- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ใครจะเป็นข้าราชการกันล่ะ?
- บทที่ 41 แม่ผู้ชอบขมวดคิ้ว
บทที่ 41 แม่ผู้ชอบขมวดคิ้ว
บทที่ 41 แม่ผู้ชอบขมวดคิ้ว
"ติ๊งหน่อง~" ที่หน้าห้องเลขที่ 1605 คอนโดพีร์ลริเวอร์อิมพีเรียล ซ่งซือเหวยกดกริ่งหน้าประตู
ไม่นานประตูเหล็กนิรภัยก็เปิดออก หญิงวัยราว 50 ปีโผล่หน้าออกมา เธอสวมผ้ากันเปื้อน มือและเท้าดูหยาบกร้านเล็กน้อย เมื่อเห็นซ่งซือเหวยกลับมา เธอทักทายอย่างกระตือรือร้นและสุภาพ "เหวยเหวยกลับมาแล้วเหรอจ๊ะ" พูดจบก็หยิบรองเท้าแตะคู่หนึ่งจากตู้รองเท้าในช่องทางเข้า วางลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง
"ขอบคุณค่ะ" ซ่งซือเหวยเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินเข้าห้องนั่งเล่น บนโซฟาหรูราคาแพงมีหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่
อายุราวๆ 40 ต้นๆ แต่เพราะดูแลตัวเองอย่างดีจึงดูอ่อนกว่าวัย สวมแว่นตากรอบทอง ใบหน้าของซ่งซือเหวยมีส่วนคล้ายเธออยู่หลายส่วน
ตามหลักแล้วเธอควรจะเป็นคนที่สวยมาก เพียงแต่ริ้วรอยจางๆ ระหว่างคิ้วที่เกิดจากการขมวดคิ้วบ่อยๆ ทำลายความงามนั้นไปบ้าง
เธอคือแม่ของซ่งซือเหวย ศาสตราจารย์ลู่มั่นจากมหาวิทยาลัยเกษตรหัวหนาน และได้รับการโหวตจากนักศึกษาให้เป็นอาจารย์ที่สวยที่สุดในรอบ 98 ปีของมหาวิทยาลัย
ลู่มั่นเห็นลูกสาวกลับมา จึงหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะไม้หวงฮัวลี่ขึ้นมาดู แล้วขมวดคิ้วทันที: "ทำไมกลับช้ากว่าปกติตั้ง 10 นาที"
"ติดธุระที่ห้องเรียนนิดหน่อยค่ะ" ซ่งซือเหวยดูจะชินกับน้ำเสียงของแม่แล้ว ตอบอย่างไร้อารมณ์
"ถ้าอยู่ที่ห้องเรียนก็ไม่เป็นไร" ลู่มั่นวางโทรศัพท์ลง พูดราวกับกำลังพูดกับตัวเอง หรืออาจจะเป็นการประชดประชัน หรือแม้แต่การตัดพ้อตัวเอง "อย่างน้อยก็ไม่เหมือนพ่อเธอ ที่ไม่อยากเจอหน้าฉันแล้วทะเลาะกัน เลยจมอยู่กับงานสิบวันครึ่งเดือนไม่โผล่หน้ามาให้เห็น นอนก็นอนที่ออฟฟิศ"
ซ่งซือเหวยไม่ตอบ เดินเงียบๆ กลับเข้าห้องตัวเอง ทันใดนั้น ห้องนั่งเล่นหรูหราขนาดใหญ่ก็กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง
ลู่มั่นนั่งอยู่บนโซฟาสักพัก ขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้ามีแววเสียใจ ราวกับกำลังสำนึกว่าไม่ควรพูดกับลูกสาวแบบนั้น
จนกระทั่งแม่บ้านอีกคนเดินออกมาจากครัว พูดอย่างนอบน้อม "ศาสตราจารย์ลู่คะ น้ำแกงรังนกเม็ดบัวกับเห็ดหูขาวต้มเสร็จแล้วค่ะ"
"อ๋อ ต้มนานแค่ไหนแล้ว?" ลู่มั่นยกมือแตะหน้าจอโทรศัพท์ ดูเวลา แล้วเดินเข้าครัวไป
หน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงแสดงภาพวอลล์เปเปอร์เป็นเด็กหญิงน่ารักสวมชุดขาว นั่งอยู่ท่ามกลางดอกไม้ มุมปากยกยิ้มบางๆ ข้างๆ มีข้อความ: ที่ระลึกวันเกิดครบ 10 ขวบของเหวยเหวย
······
ห้องชุดนี้มีพื้นที่เกือบ 300 ตารางเมตร ห้องครัวก็มีขนาดกว่า 40 ตารางเมตร โคมไฟหรูราวกับสายประดับคริสตัล ส่องสว่างทั่วครัว
บนเคาน์เตอร์หินอ่อน มีถ้วยน้ำแกงรังนกเม็ดบัวกับเห็ดหูขาววางอยู่
ลู่มั่นเดินเข้าไป ใช้ช้อนตักชิมเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าพูด "ต้มต่ออีกหน่อยนะ ฉันรู้สึกว่าเม็ดบัวยังแข็งไปนิด ดึกขนาดนี้แล้วเหวยเหวยควรกินอะไรที่ย่อยง่ายๆ"
"ได้ค่ะ" แม่บ้านรีบรับคำ ตั้งไฟอ่อนต้มต่อ
ลู่มั่นกลับมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งล้วนประณีตงดงาม แต่พวกมันไม่สามารถพูดคุยได้ เป็นเพียงวัตถุไร้ชีวิตที่เงียบงัน
ห้องครัวมีระบบกันเสียงดีมาก ในห้องนั่งเล่นแทบไม่ได้ยินเสียงเครื่องดูดควันเลย
บ้าน ราวกับเหลือเพียงเสียงหายใจของเธอคนเดียว
ลู่มั่นนั่งอยู่คนเดียวสักพัก จู่ๆ ก็รู้สึกอึดอัด จึงเดินเงียบๆ ไปที่ระเบียง
บ้านของเธอมีพื้นที่กว้าง จึงมีมุมมองที่กว้างมาก สามารถมองเห็นชีวิตประจำวันของเพื่อนบ้านได้ชัดเจน
ฝั่งตรงข้ามชั้น 11 น่าจะเป็นคู่สามีภรรยาวัยหนุ่มสาว พวกเขากำลังนั่งดูทีวีด้วยกันอย่างสนิทสนม ชั้น 8 เป็นเด็กหญิงซุกซน ป่านนี้ยังไม่ยอมนอน กำลังหัดขี่จักรยานในห้องนั่งเล่น พ่อคอยประคองอยู่ข้างๆ แม่ยืนดูอยู่ด้านหลังพร้อมรอยยิ้ม ชั้น 14 ดูเหมือนจะเป็นคู่สามีภรรยาสูงวัย คุณยายกำลังตัดผมให้คุณตา คุณตาถือกระจกส่ายหน้าไปมา ราวกับกำลังคิดถึงกาลเวลาที่ผ่านไป
......
ลู่มั่นมองไปเรื่อยๆ ใบหน้าจู่ๆ ก็ดูเหงาหงอย พวกเขาอาจจะไม่ได้รวยเท่าบ้านเธอ แต่ดูเหมือนทุกคนจะมีคนอยู่เป็นเพื่อน
จนกระทั่งแม่บ้านมาเตือนว่าน้ำแกงรังนกเม็ดบัวต้มเสร็จแล้ว ลู่มั่นจึงกลับเข้าครัว ชิมดูแล้วพูด "ใช้ได้แล้ว ฉันจะเอาไปให้เธอเอง"
ลู่มั่นถือถาดอาหารมาที่หน้าห้องนอนลูกสาว เคาะประตู "ก๊อกๆๆ" สองที ซ่งซือเหวยก็มาเปิด
"กินอะไรสักหน่อยก่อนนะ" ลู่มั่นวางถาดบนโต๊ะ จู่ๆ ก็ตบหน้าผากราวกับนึกอะไรขึ้นได้ แล้วรีบเดินออกไป
พอกลับเข้ามาอีกที ลู่มั่นถือชุดนอนตัวใหม่มาด้วย "แม่บ้านคนใหม่นี่ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเสื้อผ้าติดตัวของหนูต้องซักมือทั้งหมด เธอเอาชุดนอนไปซักเครื่อง แม่ไม่อยากเก็บไว้แล้ว ใส่ตัวใหม่เลยนะ"
"อ้อ" ซ่งซือเหวยก้มหน้า ค่อยๆ กินไปทีละคำ
ลู่มั่นนั่งข้างๆ มองลูกสาวที่งามราวกับดอกไม้ พลางถาม "ผลสอบจำลองครั้งที่สองออกหรือยัง?"
ซ่งซือเหวยชะงักเล็กน้อย ส่ายหน้าตอบ "ยังค่ะ"
จริงๆ แล้วถ้าคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น กระดาษคำตอบก็คงถูกแจกออกมาแล้ว
แต่บางครั้งผลสอบประจำเดือนก็อาจออกช้าไปวันหนึ่ง ลู่มั่นจึงไม่ได้สงสัยอะไร เพียงแต่ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว "แม่ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหนูถึงไม่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ภาษาอังกฤษหนูก็เก่งขนาดนั้น ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเลยนะ"
เมื่อเจอคำถามที่ไม่อยากตอบ ซ่งซือเหวยก็จะทำเป็นไม่ได้ยิน คราวนี้ก็เช่นกัน
"ไม่ไปเมืองนอกก็ช่างเถอะ" ลู่มั่นถอนหายใจ ยังคงพูดไม่ยอมหยุด "แต่นี่ไม่ยอมไปปักกิ่ง-ชิงหัวด้วย จะเรียนที่มณฑลยวี่ตงให้ได้! แม่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าที่นี่มีอะไรให้หนูต้องอาลัยอาวรณ์ด้วย?"
