เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 พี่สาวข้ากลัว

บทที่ 4 พี่สาวข้ากลัว

บทที่ 4 พี่สาวข้ากลัว


บทที่ 4 พี่สาวข้ากลัว

หลินตู้กำลังดู "สวนต้ากวน" คนในสวนต้ากวนก็กำลังดูนาง

ไม่มีอะไรมาก ยุคนี้คนสมถะแต่หน้าตาดีขนาดนี้มีไม่เยอะแล้ว

เด็กน้อยแม้ดวงตาคู่หนึ่งจะเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและทึ่ง แต่ไม่ใช่ความอิจฉาแบบคนไม่เคยเห็นโลก กลับเหมือนเดินชมสวนมากกว่า พวกเขาต่างหากที่เป็นทิวทัศน์ให้ชม

ชุดคลุมเขียวตัวโคร่งที่ไม่พอดีตัวนั้นขับให้นางดูผอมแห้งและเฉียบคม ใบหน้าที่ดูเย็นชาห่างเหินเพราะป่วยไข้มานาน นัยน์ตาดำขลับกลับเผยประกายแสงที่หาได้ยาก แสงแดดตกกระทบใบหน้าที่พระเจ้าประทานให้ เผยความโปร่งใสยิ่งกว่าหยกน้ำแข็งชั้นดี

ดูไม่ออกเลยว่าตกอับยากจน กลับรู้สึกเหมือนสมบัติล้ำค่าในกระท่อมซอมซ่อที่กระโดดออกมาอยู่ต่อหน้าผู้คน สบายอกสบายใจ เป็นธรรมชาติและอิสระ

สัจพรตเหอกุยถอนหายใจเบาๆ "จิตใจดั่งแก้วเคลือบที่ตกสู่ธุลีแต่ไม่เปื้อนฝุ่น จิตแห่งเต๋ายอดเยี่ยม คนผู้นี้ ท่านเอาไปไม่ได้"

สิ่งที่ทุกคนบนลานกว้างมองไม่เห็นคือ ข้างที่นั่งของสำนักอู๋ซั่ง มีภิกษุนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้าน รูปโฉมงดงามเย้ายวนหาใครเปรียบ ดวงตาหวานฉ่ำ ริมฝีปากแดงสด กำลังจ้องมองเด็กน้อยท่ามกลางฝูงชนอย่างสนใจ

"เกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์ทั้งแปดติดตามตัว ช่วยคนช่วยตน คือวิถีของพุทธข้า หากเข้าสู่พุทธข้า ย่อมตัดเหตุแห่งกรรม พ้นทุกข์ได้"

พวกเขาล้วนเห็นชัดเจน ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นพรสวรรค์ดี เข้าสามสำนักใหญ่ก็ได้อยู่หรอก ถ้าเพื่อผู้ชายปากหวานก้นเปรี้ยวคนเดียวแล้วไปเข้าสำนักเล็กๆ มุกเม็ดงามถูกฝุ่นจับ น่าเสียดายแย่

แต่คนเราต่างมีชะตา สิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดในโลกคือความคิดคน

เจ้าตัวเล็กดันแทรกเข้ามา แล้วยังเกลี้ยกล่อมผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นได้จริงๆ เสียด้วย

พวกเขาแน่นอนว่าไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กนั่นไม่ได้ตั้งใจ เห็นได้ชัดว่า นางจงใจ

มองทะลุทางโลกแต่ไม่พูดออกมา ยุยงอย่างที่สุดแต่ไม่เปิดโปงตรงๆ

น่าสนใจจริงๆ

เหอกุยข่มความโกรธ "ทำไมนิกายพุทธพวกเจ้ามีสาวกอย่างอวิ๋นหมัวหลัวคนเดียวไม่พอ ต้องมาแย่งคนถึงจงโจวข้าอีกเหรอ? เจ้ากำลังสร้างความไม่พอใจให้คนหมู่นากนะ!"

