เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8: ผับกุหลาบป่า

บทที่ 8: ผับกุหลาบป่า

บทที่ 8: ผับกุหลาบป่า


บทที่ 8: ผับกุหลาบป่า

เมื่อหวังเฉินกั๋วกลับบ้านมาเวลาประมาณ 18.00 น. หลี่ซิ่วเหม่ยก็ได้ขอให้ป้าเฉินผู้ช่วยของพวกเขาไปเรียนหวังเต็งลงมาทานอาหารเย็น

หวังเต็งเพิ่งอาบน้ำเสร็จ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาก็เป่าผมด้วยไดร์เป่าผม

“โอเค ป้าเฉิน ฉันกำลังจะลงไปแล้ว” เขาตอบ

หลังจากเป็นศิษย์นักสู้ ประสาทสัมผัสในการได้ยินของเขาก็ดีขึ้น เสียงของไดร์เป่าผมไม่สามารถรบกวนเสียงของป้าเฉินได้เลย

หลังจากนัน้ไม่กี่นาที เมื่อเขาเป่าผมให้แห้งและถอดปลั๊กไดร์เป่าผมเรียบร้อยแล้ว  เขาก็ลงไปทานอาหารเย็น

หวังเฉินกั๋วและหลี่ซิ่วเหม่ยกำลังรอเขาอยู่

มันมีจานสองสามจานอยู่บนโต๊ะ ทั้งร้อนและหอมกรุ่น ครอบครัวสามคนนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารเย็นและเริ่มรับประทานอาหาร

“ลูกแม่ วันนี้เป็นยังไงบ้าง?”

หลี่ซิ่วเหม่ยถามคำถามที่หวังเฉินกั๋วต้องการถาม พวกเขามองไปที่หวังเต็งอย่างอยากรู้อยากเห็น

พูดตามตรง หวังเฉินกั๋วมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการเป็นพ่อของหวังเต็ง เพื่อนๆของเขามักจะโอ้อวดเกี่ยวกับลูกๆของพวกเขาต่อหน้าเขาโดยบอกเขาว่า ลูกของพวกเขาโดดเด่นแค่ไหนหรือลูกของใครได้กลายเป็นศิษย์นักสู้ขั้นกลางและเป็นศิษย์นักสู้ขั้นสูงแล้ว

หวังเฉินกั๋วเป็นคนเดียวที่ไม่สามารถคุยโม้เรื่องลูกชายของเขาได้ เขาเป็นซีอีโอของบริษัทใหญ่ที่มีมูลค่าหลักร้อยล้าน อย่างไรก็ตาม ลูกชายของเขาก็...

ถ้าเขาพูดถึงลูกชายของเขา คนอื่นก็รังแต่จะหัวเราะเยาะเขา

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดลูกชายของเขาก็ตั้งสติได้และเต็มใจที่จะฝึกศิลปะการต่อสู้ และเมื่อหวังเต็งได้กลายเป็นศิษย์นักสู้ขั้นสูง  เขาก็จะสามารถเอาเรื่องนี้ไปโม้กับเพื่อนของเขาได้

“ก็ไม่ได้แย่ ศิษย์พี่ที่สถาบันบอกผมว่าผมมีความสามารถ” หวังเต็งตอบ

เขาไม่ได้บอกพ่อแม่ของเขาว่าเขาได้เป็นศิษย์นักสู้ขั้นกลางแล้ว เพราะเขากลัวว่าพวกเขาจะเป็นลมจากข่าวดีอย่างกะทันหัน

เขาจะค่อยๆปล่อยข่าวดีเหล่านี้ให้พวกเขาฟังอย่างช้าๆในอนาคต

“ดี ลูกมีความสามารถก็ดีแล้ว”

หวังเฉินกั๋วมีความสุขมากจนหุบยิ้มไม่ได้ เขาโบกมือและพูดว่า “ลูกต้องฝึกฝนให้หนัก ตระกูลหวังของเราอาจจะไม่ได้มั่งคั่งและมีอำนาจมากนัก แต่อย่างน้อยเราก็ยังพอมีพื้นเพดีกว่าคนทั่วไป ดังนั้นลูกจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับทรัพยากรในการฝึกศิลปะการต่อสู้”

หวังเต็งพยักหน้าไม่พูดอะไร

เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับทรัพยากร คนอื่นอาจต้องการทรัพยากรในการฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพวกมัน

เขามีบ๊กที่พระเจ้าประทานมาให้กับเขา เพราะฉะนั้นทรัพยากรของคนอื่นจึงสามารถนับเป็นทรัพยากรของเขาได้เช่นกัน!

