เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ไตเขาปวดขึ้นมาอีกแล้ว

บทที่ 30 ไตเขาปวดขึ้นมาอีกแล้ว

บทที่ 30 ไตเขาปวดขึ้นมาอีกแล้ว


บทที่ 30 ไตเขาปวดขึ้นมาอีกแล้ว

"ข้างล่างมีของ"

หน้ากระจกวารี จูยวนเอ่ยเสียงเบา "มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นซากเมืองโบราณ"

พวกเขาพอจะรู้เรื่องแดนลี้ลับนี้บ้าง นอกจากทะเลทรายแล้ว ที่อื่นล้วนถูกสำรวจไปเกือบหมดแล้ว ข้างในที่อันตรายหน่อยก็มีสัตว์อสูรสายเลือดบรรพกาลไม่กี่ตัวกับพืชวิญญาณกินเนื้อ แต่เพราะกฎสวรรค์ที่เสื่อมถอยกดระดับพลังไว้ สัตว์พวกนี้ถ้าไม่คลุ้มคลั่งก็หนีได้ไม่ยาก อัตราการสูญเสียไม่สูง ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเข้ามาหรอก

แต่ดูตอนนี้ ทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน

"ถ้าหลินตู้ฉลาด ก็ควรจะเรียกศิษย์คนอื่นมาด้วย ลำพังนางคนเดียว เกรงว่าจะขุดซากโบราณสถานพื้นที่กว้างขนาดนี้ไม่ไหว"

ผู้ฝึกตนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

แต่ไม่นานพวกเขาก็พบว่าเด็กคนนี้เห็นชัดว่าไม่ฉลาด

นอกจากจะไม่เรียกคน นางยังเดินไปตรงจุดที่ละลายก่อนเพื่อนเพียงลำพัง นั่งยองๆ เอาด้ามพัดวาดๆ เขียนๆ บนพื้นทราย

หลินตู้กำลังวาดโครงสร้างของรอยที่ละลายก่อน

วาดเสร็จนางก็พิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร เลยควักของดีออกมา

โอสถที่เซี่ยเทียนอู๋หลอมเสีย ขอแค่ใส่พลังวิญญาณเข้าไปสลายโครงสร้างนิดหน่อย ก็จะระเบิดตูมตามรวดเร็ว รุนแรงกว่ากับระเบิดเสียอีก

เสียงระเบิดดังสนั่นติดต่อกันแปดครั้ง ฝุ่นตลบอบอวล ไม่เพียงแต่ทำให้หนีซือและหลีต้งที่ยังเดินไปไม่ไกลตกใจสะดุ้ง เหล่าคนหน้ากระจกวารีก็ตกใจไม่แพ้กัน

ท่ามกลางฝุ่นทราย เงาร่างสีเขียวครามยืนนิ่งอยู่อีกด้าน

หลังเสียงระเบิดครั้งสุดท้าย ขนตาหลินตู้สั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "ยุบ"

สิ้นเสียงแผ่วเบานั้น พื้นทรายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทรายดูดยุบตัวลงอย่างบ้าคลั่ง เผยให้เห็นหลุมลึกขนาดสามจ้าง แต่ก็ยังคงเห็นแต่ทรายสุดลูกหูลูกตา

"ลึกขนาดนี้เลย?"

หลินตู้ขมวดคิ้ว

ไม่น่าใช่ นางยืนอยู่ข้างหลุมลึกอย่างสบายๆ เหมือนวินาทีถัดไปจะร่วงลงไปได้ทุกเมื่อ

"หลินตู้ เด็กคนนี้บ้าบิ่นขนาดนี้เลยเหรอ?"

เหล่าผู้อาวุโสเลิกสนใจพวกลูกศิษย์ตัวน้อยที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรในป่า หันมามองหลุมยักษ์ที่เห็นชัดเจนในทะเลทราย

การกระทำที่เอะอะก็ระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบนี้ ทำไมมันคุ้นๆ จังนะ?

ตู้ม! อีกด้านหนึ่งก็เกิดระเบิดเช่นกัน ต่างจากพื้นทรายตรงที่สิ่งที่กระเด็นออกมาคือดินและหิน จากนั้นเด็กสาวในชุดสีชมพูอมส้มก็มุดออกมา

ต่างจากหลินตู้ที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน เด็กสาวคนนี้มอมแมมไปทั้งตัว เหมือนแมวเปอร์เซียที่แอบหนีไปกลิ้งเกลือกในโคลน

ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ดูเหมือนจะงุนงงเล็กน้อย

เหล่าผู้อาวุโส: ...ถ้าจำไม่ผิด ยัยหนูนี่ก็คนของสำนักอู๋ซั่งใช่ไหม? อันดับที่เก้าสิบเก้าในทำเนียบชิงอวิ๋น คือแม่หนูนี่ไม่ผิดแน่ใช่ไหม?

