เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

227-228

227-228

227-228


บทที่ 227: เพิ่งจะเลื่อนขั้นมาใหม่ๆ ยังซิงๆ อยู่เลย

【เหมยหรูซงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย】

【เผยรอยยิ้มกระหายเลือดออกมา】

【นิกายเซียนสยบมาร? แหม ช่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเสียจริง ทำเอาข้ากลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว!】

【แต่ว่านะ... ข้าก็ยังอยากได้จิ้งจอกเก้าหางตัวนี้อยู่ดี】

【เอางี้เป็นไง... ฆ่าเจ้าซะ แล้วทำลายหลักฐานทิ้งซะเลย เจ้าว่าดีไหม?】

【สิ้นเสียงคำพูด】

【พื้นที่โดยรอบก็พลันสั่นไหว】

【ชายในชุดคลุมสีเทาห้าคนปรากฏตัวขึ้น】

【พวกมันยืนล้อมเป็นวง พร้อมกับร่ายอาคมเซียนพร้อมกัน สร้างเขตแดนสีฟ้าขนาดมหึมาขึ้นมา】

【กักขังเจิ้งหน่วนซิ่วและเย่หยูไว้ข้างใน】

【เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้】

【ใบหน้าของเจิ้งหน่วนซิ่วก็พลันซีดเผือดเป็นไก่ต้ม】

【เห็นได้ชัดว่านางคาดไม่ถึงว่าเหมยหรูซงจะกล้าทำถึงขนาดนี้】

【แต่เย่หยูกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด】

【ในเมื่อบางเรื่องมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไหลตามน้ำไปเลยแล้วกัน】

【ยังไงซะ การตายในความฝัน เขาก็ปลงกับมันมานานแล้ว】

【แทนที่จะมัวแต่กลัวหัวหด สู้ใช้ชีวิตที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้รีดไถข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาให้ได้มากที่สุดไม่ดีกว่าเหรอ?】

【เขามองไปที่เจิ้งหน่วนซิ่วข้างๆ แล้วส่งกระแสจิตไปถาม: เจ้าพอจะมีปัญญาพาข้าแหกวงล้อมออกไปได้ไหม?】

【ข้า... ข้าบอกได้แค่ว่าจะลองดู แต่ความเป็นไปได้มันน้อยมาก!】

【คำพูดของเจิ้งหน่วนซิ่วประโยคนี้ ฟังดูฝืนใจอย่างยิ่ง】

【ช่วยไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้ว นางไม่มีความจำเป็นต้องโกหกเย่หยู】

【แค่เหมยหรูซงคนเดียว ฝีมือก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านางแล้ว】

【นี่ยังจะมีตัวช่วยอีกห้าคน】

【อย่าว่าแต่จะพาเย่หยูแหกวงล้อมออกไปเลย】

【แค่ตัวนางเองก็เอาตัวรอดแทบไม่ไหวแล้ว】

【จัดเต็มมาขนาดนี้ ดูท่าว่าเหมยหรูซงจะตั้งใจฆ่านางให้ตายจริงๆ】

【เพื่อจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางตัวเดียว... เขา... ที่จริงมันก็คุ้มค่านั่นแหละ】

【บัดซบเอ๊ย!】

【ถ้าวันนี้รอดออกไปได้อย่างหวุดหวิดล่ะก็!】

【กลับไปเมื่อไหร่ ข้าจะบดกระดูกเหมยหรูซงให้เป็นผุยผงให้จงได้!】

【ขณะที่เจิ้งหน่วนซิ่วกำลังเตรียมตัวสู้ตาย】

【เย่หยูก็เอ่ยปากขึ้น: ไม่ต้องลำบากกันขนาดนี้หรอก ข้ายอมไปกับพวกเจ้าเอง!】

【เมื่อได้ยินเช่นนั้น】

【ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตะลึงงัน】

【พูดจาง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?】

【เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนสิ เจ้ารู้ไหมว่าถ้าตามพวกมันไปแล้วจะเจออะไร?】

