- หน้าแรก
- สาวน้อยสู้ชีวิตกับมิติบำบัดใจ
- บทที่ 840 - ถูกเท
บทที่ 840 - ถูกเท
บทที่ 840 - ถูกเท
บทที่ 840 - ถูกเท
★★★★★
เมืองฮั่นได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองเตาหลอมของประเทศ แม้จะย่างเข้าสู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่อากาศในช่วงกลางวันก็ยังคงร้อนระอุจนผู้คนส่วนใหญ่ยังต้องสวมใส่เสื้อผ้าฤดูร้อนกันอยู่
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่รอคอยมานาน จางจิ้งตื่นขึ้นมาแต่งหน้าทำผมอย่างประณีตบรรจงเพื่อให้ตัวเองดูสวยที่สุด เธอสะพายกระเป๋าใบหรูที่สวีเหวินซวินซื้อให้และเดินออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเรียกแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองที่วุ่นวาย หลังจากลงรถเธอก็เดินเท้าต่ออีกหน่อยจนมาถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่ตั้งอยู่บนชั้นสองริมถนน เธอแจ้งหมายเลขโต๊ะที่จองไว้กับพนักงานและเดินตามไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งเป็นมุมยอดนิยมของคู่รัก
พนักงานเสิร์ฟสาวนำนมอุ่นมาเสิร์ฟให้ตามคำขอและขอตัวไปดูแลลูกค้าท่านอื่น จางจิ้งนั่งรออย่างใจจดใจจ่อจนเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง สวีเหวินซวินถึงได้เดินเข้ามาในร้านอย่างไม่รีบร้อน เขาสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมดูสะอาดสะอ้านและหล่อเหลาจนพนักงานสาวๆ ต้องรีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับและนำทางเขามาที่โต๊ะ พร้อมกับเสิร์ฟไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ และผลไม้จานใหญ่มาให้ทันที
ในที่สุดสวีเหวินซวินก็มาถึง จางจิ้งจ้องมองแฟนหนุ่มตาไม่กะพริบ แม้เขาจะไม่ได้หล่อเหลาระดับเทพบุตรเหมือนพวกพี่ชายที่เคยไปบ้านเล่ออวิ้น แต่หน้าตาของเขาก็ถือว่าดีมากในระดับคนทั่วไป ยิ่งเมื่อนึกถึงคำพูดของเล่ออวิ้นที่เคยบอกว่าลูกนอกสมรสอย่างเธอก็คงหาได้ดีสุดแค่นี้ มันยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าตระกูลสวีต้องรวยและมีอิทธิพลมากกว่าที่เธอคิดไว้แน่ๆ
สวีเหวินซวินที่เพิ่งกลับจากการแข่งขันกีฬานักเรียนทั่วประเทศได้เจอจางจิ้งเพียงครั้งเดียวหลังจากนั้น และเมื่อได้มาเจอกันอีกครั้งในวันนี้เขากลับรู้สึกเฉยชากับเธอมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อก่อนจางจิ้งยังดูมีเสน่ห์แบบสาวน้อยบ้านนาที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ตอนนี้เธอกลับดูธรรมดาและไม่มีรังสีความน่าดึงดูดหลงเหลืออยู่เลย
"โทรหาฉันตั้งหลายรอบมีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรเหรอ?"
จางจิ้งโทรหาและส่งข้อความหาเขาถี่ยิบตั้งแต่หลังวันหยุดยาวเพื่อขอนัดเจอ เขาที่ไม่อยากจะสนใจแต่ก็จำใจต้องมาเพื่อตัดปัญหาและป้องกันไม่ให้เธอไปสร้างเรื่องวุ่นวายจนเสียชื่อเสียง
น้ำเสียงของสวีเหวินซวินฟังดูแข็งกร้าวและเย็นชา แต่จางจิ้งที่กำลังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกลับไม่ทันสังเกต เธอเอาแต่จ้องมองหน้าเขาและคิดอะไรเพลินๆ จนไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด "เอ๊ะ... คุณว่าอะไรนะ?"