“มาเถอะ กินอาหารให้มากๆ ลูกฝึกฝนมาทั้งวันแล้ว ดังนั้นลูกจะต้องเหนื่อยและหิวแน่นอน”

แทนที่จะหวังว่าเขาจะเป็นนักสู้ได้ หลี่ซิ่วเหม่ยกลับกังวลมากกว่าว่าหวังเต็งจะเหนื่อยหรือทนทุกข์ทรมาน เธอรู้สึกปวดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเขายัดอาหารเข้าปากอย่างหิวโหย

หวังเต็งไม่มีเวลาพูดคุย เขาต้องยอมรับว่าเนื้อสัตว์อสูรดารานั้นอร่อยมาก เนื่อของมันนุ่มและละลายในปากของเขาเหมือนกับขนมสายไหม

เมื่อเขากลืนเนื้อลงไป เขาก็รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา มันบรรเทาความเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลียของเขา

หลี่ซิ่วเหม่ยและหวังเฉินกั๋วก็กินเนื้อนี้เช่นกัน แต่พวกเขาไม่กล้ากินมากเกินไป

พวกเขาไม่ได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นหากพวกเขากินเนื้อสัตว์อสูรดารามากเกินไป มันก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกายของพวกเขาแทน

คนทั่วไปในยุคแห่งศิลปะการต่อสู้นั้นจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าปกติเนื่องจากอิทธิพลของพลังฟอร์ส แต่นั่นก็เป็นผลกระทบในระยะยาว

หลังอาหารเย็น ขณะที่หวังเต็งเตรียมจะไปยังสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้จีซินอีกครั้ง โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและได้ยินเสียงของซูเจี๋ยในปลายสาย

“พี่หวังเต็ง พวกเราอยู่ที่ผับกุหลาบป่าแล้ว มาเร็วเข้า”

ในที่สุดหวังเต็งก็จำเรื่องนี้ได้ เขายิ้มอย่างช่วยไม่ได้และตอบว่า “เอาล่ะ รอฉันก่อนนะ ฉันจะไปในเร็วๆนี้นี่แหละ”

“ดูเหมือนว่าวันนี้ฉันจะไปสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้จีซินไม่ได้แล้วสินะ”

หวังเต็งรู้สึกเสียใจนินึง แต่เขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถอยู่ในสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้ได้ทุกวัน

“ฉันจะถือโอกาสนี้พักผ่อน”

หวังเต็งอำลาพ่อแม่ของเขาและออกจากบ้านของเขาไป

วรูม... วอม... รูม... (เสียงเครื่องยนต์)

เครื่องยนต์ของรถสปอร์ตดังมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวรถที่โฉบเฉี่ยวหรือเสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้อง ทั้งหมดล้วนสะกดทุกสายตาของผู้สัญจรไปมา

ณ ผับกุหลาบป่า

มันมีถนนมากมายในตงไห่ แต่ถนนสายนี้เป็นถนนสายที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองตงไห่

มันมีผับครบทุกประเภทและครบทุกสไตล์ในราคาที่แตกต่างกัน

บาร์สาธารณะเหมาะสำหรับผู้บริโภคระดับล่าง ในขณะที่บาร์ระดับไฮเอนด์มีไว้สำหรับชนชั้นสูงในสังคมหรือกลุ่มคนร่ำรวย

อาจเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ แต่มนุษย์นั้นก็ถูกแยกออกเป็นชนชั้นต่างๆ

ทุกคืนถนสายนี้จะสว่างไสวและมีสีสัน แสงนีออนที่ส่องประกายระยิบระยับผสมผสานกับแสงสะท้อนและสีสันอันสวยงาม มันทำให้เกิดฉากที่ชวนฝันและน่าตื่นตาตื่นใจ

ในตอนกลางวันความเครียดจากการทำงานจะกดดันเหล่าชายหนุ่มหญิงสาวในเมืองนี้ ดังนั้นในตอนกลางคืนพวกเขาจึงต้องการหาที่พักผ่อนและปลดปล่อยพวกมันทั้งหมดออกมา

ความกดดันทางสังคมไม่จางเคยหายไป และแม้แต่ในยุคแห่งศิลปะการต่อสู้เองก็ไม่มีช้อยกเว้น

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องคลายเครียด!