เวยจื่อปรายตามองอย่างเกียจคร้าน "ความไม่พอใจของคนหมู่มาก? งั้นถ้าแน่จริงก็ทำลายพุทธสิ"

เหอกุยแค่นเสียงเย็น หมัดแข็งแล้ว แต่ตีไม่ได้ และตีไม่ชนะ

เวยจื่อก้มหน้า ใช้วิชาจื่อผิงทำนายดวงชะตา จากนั้นรอยยิ้มที่มุมปากก็แข็งค้าง

ดวงชะตานี้...

อายุสั้นตายเร็ว ดวงชะตาขาด แต่ทว่า... เกิดความแปรเปลี่ยน ในที่ตายกลับพบทางรอด และวาสนานี้ กลับเกิดขึ้นด้วยตัวเอง

ประหลาดเกินไปแล้ว

จะมีใครที่ชะตาเปลี่ยนด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ซุนหงอคงในนิทานสักหน่อย

หลินตู้พลันรู้สึกถึงสายตาเร่าร้อน นางเงยหน้ามองตรงไปที่ทิศทางที่นั่งของสำนักอู๋ซั่ง

ป้ายชื่อสำนักอู๋ซั่งดูเรียบง่ายเป็นพิเศษ ถึงขั้นสู้สำนักเล็กๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพียงแค่แผ่นไม้ที่เขียนอักษรสำนักอู๋ซั่งสามคำด้วยหมึกชุ่มโชก แต่ลายเส้นดุจมังกรเลื้อยงูเลื้อย ฝังลึกสามส่วน กลิ่นอายวิญญาณในนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นสลักทองหล่อเงินจะเทียบได้

และนี่คือสำนักอันดับหนึ่งแห่งจงโจวในบทละคร ไม่มีใครอยู่เหนือกว่า

คืนสู่สามัญ ธรรมชาติบริสุทธิ์ น่าสนใจ

นางยกยิ้มมุมปาก ไม่มีใครอยู่เหนือกว่า รับแต่อัจฉริยะ แต่ทว่า... ผลิตพวกคลั่งรักออกมาทั้งรัง ใครไม่รู้นึกว่าสำนักอู๋ซั่งมีสถานะผิดปกติอะไร เข้าไปแล้วกลายเป็นพวกคลั่งรักกันหมด

จากนั้น จู่ๆ นางก็หรี่ตาลง สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

คนบนที่นั่งล้วนรูปร่างหน้าตาดีเยี่ยม แต่จุดสนใจของนางไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น

ผู้มีฤทธิ์สวมชุดไหมที่นั่งตัวตรงหลังโต๊ะผู้นั้น กำลังขมวดคิ้ว เอียงคอ เหมือนคุยกับอากาศข้างๆ

ตามกฎนิยายบำเพ็ญเพียรทั่วไป นั่นย่อมไม่ใช่อากาศ

อย่างน้อยต้องเป็นคน

นางหรี่ตาลงเล็กน้อย

"อาเสา เจ้ารู้ ข้าชอบเจ้าจริงๆ ข้ามีแค่เจ้า ข้าอยากจะอยู่ข้างกายเจ้าทุกชั่วขณะ เราเข้าสำนักเดียวกัน ฝึกบำเพ็ญด้วยกัน ไม่ดีหรือ?"

หลินตู้ละสายตากลับมา เห็นชัดว่าหลีต้งอาศัยจังหวะที่นางอยู่ ดึงคนไปกระซิบกระซาบ

น่าเสียดาย... นางเข้าสู่วิถีแล้ว แค่นี้ได้ยินชัดเจน

"พี่สาว เมื่อครู่พี่ชายเพิ่งบอกว่ามรรคาอันยิ่งใหญ่แห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ต้องเดินเพียงลำพัง ทำไมตอนนี้ถึงจะมาฝึกบำเพ็ญพร้อมกับพี่สาวอีกล่ะ?"