"พวกท่านดูสิ ในมือแม่หนูนั่นคือสมุนไพรวิญญาณระดับฟ้า ดอกหินห้าสี"

...

"สมกับเป็นศิษย์สำนักอู๋ซั่ง ฮ่าฮ่าฮ่า"

"สมกับเป็นยอดคนรุ่นใหม่แห่งจงโจว ยอดเยี่ยมจริงๆ"

เหล่าผู้อาวุโสรีบเยินยอ เพราะดอกหินห้าสีนี้หายากมาก ในแผนที่มีแค่คนเดียวที่โชคดีได้ไป

แถมของสิ่งนี้ยังขึ้นอยู่ในส่วนลึกของถ้ำหินปูน ภายในซับซ้อนคดเคี้ยว มีทางเดินหินนับร้อยพันสายตัดกันไปมา พลาดนิดเดียวก็เจอทางตัน ข้างในยังมีฝูงค้างคาวดูดเลือดและงูปีศาจ ถือเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่ง

หลายคนเคยหลงทางในนั้นจนหาทางออกไม่ได้

แต่เห็นได้ชัดว่า วิธีการของศิษย์สำนักอู๋ซั่งนั้นเรียบง่ายและหยาบกระด้าง

หาทางออกไม่เจอ ก็ระเบิดทางแม่งเลย

ลูกระเบิดสายฟ้าไม่ใช่ของหาง่าย เป็นยันต์กันตายชิ้นสุดท้าย ยันต์ระเบิดก็เหมือนกัน ไม่ค่อยมีใครใช้ มีแต่พวกสำนักอู๋ซั่งที่ร่ำรวยจนน่าหมั่นไส้นี่แหละที่กล้าโยนทิ้งขว้างโดยไม่กะพริบตา

ไม่มีใครคาดคิดว่า ที่พวกเขาโยน คือโอสถเสียที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณธาตุไฟอันเกรี้ยวกราดเพราะศิษย์ควบคุมไฟวิเศษไม่ได้ต่างหาก

พอเห็นร่องรอยการระเบิดอีกจุด เหล่าผู้อาวุโสก็เริ่มชินชาแล้ว

"ศิษย์สำนักอู๋ซั่งคนไหนอีกหรือเปล่า?"

จูยวนกระแอม "อาจจะไม่ใช่ก็ได้"

สิ้นเสียงเขา ก็เห็นเงาร่างสีดำทองปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นตลบ ตามมาด้วยเขาหนึ่งคู่สีเหลืองที่พุ่งเข้ามาทิ่มเข้าที่เอวของเด็กหนุ่มพอดิบพอดี

จูยวน: ...อ้อ คนของเขาจริงๆ ด้วย

หยวนเย่ เชื้อพระวงศ์คนนั้น

เด็กหนุ่มถูกเขาที่ดูคล้ายเขามังกรขวิด ร้องจ๊ากลอยละลิ่วไปบนฟ้า ปากก็ตะโกนโหวกเหวก

จูยวนยกมือนวดขมับ ดีนะที่ตาทิพย์ไม่ได้ยินเสียง

เขาไม่คิดว่าเด็กนั่นจะตะโกนอะไรดีๆ ออกมาหรอก

แถมเขายังรู้สึกปวดไตขึ้นมาตะหงิดๆ

"เฮ้ยๆๆ ไอ้เจ้าวัวแก่ นี่มันเรื่องอะไรกัน! ข้าสีซอไม่เพราะหรือไง? เจ้าบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าข้าสีถูกคีย์จะให้ลูกแก้ว? ข้าสีผิดตรงไหน?"

สัตว์อสูรตัวนั้นพ่นลมหายใจฟุดฟิด พุ่งเข้ามาอีกรอบ

หยวนเย่กุมไต พลิกตัวกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว กระโดดไปบนหินก้อนใหญ่ เห็นเจ้าวัวนั่นยังพุ่งเข้ามาอีก ก็ได้แต่วิ่งหนีต่อ

"ต่อให้ข้าสีไม่เพราะ เจ้าก็ไม่น่าจะขวิดคนนี่หว่า!"