【เจิ้งหน่วนซิ่วรีบส่งกระแสจิตไปห้ามปราม】

【เย่หยูถามอย่างสงสัย: จะเจออะไรเหรอ?】

【เจิ้งหน่วนซิ่วกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม: เหมยหรูซงเป็นคนของนิกายเซียนอวิ๋นผิ่น】

【ประมุขนิกายของมันมีนามว่านางเซียนจู๋เล่อ】

【นางชอบเลี้ยงหนุ่มบำเรอเป็นที่สุด】

【โดยเฉพาะเซียนหนุ่มเผ่าอสูร ยิ่งเป็นที่โปรดปราน】

【เมื่อหมื่นปีก่อนเคยลั่นวาจาไว้ว่า อยากจะลองลิ้มรสชาติของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางดูสักครั้ง หากใครหามาให้นางได้】

【ก็จะมอบศาสตราวุธเซียนหนึ่งชิ้นกับม้วนตำราวิชาเซียนหนึ่งม้วนเป็นรางวัล!】

【เหมยหรูซงต้องคิดจะจับเจ้าไปส่งให้นางเซียนจู๋เล่อแน่ๆ!】

【สีหน้าของเย่หยูเปลี่ยนไปเล็กน้อย】

【ผู้หญิงที่ชอบเลี้ยงหนุ่มบำเรองั้นรึ? นี่มันตัวละครประเภทมั่วไม่เลือกเลยไม่ใช่เรอะ?】

【พูดตามตรง】

【เย่หยูรู้สึกรังเกียจคนประเภทนี้เป็นอย่างมาก】

【แต่ศาสตราวุธเซียนกับวิชาเซียน กลับทำให้เขาสนใจขึ้นมาทันที】

【เย่หยูคิดในใจ】

【เขามองเจิ้งหน่วนซิ่วแล้วถามอย่างจริงจัง: แล้วเจ้าล่ะ? ที่ชวนข้าเข้านิกายเซียนสยบมาร เคยคิดจะจับข้าไปส่งให้นางเซียนจู๋เล่อบ้างหรือเปล่า?】

【ไม่ว่าจะในโลกมนุษย์หรือแดนสวรรค์ วิชาเซียนกับศาสตราวุธเซียนน่าจะสำคัญมากเลยสินะ?】

【ของล่อใจขนาดนี้ หรือว่าเจ้าไม่อยากได้?】

【เจิ้งหน่วนซิ่วชะงักไปเล็กน้อย】

【แล้วรีบเอ่ยปาก: เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าจริงใจอยากให้เจ้าเข้านิกายเซียนสยบมารจริงๆ】

【นิกายของพวกเรา เอ่อ... ค่อนข้างจะพิเศษหน่อย】

【พวกเราต้องการแค่ตัวเจ้า ไม่ได้ต้องการจะเอาเจ้าไป ‘ขาย’】

【เย่หยูอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้】

【คำว่า ‘ขาย’ นี่มันช่างเข้ากับสถานการณ์ซะจริง!】

【เหมยหรูซงขมวดคิ้วมุ่น】

【กล่าวเสียงเย็น: เจ้าหัวเราะอะไร? ขอบอกไว้ก่อน อย่าคิดตุกติกอะไรล่ะ! ไม่อย่างนั้น ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าตายซะยังดีกว่าอยู่!】

【เย่หยูกล่าวเรียบๆ: ไม่ได้หัวเราะอะไร ข้าแค่จะบอกว่า ข้าจะไปกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้าต้องปล่อยนางไป!】

【เมื่อเห็นเย่หยูชี้มือมาที่ตัวเอง】

【เจิ้งหน่วนซิ่วถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก】

【หมอนี่มันจะปกป้องคนอื่นเกินไปแล้ว!】

【เหมยหรูซงหัวเราะเยาะ: ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับข้านะ!】

