน้ำได้ แต่คนพวกนี้คาดว่าตอนปลดทุกข์คงต้องถือเทอร์มินัลส่วนตัวท่องหนังสือไปด้วย...
เพราะคะแนนสอบเป็นตัวกำหนดความสุกของร่างกายพวกเขา
ถ้าสุกทั่วตัว...
แค่คิดก็หอมฉุย...
"แปะ~"
ผ่านไปพักใหญ่ กัวอี้กับคนอื่นก็อ่านเอกสารจบ "สรุปคือ ทางบ้านตัดสินใจสนับสนุนพวกเราเต็มที่?
ใช้เวลาช่วงยี่สิบปีเตรียมการและลงมือทำ เพื่อบรรลุสามแผนงานใหญ่ คือ กองทัพอวกาศ เมืองบนดวงจันทร์ และอาณานิคมอวกาศ!"
"อืม" ผู้อาวุโสโจวพยักหน้า จากนั้นพูดกับกัวอี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ดังนั้น ผังเทคโนโลยีของเธอรองรับแผนงานนี้ได้ไหม!
ถ้าได้ เธอต้องให้ตารางแผนงานโดยละเอียดกับเรา
ถ้าไม่ได้ ตรงกลางยังขาดอะไรอยู่?"
"..."
กัวอี้ครุ่นคิด ไม่ได้ตอบคำถามผู้อาวุโสโจว แต่กลับมองทุกคนอย่างจริงจัง แล้วถามกลับไปหนึ่งคำถาม "พวกคุณต้องการทำอะไร?
ดาบแห่งดาโมเคลส?"
ดาบแห่งดาโมเคลส หมายถึงเป้าหมายสูงสุดของแผนการนี้คือการพิชิต
การพิชิตโลก
เพราะเมื่อมีอาณานิคมอวกาศ การทำลายล้างด้วยนิวเคลียร์ภายในดาวเคราะห์ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาแล้ว
อย่างมากที่สุด บนโลกก็เหลือแค่กระต่าย สัตว์อื่นจับเชือดทิ้งได้หมด
ดังนั้น กัวอี้จึงกลัว
ความเจ็บปวดจากสงคราม ความโศกเศร้าจากสงคราม เขาเห็นมาเยอะแล้วจากฐานข้อมูลอารยธรรมต่างๆ
เขากลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนบาปของมนุษยชาติ กลัวว่าจะกลายเป็นมนุษย์คนสุดท้าย...
ที่มีเพียงซากปรักหักพังนับไม่ถ้วนอยู่เป็นเพื่อน...
ส่วนคนอื่นๆ พอฟังคำถามของกัวอี้จบ ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ: เจ้าหนูนี่สมกับเป็นลูกหลานกระต่ายจริงๆ
รักสงบ ไม่หาเรื่อง แต่ก็พร้อมก้าวไปด้วยกัน
น่าเสียดายที่เขาคิดเรื่องความเป็นมนุษย์น้อยไปหน่อย คิดตื้นไปหน่อย
เขาควรจะคิดถึงปัญหานี้ตั้งแต่ก่อนที่เทคโนโลยีของเขาจะปรากฏต่อสายตาทุกคน
แล้วค่อยๆ แสดงสินค้าเทคโนโลยีที่ไม่มีอานุภาพทำลายล้างตามปัญหานั้น
น่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นกันดั้ม หรือยานรบอวกาศ
แท้จริงแล้วมันเกิดมาเพื่อสงคราม
แต่กัวอี้กลับมองว่าพวกมันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอวกาศและสำรวจอวกาศ
ผิดก้าวเดียว ผิดไปทั้งกระดาน
ดังนั้น พวกผู้อาวุโสโจวพยักหน้าให้กัวอี้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งว่า "เธอคิดถูกในบางจุด แต่ก็คิดน้อยไปในบางจุด"
[จบแล้ว]