แน่นอนว่าสำหรับหวังเต็งและเพื่อนๆของเขาแล้ว นี่ก็เป็นเพียงสถานที่สำหรับมาสนุกสนานสรรสรรค์เท่านั้น

มันมีรถสปอร์ตหรูหราแถวหนึ่งจอดอยู่ด้านนอกผับกุหลาบป่า หวังเต็งต้องหาที่จอดรถอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในผับ

บู้มมม!

ประตูกั้นเสียงภายนอกและภายในผับ เมื่อคนๆหนึ่งก้าวเข้ามา มันก็รู้สึกเหมือนมันเป็นสองโลกที่แตกต่างกัน

ทันทีที่เขาเปิดประตู เสียงเพลงที่ดังกึกก้อง เสียงหัวเราะของชายหนุ่มและหญิงสาว และไฟที่กระพริบไปมาก็ปรากฎสู้สายตาของหวังเต็ง

“ช่างเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเสียจริง”

ในชีวิตที่แล้วของเขา นับตั้งแต่ตระกูลหวังล้มละลาย หวังเต็งก็ไม่เคยไปผับอีกเลย

เขารู้สึกเหมือนเขาถูกไล่ออกจากโลกที่วุ่นวาย

แต่ตอนนี้เขาก็กลับมาอีกครั้งแล้ว!

หวังเต็งก้าวเข้าสู่ผับกุหลาบป่า เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาและสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม เนื่องจากการฝึกฝนในช่วงสองวันที่ผ่านมา ร่างกายของเขาจึงแข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้กล้ามเนื้อและสภาพจิตใจของเขาก็ยังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาดูโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนเหมือนเพชรเม็ดงาม

ผู้หญิงหลายคนสนใจในตัวเขาในทันที รูปลักษณ์ที่สง่างามของเขากระตุ้นจินตนาการของพวกเธอ

หวังเต็งเคยเป็นชายชราเมื่อชาติที่แล้ว แต่ตอนนี้เขาเป็นชายหนุ่มตัวจริงที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ อย่างไรก็ตามออร่าของเขาก็ดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เขามีประสบการณ์หลายอย่างในชีวิตที่ผ่านมา มันมีขึ้น มีลง และมันก็เหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะ

เขาเคยมีความมั่งคั่งและประสบกับปัญหาความยากจนทั้งสองอย่างในชีวิตเดียว เขาเคยเป็นวัยรุ่นที่หยิ่งผยองและเต็มไปด้วยความทรนง จากนั้นเขาก็ตกสู่จุดต่ำสุดในชีวิตและกลายเป็นยาจกผู้น่าสมเพช....

ประสบการณ์ชีวิตอันยาวนานของเขาทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่และสงบเสงี่ยม มันทิ้งความประทับใจแรกพบที่ดีให้กับผู้คนได้อย่างง่ายดายและทำให้พวกเขาชอบเขา

หวังเต็งสแกนผับเพื่อค้นหาซูเจี๋ยและเพื่อนของเขา

ในขณะนั้นเอง มันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทางซ้ายของเขา

“พี่หวังเต็ง ทางนี้ ตรงนี้!”

หวังเต็งมองไปที่ผู้หญิงที่โบกมือให้เขา มันคือไป่เว่ย น้องสาวคนเล็กในกลุ่มเพื่อนของพวกเขา

ผมของเธอถูกมัดเป็นม้วน เธอดูฉลาดและมีหน้าตาที่มีเสน่ห์

หวังเต็งยังคงจำได้ว่าสาวน้อยคนนี้สวยงามเพียงใดหลังจากที่เธอโตขึ้น อันที่จริง เธอสามารถทำลายประชาชาติได้ด้วยความงามของเธอ

ไป่เว่ยขยับเล็กน้อยเพื่อให้พื้นที่แก่หวังเต็ง หวังเต็งนั่งลงข้างเธอ

“พี่หวังเต็ง พี่มาช้านะ” ซูเจี๋ยบ่น

“คืนนี้ยังอีกยาว และความสนุกก็เพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นแล้วทำไมฉันถึงต้องรีบด้วยล่ะ” หวังเต็งยิ้มตอบ

“พี่หวังเต็ง!”