【เย่หยูกล่าวอย่างยียวน: ไม่มีจริงๆ เหรอ? งั้นพวกเจ้าก็ฆ่าเจิ้งหน่วนซิ่วซะ แล้วข้าจะระเบิดแก่นอสูรให้พวกเจ้าดูเป็นขวัญตาดีไหม?】

【รวมทั้งเหมยหรูซงด้วย ชายชุดเทาทั้งหมดต่างก็มีสีหน้าลำบากใจ】

【เป็ดที่กำลังจะเข้าปากอยู่แล้ว มีหรือที่พวกมันจะยอมปล่อยให้บินหนีไป!】

【ดังนั้น หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เหมยหรูซงก็กล่าวเสียงเข้ม: ก็ได้ ข้าตกลง】

【ชายชุดเทาหลายคนเปลี่ยนท่ามือ เขตแดนก็พลันแยกออกเป็นช่องเล็กๆ ทันที】

【เย่หยูผลักเจิ้งหน่วนซิ่วให้ออกไป】

【แต่บางทีอาจจะเป็นเพราะรู้สึกว่าเย่หยูช่างมีคุณธรรมสูงส่งเกินไป】

【เจิ้งหน่วนซิ่วกลับไม่ยอมไปซะงั้น】

【นางบอกว่าอะไรนะ ‘คนอื่นให้เกียรติข้าหนึ่งส่วน ข้าจะตอบแทนคืนสิบส่วน’】

【วันนี้ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องพาเย่หยูออกไปให้ได้】

【เล่นเอาเย่หยูไปไม่เป็นเลยทีเดียว】

【นี่มันหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวชัดๆ เลยไม่ใช่เรอะ?】

【ให้โอกาสหนีแล้วยังไม่รีบไป จะต้องตายอยู่ที่นี่ให้ได้ใช่ไหม?】

【ดังนั้น เพื่อให้เจิ้งหน่วนซิ่วเชื่อฟังและยอมจากไป】

【เย่หยูก็หลอกนางว่า: เจ้าไปก่อนเถอะ ข้ามีวิธีหนีของข้าเอง】

【ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าอยู่ต่อ จะกลายเป็นตัวถ่วงของข้าเปล่าๆ!】

【เจิ้งหน่วนซิ่วรู้สึกกังขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเย่หยู】

【นางก็ได้แต่สลัดความสงสัยในใจทิ้งไป】

【แล้วค่อยๆ เดินออกจากเขตแดนไป!】

【วินาทีต่อมา เขตแดนก็ปิดลงทันที】

【และเหมยหรูซงก็รีบพุ่งเข้าไปหาเย่หยู】

【ร่ายอาคมเซียน สาปพันธนาการร่างใส่เขา】

【ด้วยวิธีนี้】

【เย่หยูก็หมดปัญญาที่จะฆ่าตัวตาย】

【หลังจากนั้น เหมยหรูซงก็ไม่รอช้า โบกแขนเสื้อเรียกชายชุดเทาคนอื่นๆ แล้วจากไปทันที】

【หลายชั่วยามต่อมา】

【เย่หยูถูกพามายังตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง】

【มันคือตำหนักประมุขแห่งผาขี่วายุ】

【เหมยหรูซงเดินไปข้างหน้า คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น แล้วตะโกนเสียงดัง: ผู้น้อยเหมยหรูซง ขอนำของขวัญล้ำค่ามามอบให้นางเซียนจู๋เล่อ!】

【เจิ้งหน่วนซิ่วเดาไม่ผิดจริงๆ】

【ไอ้เวรตะไลเหมยหรูซงนี่ มันจับเขามาส่งให้นางเซียนจู๋เล่อจริงๆ ด้วย】

【เพียงแต่ไม่รู้ว่านางเซียนคนนี้ หน้าตาจะเป็นอย่างไร】

【ในไม่ช้า】

【บนบัลลังก์เบื้องหน้า ก็มีร่างของสตรีอวบอั๋นคนหนึ่งปรากฏขึ้นมา】

【คาดว่าด้วยสายตาแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 150 กิโลกรัม】