"เฮ้ยๆๆ ขวิดตูดก็ไม่ได้!"

หยวนเย่ตะโกนไปหลบไป ดูทุลักทุเล แต่สีหน้ากลับไม่มีความกังวลหรือร้อนรนเลยสักนิด

"นั่นคือ... มังกรอสรพิษที่มีสายเลือดฉิวหนิว (ลูกมังกรตัวที่ 1 ชอบดนตรี)?" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งจำได้ท่ามกลางความวุ่นวาย

เขาสีเหลือง หัววัว ตัวงู มีสี่ขา ยังไม่กลายเป็นมังกรสมบูรณ์ แต่พอดูออกว่าเป็นสายเลือดลูกมังกร

ตามหลักแล้ว สัตว์อสูรที่มีสายเลือดฉิวหนิวจะมีนิสัยอ่อนโยน ชอบดนตรี ไม่ดุร้าย ไม่ทำร้ายคน

ในแดนลี้ลับแห่งนี้ มังกรอสรพิษที่มีสายเลือดฉิวหนิวตัวนี้เฝ้าลำธารวิญญาณแห่งหนึ่ง น้ำในลำธารไหลริน นกร้องในป่าไพเราะ เป็นดนตรีธรรมชาติชั้นเลิศ

"ศิษย์สำนักอู๋ซั่งนี่ ไม่เดินตามทางปกติกันจริงๆ"

จูยวนฟังเสียงวิจารณ์ของเหล่าผู้อาวุโส พยายามรักษารอยยิ้มไว้

นั่นไม่ใช่ศิษย์สายตรงของเขา แต่เขาจำได้ลางๆ ว่าเด็กคนนี้หยิบซอซีฉินออกมาจากหอสมบัติ อาจารย์ของเด็กคนนี้คือชางหลี ผู้เชี่ยวชาญดนตรี นับเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ฝึกดนตรี

เชื้อพระวงศ์ที่มีไอราชันคุ้มกาย ควรจะเข้ากันได้ดีที่สุดกับสัตว์อสูรสายเลือดมังกร และสายเลือดมังกรที่ใจดีที่สุดก็คือสายเลือดฉิวหนิว แถมฉิวหนิวยังชอบดนตรี

ด้วยบัฟความเป็นมิตรสามต่อ หยวนเย่ยังทำมังกรอสรพิษตัวนี้คลั่งได้ ในแง่หนึ่ง ก็นับเป็นความสามารถเหมือนกัน

มังกรอสรพิษไล่ล่าไม่ลดละ เด็กหนุ่มหนีหัวซุกหัวซุน

จูยวนพบอย่างรวดเร็วว่า เจ้าหนูหยวนเย่กำลังล่อมังกรอสรพิษตัวนั้น รักษาระยะห่างให้มังกรอสรพิษพุ่งเข้ามาเกือบถึงตัว แต่ไม่ยอมให้มันทำอันตรายได้จริงๆ

"เยี่ยนชิง! ไอ้บ้า เอ๊ย เสร็จหรือยัง! ให้เจ้าไปงมไข่มุก ไม่ได้ให้ไปจับปลา!" หยวนเย่เห็นท่าจะไม่ไหว แถมมังกรอสรพิษยิ่งเกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆ ก็กำป้ายศิษย์ตะโกนลั่น

"เสร็จแล้วๆ สัตว์อสูรตัวนี้ซ่อนถ้ำไว้ใต้น้ำตั้งหลายแห่ง เลยเสียเวลาหน่อย" เสียงของเยี่ยนชิงดังมาจากป้ายศิษย์

"เจ้าถอยได้เลย ข้าไปทางทิศตะวันตกหนึ่งลี้ เจ้าสลัดงูตัวนั้นหลุดแล้วค่อยมาหาข้า"

หยวนเย่หันกลับไปมองงูตัวนั้น แล้วยิ้มแฉ่ง "พี่วัว แล้วเจอกัน มีโอกาสจะเลี้ยงข้าว ฟังข้าสีซออีกนะ"

พูดจบ เขาก็พลิกตัวหลบหางงูขนาดมหึมาที่ฟาดเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว ต้นไม้ถูกหางงูฟาดหักสะบั้น แต่เขากลับไม่กลัวเลยสักนิด ใช้เท้าแตะพื้นไม่กี่ที ราวกับมังกรท่องนภา ชั่วพริบตาก็ไปไกลกว่าหนึ่งจ้าง

จบบทที่ บทที่ 30 ไตเขาปวดขึ้นมาอีกแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว