ท้ายที่สุดจวนซวี่ไม่ได้ถูกจับตัวไป แต่ภาพหนึ่งกลับฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเขาไม่รู้เลือน เด็กคนหนึ่งตัวเล็กกว่าเขามากกลับก้าวออกมาแทนที่เขาโดยสมัครใจผลักเขาออกไปจากอันตราย
หลังจากนั้นเขาจำไม่ได้เลยว่าตนเองกลับถึงบ้านได้อย่างไร แม้กระทั่งหลังมื้อค่ำในวันนั้นสีหน้าของเขาก็ยังเหม่อลอยดวงตาไร้โฟกัส หลายวันต่อมาจวนซวี่กลับไปที่หมู่บ้านนั้นอีกครั้ง
แต่สิ่งที่พบคือความว่างเปล่า
ไม่มีผู้คน
ไม่มีร่องรอยของชีวิตหลงเหลืออยู่เลย
กาลเวลาผ่านไปอีกหลายปี
จวนซวี่เติบโตเป็นหนุ่มร่างกายสูงเกินสองเมตร ตลอดช่วงเวลาหลายปีนั้นเขามุ่งมั่นศึกษาอย่างหนักและยิ่งศึกษา เขายิ่งค้นพบว่าประวัติศาสตร์ของตนเองและเผ่าพันธุ์ดูเหมือนจะมีบางอย่าง “ผิดเพี้ยน”
หากพวกเขาได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จริง เหตุใดปู่ของเขาจึงยังพาผู้คนอพยพออกจากดาวบ้านเกิด
และเหตุใดผู้คนในยุคนั้นจึงถูกนำไปกักขังรวมตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆเช่นนั้น
จวนซวี่ไม่อาจหาคำตอบได้
หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอันหนักหน่วง
---
ณ ช่วงเวลานี้เองที่ฉินมู่มาถึง
เบื้องหน้าคือพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาเป็นการเฉลิมฉลองครั้งมหึมาที่นิบิรุจัดขึ้นเพื่อถวายแด่เทียแมท ทว่าในงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิบิรุครั้งนีกลับมีสิ่งหนึ่ง
ซึ่งไม่ควรปรากฏในยุคสมัยแห่งอารยธรรม
—การบูชายัญมนุษย์—
จวนซวี่ยืนมองชาวนิบิรุทีละคนรวมถึงผู้คนจากเผ่าพันธุ์ของตนเองถูกผลักดันขึ้นไปยังแท่นประหารขนาดมหึมา
ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเทียแมท ผู้โอ้อวดว่าตนคืออารยธรรมขั้นสูงจะกระทำสิ่งโหดเหี้ยมเช่นนี้ได้อย่างไร ความสับสนในแววตาของเขาถูกซ่อนเอาไว้เงียบๆ
เขาหันไปถามเสวียนหยวน ผู้เป็นปู่
“ท่านปู่…เหตุใดเราจำเป็นต้องฆ่าพวกเขาด้วย”
แม้อายุจะล่วงเลยกว่าพันปี เสวียนหยวนยังคงดูหนุ่มแน่น
เขาแสยะยิ้มมองหลานชายของตน
หลานคนนี้มีจิตใจดีงามที่สุดและเขาตั้งใจจะหล่อหลอมให้เป็นผู้สืบทอด
ดังนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นว่า
“พวกเขาล้วนเป็นผู้ทรยศคิดหักหลังพวกเรา ชะตากรรมเช่นนี้เหมาะสมแล้ว”
“แต่…”
จวนซวี่รู้สึกสับสนอย่างยิ่ง
แม้จะเป็นการทรยศก็ไม่ควรถึงขั้นควักหัวใจทั้งเป็น
การลงมือท่ามกลางเลือดสาดเช่นนี้ทำให้เขาแทบไม่อาจทนมองต่อไปได้ เสวียนหยวนเข้าใจผิดคิดว่าหลานชายเพียงทนภาพนองเลือดไม่ได้
เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ในฐานะหลานของข้า เสวียนหยวน เจ้าห้ามมีความอ่อนแอเช่นนี้!”
“เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะเด็ดขาดและแข็งแกร่ง!”