【ทำเอาเย่หยูแทบจะประสาทแดก】

【หุ่นแบบนี้... ไม่แปลกใจเลยที่ชอบเลี้ยงหนุ่มบำเรอ】

【ถ้าไม่เลี้ยงไว้สักสองสามคน ตัวนางเองคงจะคันคะเยอแย่!】

【แต่ในเมื่อเลื่อนขั้นสู่แดนสวรรค์แล้ว เรื่องรูปร่างน่าจะปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบไม่ใช่เหรอ?】

【นางเซียนจู๋เล่อเป็นถึงประมุขนิกายเชียวนะ เป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุมเรื่องแค่นี้ไม่ได้】

【แล้วนี่มันหมายความว่ายังไง?】

【ปลอมตัว?】

【ขณะที่เย่หยูกำลังครุ่นคิด】

【นางเซียนจู๋เล่อก็พลันตื่นตัวขึ้นมาทันที】

【นางยืดตัวตรงบนบัลลังก์ ดวงตาทอประกาย: จิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง?】

【เจ้าหนู เจ้าไปหามาจากไหน?】

【เหมยหรูซงยิ้มแล้วตอบ: แถวๆ นิกายเซียนดูดดาราขอรับ เขาเพิ่งจะเลื่อนขั้นสู่แดนสวรรค์มาสดๆ ร้อนๆ ยังซิงๆ อยู่เลยขอรับ!】

บทที่ 228: ดวงดีระเบิดระเบ้อ

【คำพูดของเหมยหรูซงทำให้สีหน้าของเย่หยูดูพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก】

【ราวกับได้ย้อนกลับไปสมัยอยู่บนดาวสีคราม ตอนที่กำลังเลือก ‘ครูสอนดนตรี’ ไม่มีผิด】

【อ้อ ใช่สิ แต่ก่อนเย่หยูเป็นคนเลือก ส่วนตอนนี้กลายเป็นคนที่ถูกเลือก】

【ความรู้สึกที่สถานะพลิกกลับแบบนี้ มันก็น่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย】

【แต่นางเซียนจู๋เล่อกลับดูสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง】

【นางก้าวลงมาจากบัลลังก์】

【โบกมือในอากาศ ผลักเหมยหรูซงกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร จนกระทั่งชนเสาตำหนักแตกละเอียด ถึงได้หยุดลง】

【ขณะที่นางเซียนจู๋เล่อก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เย่หยูก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินกำลังสั่นสะเทือน】

【ฉิบหาย! นี่มันเน้นคอนเซปต์อ้วนกลมอย่างแท้จริงเลยนี่หว่า!】

【ถ้าไม่ได้โดนเหมยหรูซงพันธนาการไว้】

【เย่หยูอยากจะระเบิดแก่นอสูรทิ้งซะเดี๋ยวนี้เลย】

【น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว!】

【นางเซียนจู๋เล่อเดินมาถึงหน้าเย่หยูแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย】

【นางกล่าวเสียงเข้ม: ทำไมถึงต้องใช้คาถาพันธนาการด้วย? หรือว่าเจ้าเด็กนี่ไม่เชื่อฟัง?】

【เหมยหรูซงพยายามลุกขึ้น อดทนต่อความเจ็บปวดทั่วร่าง แล้วตอบเสียงสั่น: เรียนท่านประมุข เจ้าเด็กนี่เพิ่งจะเข้าร่วมนิกายสยบมารมาขอรับ ไม่ค่อยจะเชื่อฟังสักเท่าไหร่!】

【นางเซียนจู๋เล่อหัวเราะ: นิกายสยบมาร? ถ้าเป็นเมื่อสิบหมื่นปีก่อน ข้าอาจจะยังเกรงอยู่สามส่วน】