ชายหนุ่มอีกคนทักทายหวังเต็ง

“หยูห่าว ไม่เจอกันนานเลยนะ” หวังเต็งมองไปที่ผู้ชายคนนั้น

“พ่อของฉันเอาแต่เฝ้าดูจ้องจับผิดฉัน วันนี้ฉันมาได้ก็เพราะแอบหนีออกมาเลยนะ” หยูห่าวพูดอย่างช่วยไม่ได้

“เจ้านี่ถูกพ่อลากไปเรียนศิลปะการต่อสู้น่ะ” ซูเจี๋ยหัวเราะเบาๆให้กับชะตากรรมของหยูห่าว

“โอ้? แล้วนายอยู่ขั้นไหนแล้ว” หวังเต็งรู้สึกประหลาดใจ

“ฉันเป็นศิษย์นักสู้ขั้นเริ่มต้นแล้ว” หยูห่าวลูบหลังหัวและพูดอย่างเขินอาย

“ไอ้เด็กเหี้ย ไอ้เด็กเวร นี่แกกลายเป็นศิษย์นักสู้ขั้นเริ่มต้นแล้วอย่างงั้นหรอ?!” ซูเจี๋ยอุทานด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน

“นายเป็นศิษย์นักสู้คนเดียวในหมู่พวกเราทั้งหมด หากมีใครมารังแกเราในอนาคต เราก็จะขอความช่วยเหลือจากนายนะ” จากนั้นเขาก็วางแขนไว้รอบไหล่ของหยูห่าวและยิ้มเยาะ

“หนูน้อย (ชื่อเล่นของหยูห่าว) เราจะต้องพึ่งพานายในอนาคตแล้ว!” ไป่เว่ยยิ้มและเห็นด้วยกับซูเจี๋ย

หยูห่าวเริ่มรู้สึกภูมิใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชมของพวกเขา และคำชมของไป่เว่ยทำให้เขารู้สึกดีเป็นพิเศษ

พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีความรู้สึกดีๆให้กัน

และนี่ก็คือสิ่งที่หยูห่าวรู้สึกเกี่ยวกับไป่เว่ย

หวังเต็งยิ้มและถามว่า “แล้วทำไมหยวนเฉิงหัวถึงยังไม่มากัน?”

ทุกคนเงียบไป

“เขาจะไม่มาอีกแล้ว!” ซูเจี๋ยเย้ยหยัน

“ห้ะ? เกิดอะไรขึ้น?” หวังเต็งขมวดคิ้วและถาม

“ไอ้เวรนั่นมันกำลังไปติดตามหลี่หรงเฉิงอยู่ในขณะนี้ มันได้ไปเป็นเด็กรับใช้ของไอ้เวรนั่นไปแล้ว” ซูเจี๋ยหน้ามุ่ยและพูดต่อ

“หลี่หรงเฉิง!”

หวังเต็งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุด เขาก็นึกถึงชายคนนี้ได้สำเร็จ

หวังเต็งและเพื่อนๆของเขามีภูมิหลังครอบครัวที่คล้ายคลึงกัน พ่อแม่ของพวกเขารู้จักกันและมีปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างแวดวงเพื่อนของตนเองขึ้น

สำหรับตระกูลหลี่แล้ว มันก็เป็นตระกูลที่ค่อนข้างใหญ่ในตงไห่ อันที่จริง ตระกูลหลี่มีอิทธิพลมากกว่าตระกูลของพวกเขาเสียอีก

ในสายตาของซูเจี๋ย หยวนเฉิงหัวได้ใกล้ชิดกับหลี่หรงเฉิงเพราะเขาต้องการประจบประแจงกับมัน

นี่คือวิธีการทำงานของวงเวียนธุรกิจรุ่นที่สอง เฉพาะผู้ที่มีภูมิหลังคล้ายคลึงกันเท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันได้ ถ้าความแตกต่างมันมีมากเกินไป มันก็จะกลายเป็นความสัมพันธ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

“อย่าพูดถึงเขาเลย ทุกคนมีความทะเยอทะยานของตัวเอง” หวังเต็งไม่ได้สนใจ

“นายถูก อย่าพูดถึงไอ้คนแบบนั้นอีกต่อไปเลย แค่ได้ยินชื่อของมันก็ทำให้ฉันรู้สึกโกรธแล้ว”  ซูเจี๋ยกล่าว

พวกเขาเปลี่ยนหัวข้อและสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลไม้มา จากนั้นพวกเขาก็คุยกันอย่างมีความสุข เมื่อเวลาผ่านไปหวังเต็งก็ค่อยๆฟื้นความรู้สึกของวัยหนุ่มของเขากลับมา

จบบทที่ บทที่ 8: ผับกุหลาบป่า

คัดลอกลิงก์แล้ว