หลังพิธีเฉลิมฉลองสิ้นสุดลง
เสวียนหยวนได้ส่งจวนซวี่ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เมื่อไปถึงจวนซวี่จึงได้รู้ว่า หมู่บ้านแห่งนั้นไม่ได้ถูกกวาดล้างจนสิ้น แต่ถูกย้ายถิ่นฐานโดยคำสั่งของเสวียนหยวน เหตุการณ์ที่จวนซวี่เคยแอบไปที่หมู่บ้านในอดีต ไม่เคยหลุดรอดสายตาของปู่ผู้ทรงอำนาจ
ดังนั้นตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา เสวียนหยวนจึงตัดสินใจย้ายหมู่บ้านแห่งนั้นออกไปทั้งหมด
“ผู้ทรยศเหล่านี้เกลียดชังเทพเจ้าผู้ทรงเกียรติของเราโดยไร้เหตุผล ดังนั้นพวกเขาสมควรตาย!”
หนึ่งในคนของเผ่าพันธุ์เดียวกัน ผู้ซึ่งเดิมทีรับผิดชอบดูแลสถานที่แห่งนี้กล่าวขึ้นอย่างแข็งกร้าว
เขาชี้ไปยังพวกพ้องคนอื่นๆแล้วตราหน้าว่าพวกนั้นคือ “ผู้ทรยศ”
ทว่าในสายตาของจวนซวี่ เทพเจ้าที่ถูกยกย่องเหล่านั้นกลับไม่ได้ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษแต่อย่างใด
เป็นผู้คนต่างหากที่ขยันขันแข็ง อดทนและเมตตาต่อกันแล้วเหตุใดความสำเร็จทั้งหมดจึงต้องถูกยกให้เป็นผลงานของเทพเจ้า?
จวนซวี่ไม่อาจเข้าใจได้
แต่เขาเป็นคนฉลาด
เขารู้ดีว่า—มีเพียงเมื่อได้รับความไว้วางใจจากปู่ เขาจึงจะมีโอกาสช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ได้
“คุณหนู มาดูนี่เถอะนี่คือผลการทดลองของเทพเจ้า”
ผู้ใต้บังคับบัญชาพาจวนซวี่ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าเขาคือใบหน้ามนุษย์ขนาดมหึมาสูงสิบเมตร กว้างสิบเมตรแผ่กางอยู่ราวกับแผ่นหนังสัตว์เป็นสี่เหลี่ยมแบนราบจากดวงตาเล็กจิ๋วคู่นั้น จวนซวี่มองเห็นความเจ็บปวดอย่างชัดเจน
นี่…คือคนของเผ่าพันธุ์เดียวกับเขาในอดีต
การกระทำอันโหดร้ายเช่นนี้ยังจะเรียกว่าผลงานของ “เทพเจ้า” ได้อีกหรือ?
“อา… อา…”
ตัวทดลองหมายเลข 3179 เมื่อเห็นจวนซวี่ก็เริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรง
ผู้ใต้บังคับบัญชากดปุ่มไฟฟ้าช็อกทันที
“เจ้าเชื้อสายผู้ทรยศ ถ้าทำให้คุณหนูกลัว ข้าคงตกงานแน่!”