นางกะพริบตา จากนั้นก็ยิ้มออกมา

"ข้ารู้แล้ว ต้องเป็นเพราะพี่ชายรักพี่สาวมากเกินไป เลยตัดใจจากพี่สาวไม่ลง งั้นพี่ชายก็ติดตามพี่สาวเข้าสำนักใหญ่ไปเลยสิ อย่างไรเสียถ้าพี่สาวเอ่ยปาก สำนักก็น่าจะให้พี่ชายเข้าไปได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ศิษย์ที่เป็นทางการ แต่ก็สามารถอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวได้ทุกวัน"

"นั่นจะไปเหมือนกันได้ยังไง แบบนั้นข้าก็เป็นแค่ศิษย์รับใช้ ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างข้า จะทิ้งอนาคตติดตามนางได้อย่างไร"

หลีต้งสวนกลับทันควัน ทันใดนั้นก็เห็นเจ้าเด็กขี้โรคทำหน้าตกตะลึงพรึงเพริด

"งั้นความหมายของพี่ชายคือ พี่สาวตามท่านไปสำนักเล็ก ไม่ใช่การทิ้งอนาคตหรือ?"

ตู้เสาชะงัก จริงสิ ที่นางลังเลก็คือควรจะสละอนาคตตัวเองเพื่อคู่หมั้นหรือไม่

แต่ว่า... นางเงยหน้ามองหลีต้งอีกครั้ง

เขาดีกับนางจริงๆ นะ

"พี่ชายไม่ยอมทิ้งอนาคตเพื่อพี่สาว แล้วทำไมต้องให้พี่สาวทิ้งมรรคาเพื่อท่าน?" หลินตู้มองทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ

"เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าข้าเป็นพี่ชาย ย่อมตัดใจให้พี่สาวทิ้งทรัพยากรชั้นยอดของสำนักใหญ่มาลำบากกับข้าไม่ได้"

นางพูดพลางหันไปมองตู้เสา ยิ้มกว้าง เขี้ยวเล็กแหลมเผยออกมา ดูมีชีวิตชีวาแบบเด็กขี้อาย

"เพราะพี่สาวดีขนาดนี้ สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในโลก"

หลินตู้เกิดมาหน้าตาดี ตั้งแต่พวกเขาเจอกัน ยังไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อน ตอนนี้อยู่ท่ามกลางแสงแดด ดวงตาสดใส แสงแดดฉาบไล้ผิวที่ซีดขาวให้ดูมีเลือดฝาดแห่งสุขภาพดี งดงามดั่งเทพ

ตู้เสารู้สึกเพียงหัวใจถูกกระแทก เต้นรัวเร็ว

ยังเด็กขนาดนี้ยังมีอานุภาพทำลายล้างขนาดนี้ ถ้าโตขึ้นจะขนาดไหน

[โฮสต์ แรงไปไหม ผู้ชายเลวมองคุณตาขวางมีรังสีฆ่าฟันแล้ว]

หลินตู้หุบยิ้มมองไปที่หลีต้ง เลิกคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเน้นทีละคำ "พี่ชาย ท่านว่า ถูกไหม?"

นั่นคือการยั่วยุอย่างโจ่งแจ้ง แต่เพราะหันข้างให้ตู้เสา หญิงสาวจึงจับสังเกตไม่ได้

แต่หลีต้งเห็นชัดเจน เขาอดไม่ได้ที่จะชี้หน้าหลินตู้ ตะคอกด้วยความโกรธ "เจ้าเด็กบ้า! ทำไมชอบพูดจาหว่านล้อมทำให้คนสับสนนัก"

หลินตู้ทำท่าตกใจ คว้าแขนตู้เสาไว้ "พี่ชายดุจัง พี่สาวข้ากลัว"

ตู้เสาก็ตกใจที่จู่ๆ หลีต้งก็อาละวาด รีบปกป้องเด็กคนนี้โดยสัญชาตญาณ เงยหน้าสบตาคู่หมั้นที่ใบหน้าบึ้งตึง อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว "หลีต้งท่านเป็นอะไรไป เขายังเด็ก แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรผิด!"