"หนูกินเสร็จแล้วค่ะ" ซ่งซือเหวยวางช้อนลงทันที พูดเสียงเรียบ
"หนูกับพ่อเหมือนกันไม่มีผิด จะเอาชีวิตแม่!" ลู่มั่นกำลังจะยกถาดออกไป แต่ก็อดเตือนไม่ได้ "คืนนี้อย่าอ่านหนังสือดึก ต้องนอนก่อนเที่ยงคืนนะ"
"รู้แล้วค่ะ" ซ่งซือเหวยตอบเสียงเย็น
หลังจากลู่มั่นออกไปแล้ว ซ่งซือเหวยก็ก้มหน้าทำโจทย์ต่อ
ไม่รู้ตัวว่าถึงเที่ยงคืนแล้ว นอกประตูดังเสียงเคาะ "ก๊อกๆๆ" ตรงเวลา "พักได้แล้วนะ"
"ขออีกแป๊บนึงค่ะ" ซ่งซือเหวยยังทำโจทย์ไม่เสร็จอีกข้อ
"อีก 15 นาทีเท่านั้นนะ!" น้ำเสียงของลู่มั่นดูหงุดหงิด เธอคงขมวดคิ้วอีกแล้ว
"อีก 15 นาที แม่ต้องเห็นหนูปิดไฟ" ลู่มั่นยืนอยู่หน้าประตูสักพัก ทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วเดินจากไป
ซ่งซือเหวยคราวนี้ไม่ได้พูดอะไร โต๊ะกลมไม้หวงฮัวลี่มีโคมไฟตั้งโต๊ะวางอยู่ แสงไฟสาดส่องใบหน้าขาวนวลของเธอ ด้านหนึ่งสว่าง อีกด้านมืด เส้นสายใบหน้างดงามอ่อนหวาน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของแม่เดินห่างออกไป ซ่งซือเหวยจึงเงยหน้าขึ้น มองรูปถ่ายบนโต๊ะ
เรื่องความรักระหว่างแม่กับพ่อ หนูไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด
แต่ถ้าหนูจากมณฑลยวี่ตงไป บ้านก็จะเหลือแม่อยู่คนเดียวไม่ใช่หรือ?
แม่ชอบพูดว่า ไม่รู้ว่าเมืองกวางโจวมีอะไรดีให้หนูต้องอาลัย
แต่เคยคิดไหมว่า สิ่งนั้นอาจเป็นตัวแม่เองก็ได้
ในรูปถ่าย แม่สวยโอบไหล่ลูกสาว ทั้งคู่ยิ้มสดใสราวดอกไม้บาน
······
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อซ่งซือเหวยตื่นนอน แม่บ้านทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว แม่ลู่มั่นก็ตื่นแล้วเช่นกัน
"ตื่นช้ากว่าปกติ 5 นาที" ลู่มั่นดูเวลา แล้วขมวดคิ้วอีกครั้ง
ซ่งซือเหวยไม่ได้ตอบอะไร นั่งลงที่โต๊ะอาหารกินข้าวเช้า
ลู่มั่นที่กินเสร็จแล้วเข้าห้องไปจัดกระเป๋าให้ซ่งซือเหวย ตอนหยิบรองเท้า เห็นมุมรองเท้าผ้าใบสีขาวของลูกสาวมีฝุ่นดินติดอยู่เล็กน้อย
แม่บ้านกำลังยุ่งเก็บล้างในครัว ลู่มั่นจึงหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดเอง ก้มตัวลงเช็ดอย่างพิถีพิถัน
เช็ดจนสะอาดแล้ว ลู่มั่นจึงถอนหายใจเบาๆ มองซ่งซือเหวยแล้วพูด "แม่ไปสตาร์ทรถก่อนนะ ส่วนหนู..."
โดยไม่รู้ตัว เธอขมวดคิ้วเบาๆ อีกครั้ง "กินข้าวไม่ต้องรีบ หนูตื่นช้า 5 นาที แม่ไม่ได้บอกให้หนูกินเร็วขึ้น แม่ขับเร็วขึ้นนิดก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?"
······
(จบบท)
แปลๆไปแล้วต้องอุทานว่า คุณแม๊!! 5555555