จวนซวี่มองดู ผู้ใต้บังคับบัญชาที่โมโหและตัวทดลองที่กระสับกระส่าย
จากนั้นเขาเปิดดูข้อมูลของอีกฝ่าย
เมื่อเห็นวันเดือนปีเกิด หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน
ตัวทดลองผู้นี้ซึ่งดูใหญ่โตกว่าเขามาก แท้จริงแล้ว อายุน้อยกว่าเขาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นและเมื่อเขาเห็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และเวลาที่ถูกจับตัวจากสิ่งที่เรียกว่า “ฐานบ่มเพาะ”
ความเป็นไปได้อันน่าสะพรึงก็ผุดขึ้นในใจของเขา
หมายเลข 3179 คนนี้…คือผู้มีพระคุณที่เคยผลักเขาออกไปในวันนั้นและยอมถูกจับตัวแทนเขา
“คุณหนู เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ผู้ใต้บังคับบัญชาสังเกตเห็นว่า ดวงตาของจวนซวี่แดงขึ้นเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร ที่นี่…อากาศร้อนไปหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ
“อุณหภูมิที่นี่ ถูกตั้งค่าโดยเทพเจ้า ข้าไม่มีสิทธิ์ปรับเปลี่ยน โปรดอย่าลำบากข้าเลย”
จวนซวี่ไม่ได้ตอบอะไร
เขาเพียงหลับตาลงช้าๆกลั้นความปวดร้าวที่กำลังท่วมท้นอยู่ในอก
เขารอคอยมานานแสนนาน
เช่นเดียวกัน...ฉินมู่ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเขาอย่างเงียบงันก็ได้เติมแถบความคืบหน้าของเทคโนโลยีการถ่ายโอนจิตสำนึกแบบสมบูรณ์จนเต็มแล้ว
นับจากนี้ไปหากวันใดชีวิตของฉินมู่ตกอยู่ในอันตราย เขาสามารถถ่ายโอนร่างกายของตนเข้าสู่ร่างโคลนได้โดยตรง
แต่ในขณะที่การผ่าตัดซึ่งจวนซวี่เฝ้ารอมานานกำลังจะเริ่มขึ้น
ข่าวร้ายอย่างที่สุดก็ถาโถมเข้ามา
ปู่ของเขากำลังจะ “กวาดล้าง” ตัวทดลองทั้งหมดในฐานทดลองภายในไม่กี่วันข้างหน้า
คนเหล่านั้นล้วนถูกเรียกว่า “ผู้ทรยศ”
และวันนี้ตัวทดลองหมายเลข 3179 จะถูกกำจัดเป็นรายแรก
ทว่าเสวียนหยวนผู้มีหน้าที่ลงมือกลับไม่ได้สั่งการทันที เขารอให้จวนซวี่มาถึงก่อนจึงหันกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“มีรายงานข่าวกรอง บอกว่าเจ้าสนิทสนมกับพวกผู้ทรยศเหล่านี้มาก”
หัวใจของจวนซวี่กระตุกวูบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาอุตส่าห์สะสมความเชื่อใจจนผู้คนเหล่านั้นเชื่อว่าเขาเป็นเหมือนพวกเขาเป็นคนที่ไม่ศรัทธาเทพเจ้า
“พ่อของเจ้ากำลังเดือดดาล” เสวียนหยวนกล่าวต่อ
“แต่ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะเป็นเช่นนั้น ข้าจึงแย่งโอกาสนี้มาให้เจ้า”
“ไม่เช่นนั้น ด้วยนิสัยของพ่อเจ้า ต่อให้เจ้าเป็นลูกแท้ๆก็จะจบไม่ต่างจากพวกเขา!”
ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ หลานชายที่เขารักที่สุดกลับถูกสงสัยว่าคบคิดกับผู้ทรยศ?
นี่ไม่ใช่แค่การทรยศต่อครอบครัวเสวียนหยวน แต่มันจะทำให้ทั้งตระกูลสูญเสียความไว้วางใจจากเทพเจ้าโดยสิ้นเชิง!
“ท่านต้องการให้ข้าพิสูจน์อย่างไร”
จวนซวี่เอ่ยถามช้าๆ แต่ทั้งเขาและฉินมู่ซึ่งสังเกตการณ์อยู่ในเงามืดมาตั้กแต่แรกต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าเสวียนหยวนจะให้เขาทำอะไร
—ฆ่า 3179—
เด็กน่าสงสาร ผู้ไม่มีแม้แต่ชื่อ
“ฆ่าเขา” เสวียนหยวนกล่าวเสียงเย็นเฉียบ
“แล้วกำจัดพวกมันทั้งหมด”
เดิมทีผู้ทรยศเหล่านี้ถูกเก็บไว้เป็นวัตถุทดลองของเทียแมท แต่ขณะนี้ความคืบหน้าในการหลอมรวม สัตว์ในตำนานลำดับที่สิบกลับเชื่องช้าอย่างยิ่ง หลังการตายของมานอน กอร์นและผู้ใต้บังคับบัญชาแทบไม่ก้าวหน้าเลย
พวกมันหมดความอดทนแล้ว
แต่เพื่อจะยึดโลกกลับคืนมา พวกมันยังต้องการให้ตระกูลเสวียนหยวนแสดงความจงรักภักดีอีกครั้ง
หากจวนซวี่กลายเป็นผู้ทรยศจริง เขาก็จำเป็นต้องถูกกำจัดเพื่อสังเวยต่อความพอใจของเทียแมท
จวนซวี่ยืนนิ่งอยู่หน้าปุ่มสั่งการเป็นเวลาหลายวินาที
“จวนซวี่ อย่าทำให้ข้าผิดหวัง” เสวียนหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“หากเจ้าไม่ฆ่าเขา ทั้งตระกูลเสวียนหยวนจะต้องเผชิญโทสะของเทพเจ้า!”