【แต่ ณ บัดนี้ แดนสวรรค์กำลังปั่นป่วน ใครจะไปกลัวใครกัน?】

【เย่หยูใจกระตุก】

【แดนสวรรค์ปั่นป่วน?】

【มันหมายความว่ายังไงกันแน่?】

【นางเซียนจู๋เล่อดีดนิ้วหนึ่งครั้ง คาถาพันธนาการบนร่างของเย่หยูก็สลายไปในทันที】

【ช่างเป็นเซียนจิ้งจอกที่หล่อเหลาอะไรเช่นนี้ ฟังพี่สาวสักคำนะ นิกายสยบมารมันก็แค่เสือกระดาษแล้วตอนนี้ ข้างนอกดูแข็งแกร่ง แต่ข้างในกลวงโบ๋ มาอยู่นิกายเซียนอวิ๋นผิ่นของข้าสิ ข้ารับรองว่าเจ้าอยากได้อะไร ก็จะได้สิ่งนั้น!】

【ศาสตราวุธเซียน วิชาเซียน ให้เจ้าเลือกได้ตามใจชอบ】

【แต่มีข้อแม้อยู่ว่า เจ้าต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อข้า เข้าใจไหม?】

【เย่หยูข่มความรู้สึกขยะแขยงในใจไว้】

【แล้วถามเสียงเบา: เรื่องที่แดนสวรรค์ปั่นป่วนมันเป็นยังไงเหรอ?】

【ข้าเพิ่งจะเลื่อนขั้นสู่แดนสวรรค์ ยังไม่รู้อะไรเลย!】

【นางเซียนจู๋เล่อใช้นิ้วอ้วนๆ ของนางลูบคางแล้วพูด: อืม... จะให้อธิบายละเอียดมันก็ซับซ้อน】

【มันไม่ค่อยเกี่ยวกับเจ้าเท่าไหร่ ไว้มีโอกาส ข้าจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง】

【วางใจเถอะ ต่อไปอยู่กับข้า เจ้าจะได้รู้อะไรอีกเยอะ】

【ดวงตาของนางเซียนจู๋เล่อยิ่งทอประกายเจิดจ้า และนางก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ】

【เมื่อเห็นเช่นนั้น】

【เย่หยูอดที่จะถอยหลังไปหนึ่งก้าวไม่ได้】

【นี่มันจังหวะเตรียมจะลงมือชัดๆ!】

【ไม่ได้! ถึงจะเป็นแค่ความฝัน ก็จะยอมให้เรื่องน่าขยะแขยงแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!】

【เย่หยูรีบตะโกนห้าม】

【เดี๋ยวก่อน! ที่เจ้าพูดมาทั้งหมด มันก็แค่ขายฝันทั้งนั้น】

【อยากให้ข้าเข้านิกายของเจ้า มันก็ไม่ยากหรอก】

【แต่อย่างน้อยก็ต้องแสดงความจริงใจออกมาหน่อยสิ?】

【ศาสตราวุธเซียนกับวิชาเซียน อย่างน้อยก็ต้องมีให้เห็นบ้าง】

【ไม่อย่างนั้น ข้าคงจะยิ้มไม่ออก!】

【เมื่อบรรยากาศถูกบิ๊วมาถึงขั้นนี้】

【นางเซียนจู๋เล่อก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาทันที นางย่อมต้องแสดงความใจกว้างออกมาให้เห็น】

【หลังจากดีดนิ้วหนึ่งครั้ง】

【กระจกบานหนึ่งกับม้วนตำราหยกหนึ่งม้วนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเย่หยู】

【นางเซียนจู๋เล่อเอ่ยปาก: ของสิ่งนี้มีชื่อว่ากระจกสลายมายา เป็นศาสตราวุธเซียนขั้นกลาง สามารถทำลายภาพมายาทุกชนิดที่ต่ำกว่าระดับราชาเซียนได้】