"นางจงใจยุยงความสัมพันธ์ของพวกเรา ล่อลวงเจ้า!" หลีต้งตะโกนด้วยความโกรธ

ถ้าไม่ติดที่มีตู้เสาอยู่ตรงหน้า เขาคงชี้หน้าด่าเจ้าเด็กบ้านี่ว่าปีศาจแล้ว

ไม่ใช่ปีศาจแล้วจะเป็นอะไร เดิมทีตู้เสาแค่เขาตื๊อหน่อยก็จะตามเขาเข้าสำนักเล็กแล้ว แต่เจ้าปีศาจน้อยนี่แทรกปากเข้ามา ทุกอย่างก็เหมือนม้าหลุดบังเหียนดึงกลับมาไม่ได้

เกิดมาไม่หญิงไม่ชายเหมือนปีศาจ พูดจาก็ถนัดแต่ล่อลวงใจคน

ขณะที่เขากลั้นความโกรธจะดึงตู้เสาไปคุยด้านข้าง ผู้มีฤทธิ์สวมชุดไหมลอยตัวอยู่เหนือลานกว้าง คำพูดที่เปล่งออกมาอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณ เข้าหูทุกคนในลานกว้างอย่างง่ายดาย "ทุกท่าน"

ประโยคเดียวทำให้ทุกคนหยุดพูด ทั้งลานเงียบกริบ

สำนักจะเริ่มคัดคนแล้ว

ทุกคนชะเง้อรอคอย ในใจตุ้มๆ ต่อมๆ และคาดหวัง ดวงตามองไปที่เหล่าผู้มีฤทธิ์ด้านบน ราวกับปลาในบ่อรออาหาร

ใช่ ปลาเต็มบ่อ รอถูกตกไป

สามสำนักหกพรรคสิบสาย สำนักอู๋ซั่งเป็นอันดับหนึ่ง

ทุกคนต่างมองไปที่ที่นั่งของสำนักอู๋ซั่งตรงกลาง ไม่ใช่แค่ว่าที่ศิษย์ด้านล่าง แต่รวมถึงคนของแต่ละสำนักแต่ละพรรค—สำนักอู๋ซั่งคัดคนเข้มงวด ไม่ใช่อัจฉริยะไม่เอา ได้ยินว่าแต่ละครั้งที่คัดเลือกเข้าสำนักอู๋ซั่งได้มีน้อยนิดจนนับนิ้วได้ ครบสิบคนก็นับว่าดีแล้ว

ได้ยินว่าผู้อาวุโสสำนักอู๋ซั่งชอบออกไปท่องยุทธภพแล้วเก็บศิษย์มามากกว่า สำหรับเรื่องนี้หลินตู้ขอพูดว่า—ศิษย์ป่าข้างทางอย่าเก็บมามั่วๆ

พวกสารเลวคิดไม่ซื่อในบทละครก็ปะปนเข้าไปแบบนี้ทั้งนั้น

จากนั้นสำนักอู๋ซั่งก็ขานหมายเลขแรก

"หมายเลขหกร้อยหกสิบหก!"

หลินตู้: ไอ้ขี้โกงที่ไหนถึงมีเลขตองสุดยอดขนาดนี้

"หมายเลขหกร้อยหกสิบหก!"

เห็นคนไม่ตอบสนอง คนบนเวทีจนใจเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้กระแสจิตเคลื่อนไหว

หลินตู้รู้สึกเพียงว่าบนตัวมีพลังสายหนึ่ง จากนั้นก็ลอยละลิ่วตกลงบนแท่นสูง

...ไอ้ขี้โกงที่ว่าก็คือตัวฉันเอง

จบบทที่ บทที่ 4 พี่สาวข้ากลัว

คัดลอกลิงก์แล้ว