ความผิดหวังในน้ำเสียงนั้น ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
ในที่สุดจวนซวี่ก็แข็งใจกดปุ่มลงไป หากช้ากว่านี้เพียงหนึ่งวันเขาคงช่วยเขาไว้ได้
เหตุใด…ต้องเป็นเวลานี้กัน
จวนซวี่เกลียดความล่าช้าของงานวิจัย เกลียดตระกูลเสวียนหยวนทั้งหมดและยิ่งเกลียดเหล่าเทพเจ้าผู้สูงส่งจอมปลอมที่ชวนขยะแขยงยิ่งกว่าอะไร!
เขาอยากหนีอยากหนีไปพร้อมกับผู้ทรยศเหล่านี้!
แสงสีขาวสาดสว่างไปทั่วทั้งห้องทดลอง
ร่างของผู้เคราะห์ร้ายที่ไม่มีแม้แต่ชื่อถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงซึ่งรุนแรงไม่ต่างจากสายฟ้าฟาดเผาผลาญจนสิ้น
จวนซวี่อยากทรุดตัวลงซุกหน้าร้องไห้กับเข่าตัวเอง แต่เขารู้ดีว่ายังไม่ใช่เวลา เพื่อความปลอดภัยเขาล็อกประตูห้องทดลองอย่างแน่นหนาและเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงทั้งหมดเห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมการรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้แล้ว
จวนซวี่นั่งทรุดลงบนเก้าอี้มองดูผู้ทรยศคนอื่นๆซึ่งหมดสิ้นความหวังไปแล้ว เขาก้มหน้าซุกใบหน้าไว้ในมือร้องไห้อย่างเงียบงัน
ฉินมู่เองก็อยากรู้ว่าการต่อต้านของจวนซวี่ในช่วงเวลานี้ล้มเหลวหรือไม่
เขาไม่ควรตาย
มิฉะนั้นหลังจากจักรพรรดิซุ่น
จวนซวี่จะนำพาชนเผ่าโบราณบุกโจมตีวังสวรรค์ใหม่ได้อย่างไร
ดังนั้นจวนซวี่ต้องไม่ตาย!
ทันใดนั้นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
ไม่มีใครเตรียมใจไว้
ประตูห้องทดลองซึ่งถูกปิดตายอย่างแน่นหนาถูกระเบิดเปิดออกอย่างรุนแรง!
“คำเตือน! ระบบควบคุมล้มเหลว! ระบบควบคุมล้มเหลว!”
เครื่องจักรก่อสร้างขนาดมหึมาพุ่งทะลุเข้ามาในห้องทดลองโดยตรงและเริ่มพังทำลายทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่ง จวนซวี่รีบพุ่งเข้าไปเพื่อควบคุมเครื่องจักรนั้นทันที
เขารู้ดีเหลือเกินว่านี่คือโอกาสเดียวในการพลิกสถานการณ์!
มิฉะนั้นวันพรุ่งนี้ไม่เขาก็พวกพ้องเหล่านี้จะต้องถูกประหารหรือไม่ก็ถูกประหารไปพร้อมกันทั้งหมด
เขารู้จักความโหดเหี้ยมของตระกูลเสวียนหยวนดี
“เจ้า…มาช่วยพวกเราจริงๆด้วย”
ผู้ทรยศเหล่านั้นไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า คุณหนูน้อยแห่งตระกูลเสวียนหยวนจะย้อนกลับมาช่วยพวกเขาจริงๆ
“3179 เคยช่วยข้าในวันนั้น” ฉางอี้ส่ายหน้าเบาๆ
“แต่จนถึงตอนนี้ ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร”
ในความเป็นจริงใบหน้าใหม่ๆในที่แห่งนี้แทบไม่เหลืออยู่แล้ว
“ผู้ทรยศ” ที่เขาเคยรู้จักมาก่อนหน้านี้ล้วนตายไปแล้ว บางคนตายในห้องทดลอง บางคนถูกยิงทิ้งระหว่างพยายามหลบหนี
“พวกเราไม่มีชื่อ” หนึ่งในนั้นกล่าวเสียงแหบพร่า
“แต่พวกเรารู้ดีว่า พวกเราไม่ใช่ชาวนิบิรุ”
“หนีออกไปก่อนเถอะ” จวนซวี่กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
“นิบิรุใหญ่โตขนาดนี้ต้องมีที่สักแห่งที่พวกเราซ่อนตัวได้”
เขารู้ดีแก่ใจว่าศัตรูกำลังจะมาถึงในไม่ช้า
ไม่นานหลังจากจวนซวี่และพวกพ้องหลบหนีออกมา ฉินมู่ก็เห็นเงาร่างหลายเงาอยู่ไกลออกไป
ในตอนแรกเขานึกว่าเป็นผู้มีคุณธรรมจากตระกูลเสวียนหยวน
แต่เมื่อเพ่งมองให้ชัดกลับพบว่า—
พวกนั้นคือชาวนิบิรุ
“น่าสนใจจริงๆ”
ฉินมู่เอ่ยเบาๆ
“อารู่ เจ้าคิดจริงๆหรือ ว่าวิธีนี้จะทำให้เสวียนหยวนสูญเสียความไว้วางใจจากเทพเจ้าได้”
เสียงอีกฝ่ายตอบกลับอย่างไม่พอใจ
“เทพเจ้าไว้ใจเสวียนหยวนมากเกินไปแล้ว แม้แต่ ‘วิวัฒนาการ’ก็ยังมอบให้คนของเสวียนหยวนก่อน”
“คนของพวกเราแทบไม่ต้องผ่านการทดลองอะไรเลยเรื่องนี้ทำให้ราชาโกรธมาก”
“แล้วเหตุใด เจ้าถึงปล่อยให้พวกเขามียานอวกาศล่ะ” อีกเสียงถามขึ้น
“นั่นไม่เท่ากับเปิดทางให้พวกมันหนีหรือ เครื่องจักรที่ควบคุมไม่ได้ก็เป็นของพวกเราเองไม่ใช่หรือ”
อารู่หัวเราะเบาๆน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่ต้องกังวล พี่ชาย”
“ต่อให้พวกมันขึ้นยานได้จริงแล้วอย่างไรล่ะ ถ้าถูกระบบป้องกันของเราตรวจพบหลังออกบิน”
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา
“จะมีอะไรให้พูดอีก พวกมันต้องถูกยิงตกแน่นอนหรือไม่ก็ถูกทำลายไปทั้งยาน!”
“ถูกต้อง” อารู่กล่าวอย่างตื่นเต้น
“แค่พวกมันตายหมด”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะนำทางพวกมันเอง ให้ขึ้นยานให้เร็วที่สุด”
จากนั้นเองจวนซวี่ก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังชี้นำเขาและพวกพ้องไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบา
ตามปกติเรื่องเช่นนี้ควรน่าสงสัยอย่างยิ่ง แต่ในยามที่หมาป่าอยู่เบื้องหน้าเสืออยู่เบื้องหลัง สัญชาตญาณของจวนซวี่บอกเขาว่า
การตาม “การนำทาง” นี้ไปคือหนทางเดียวที่จะยังมีโอกาสรอด
ดังนั้นแม้ไม่มีทางเลือกอื่น จวนซวี่ก็ยังคงก้าวเดินต่อไป
ภายใต้การชี้นำอันคลุมเครือนั้นพวกเขามาถึง—
ยานอวกาศลำหนึ่งที่ไร้ผู้เฝ้ารักษา
---