【ส่วนม้วนตำราหยกนี้ คือวิชาเซียน ‘เคล็ดวิชาหกประสานเสวียนกง’ ครึ่งแรก เพียงแค่ถ่ายพลังเซียนเข้าไป ก็จะเรียนรู้ได้ทันที】

【เป็นอย่างไรล่ะ ข้าจริงใจพอหรือยัง?】

【เย่หยูคว้าของสองสิ่งนั้นมาไว้ในมือทันที】

【แล้วเผยรอยยิ้มออกมา】

【ทำให้นางเซียนจู๋เล่อยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก】

【แสดงท่าทีแบบนี้ออกมา ก็ย่อมหมายความว่าตกลง】

【นางถึงกับเริ่มจินตนาการถึงฉากที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้แล้ว】

【และในจังหวะที่นางเผลอไปชั่วครู่นี่เอง】

【ร่างของเย่หยูก็ถอยหลังอย่างรวดเร็ว】

【เมื่อนางเซียนจู๋เล่อรู้สึกตัวและเตรียมจะลงมือ】

【ที่หน้าอกของเย่หยูก็สว่างวาบขึ้นมา】

【ทันใดนั้น การระเบิดครั้งใหญ่ก็ทำลายตำหนักแห่งนี้จนราบเป็นหน้ากลอง】

วินาทีต่อมา

ภาพในความฝันก็พลันแตกสลาย

และเย่หยูก็ตื่นขึ้นจากความฝันในครั้งนี้

【การเข้าสู่ความฝันครั้งนี้สิ้นสุดลง】

【อายุขัย 550 ปี】

【ระดับการประเมินความฝันครั้งนี้: สมบูรณ์แบบ-】

【สุ่มรับรางวัลจากความฝัน 2 อย่าง】

【หนึ่ง ระดับพลังสำเร็จเซียนขั้นต้น ตอนอายุ 370 ปี】

【สอง อิทธิฤทธิ์จิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง, มนต์เสน่ห์! (สามารถสะกดเสน่ห์ใส่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองได้สูงสุดหนึ่งระดับใหญ่)】

【ระดับการประเมินความฝันสูงกว่ายอดเยี่ยม+ จะได้รับรางวัลเป็นการปรากฏของสองสิ่ง】

【ของที่ปรากฏในครั้งนี้: หนึ่ง ศาสตราวุธเซียนขั้นกลาง, กระจกสลายมายา】

【สอง ม้วนตำราหยกเคล็ดวิชาหกประสานเสวียนกง】

ทันทีที่เสียงของระบบหายไป

ตรงหน้าของเย่หยูก็มีของสองสิ่งปรากฏขึ้น

มันคือกระจกสลายมายาและม้วนตำราหยกเคล็ดวิชาหกประสานเสวียนกงนั่นเอง

ในวินาทีนั้น

เย่หยูดีใจจนเนื้อเต้น

ในความฝัน ที่เขายอมตามเหมยหรูซงไปยังตำหนักเซียนอวิ๋นผิ่น

ก็เพื่อดูว่าจะสามารถล้วงข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือศาสตราวุธเซียนออกมาได้บ้างหรือไม่

ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมแดนสวรรค์ถึงปั่นป่วน

แต่ก็ต้องขอบคุณความใจป้ำของนางเซียนจู๋เล่อ

มาถึงก็แจกทั้งศาสตราวุธเซียนและวิชาเซียนเลย

สิ่งที่เย่หยูต้องการก็คือของพวกนี้แหละ!

เขากำลังเดิมพัน!

แค่ได้ถือมันไว้ในมือ ก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบจะตัดสินว่ามันเป็นของที่สามารถปรากฏออกมาได้

ถึงแม้จะไม่ได้ปรากฏให้ตัวเอง แต่ปรากฏให้กานจือจุ้ย ก็ไม่ขาดทุนแล้ว

แต่คาดไม่ถึงจริงๆ

ว่าระบบในครั้งนี้จะใจถึงพึ่งได้ขนาดนี้

ไม่เพียงแต่จะปรากฏของที่มีค่าที่สุดสองชิ้นนี้ออกมาได้สำเร็จ

แถมยังปรากฏให้เขาเองทั้งหมดอีกด้วย

นี่มันโชคดีฟ้าประทานชัดๆ!

รวยแล้ว คราวนี้รวยของจริง!

เย่หยูหยิบของสองสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยความปรีดา

แต่ไม่นานนัก

สีหน้าของเขาก็พลันแข็งทื่อ

และในขณะเดียวกัน

ณ ทวีปแดนใต้อสูร

ความฝันของกานจือจุ้ย ยังคงดำเนินต่อไป

【แปดสิบปีต่อมา ในที่สุดกานจือจุ้ยก็บรรลุระดับสำเร็จเซียนขั้นสูงสุด และมาถึงช่วงเวลาแห่งการเลื่อนขั้น】

【ในใจนางรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง】

【เพราะนี่หมายความว่านางจะได้พบกับเย่หยูที่นางคิดถึงสุดหัวใจอีกครั้ง】

【หลังจากมาถึงแดนสวรรค์】

【โชคของกานจือจุ้ยดีอย่างไม่น่าเชื่อ】

【ไม่เพียงแต่จะไม่พบเจออันตรายใดๆ】

【ในทางกลับกัน ยังได้รับความเมตตาจากนางเซียนระดับเซียนทองคำนางหนึ่ง】

【เนื่องจากเห็นในพรสวรรค์ของกานจือจุ้ย จึงยินดีที่จะรับนางเป็นศิษย์】

【กานจือจุ้ยไม่ได้รีบร้อนที่จะคารวะอาจารย์ แต่นางบอกว่าอยากจะตามหาคู่บ่มเพาะเต๋าเย่หยูให้เจอก่อน แล้วค่อยคารวะอาจารย์】

【นางเซียนระดับเซียนทองคำนางนี้มีนามว่าอู๋ฮวา】

【หลังจากทราบความในใจของกานจือจุ้ยแล้ว】

【นางก็ไม่ได้โกรธเคือง】

【แต่กลับบอกตรงๆ ว่าช่วงนี้แดนสวรรค์ไม่ค่อยสงบสุขนัก】

【นางรู้สึกว่ากานจือจุ้ยเป็นคนที่มีแววรุ่ง จึงยินดีที่จะเป็นผู้พิทักษ์มรรคาให้นางเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี เพื่อตามหาเบาะแสของเย่หยู】

【เมื่อได้ยินเช่นนั้น】

【กานจือจุ้ยก็คารวะอาจารย์ทันทีโดยไม่ลังเล】

【นางรู้ดีว่าในแดนสวรรค์แห่งนี้ นางเป็นแค่น้องใหม่ถอดด้าม】

【ไม่รู้จักที่ไหนเลยสักแห่ง】

【หากมีคนคอยช่วยเหลือ ย่อมต้องได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณอย่างแน่นอน】

【ตลอดระยะเวลาร้อยปีต่อมา】

【ศิษย์อาจารย์ทั้งสองก็ออกตามหาเบาะแสของเย่หยูมาโดยตลอด】

【แต่กลับไร้วี่แวว】

【อู๋ฮวามีใจอยากจะเกลี้ยกล่อมให้กานจือจุ้ยยอมแพ้】

【แต่เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่ของนาง ในที่สุดก็ต้องล้มเลิกความคิดไป】

【หลังจากนั้นไม่นาน พวกนางก็หาคนที่เคยเจอเย่หยูจนพบจริงๆ】

【คนผู้นั้นก็คือนางเซียนเจิ้งหน่วนซิ่วแห่งนิกายเซียนสยบมารนั่นเอง】

จบบทที่ 227-228

คัดลอกลิงก์แล้ว