เห็นจางจิ้งมัวแต่ทำตาหวานเยิ้มใส่ สวีเหวินซวินก็เริ่มหมดความอดทน "ฉันถามว่าเธอรีบร้อนจะเจอฉันทำไม? เลิกโทรจิกและส่งข้อความมารบกวนฉันได้แล้ว ฉันงานยุ่งมากจนหัวหมุนไปหมดแล้วนะ"
คำพูดที่รุนแรงและท่าทีที่ห่างเหินทำให้จางจิ้งรู้สึกน้อยใจจนน้ำตาคลอเบ้า "คุณเป็นแฟนฉันนะ ไม่ห่วงใยฉันเลยแถมยังมาดุใส่กันอีก..."
"พอได้แล้ว! ฉันกำลังหงุดหงิดอยู่ ถ้าไม่มีธุระอะไรฉันจะกลับแล้ว เธออยากจะร้องไห้ก็เชิญร้องไปคนเดียวเถอะ" ผู้หญิงที่เอะอะก็บีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารเป็นสิ่งที่น่ารำคาญที่สุด สวีเหวินซวินหมดอารมณ์จะคุยต่อจึงลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี
"สวีเหวินซวิน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" จางจิ้งตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยความโกรธจัด
ผู้หญิงคนนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ เป็นแค่แฟนที่ยังไม่ได้หมั้นหมายกันเป็นเรื่องเป็นราวแต่กลับกล้ามาขึ้นเสียงสั่งเขา สวีเหวินซวินยิ่งรู้สึกรังเกียจ เขาไม่คิดจะหยุดเดินและไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อเห็นเขาไม่สนใจ จางจิ้งก็สติขาดผึงตะโกนลั่นร้าน "สวีเหวินซวิน! ฉันท้อง! ฉันท้องลูกของคุณอยู่นะ คุณจะทิ้งฉันไปแบบนี้เหรอ?"
เสียงตะโกนของผู้หญิงทำให้ลูกค้าและพนักงานในร้านต่างพากันหันมามองเป็นตาเดียว ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องการตั้งครรภ์ นี่เธอกำลังจะใช้ลูกมาบีบบังคับฝ่ายชายงั้นเหรอ?
"ฮะ!" สวีเหวินซวินแค่นหัวเราะด้วยความโกรธจนหน้าแดง เขาหมุนตัวกลับมาและยืนกอดอกมองหน้าเธอด้วยสายตาดูแคลน "เธอแน่ใจเหรอว่าไอ้มารหัวขนนั่นเป็นลูกของฉัน? หลอกฉันว่าไม่เคยมีแฟนและไม่เคยคบใครมาก่อน เพื่อให้ฉันซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้ ตอนแรกฉันก็นึกว่าเธอเป็นสาวบริสุทธิ์จริงๆ แต่พอได้นอนด้วยกันถึงได้รู้ความจริงว่าเธอผ่านผู้ชายมาไม่รู้กี่คนแล้ว
ผู้หญิงสำส่อนที่มั่วไม่เลือกหน้าอย่างเธอ กล้าดียังไงมาบอกว่าเด็กในท้องเป็นลูกของฉัน?
เธอยั่วฉันจนได้เสียกันตอนกลางเดือนสิงหาคม พอเปิดเทอมเราก็เลิกกันไปแล้ว ตลอดเดือนกันยายนและครึ่งเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอไปนอนกับใครมาบ้างก็ไม่รู้ พอหาพ่อเด็กไม่ได้ก็คิดจะมาโยนขี้ให้ฉันรับผิดชอบงั้นสิ?
เห็นฉันหน้าโง่รังแกง่ายนักเหรอ?
ถ้าเธอท้องจริงๆ พ่อของเด็กก็น่าจะเป็นไอ้แฟนเก่าแซ่หยางคนนั้นมากกว่ามั้ง?
ไอ้ผู้ชายที่นั่งข้างๆ กันบนรถไฟความเร็วสูงวันนั้นไงล่ะ แฟนเก่านั่งอยู่ทนโท่แต่เธอกลับโกหกหน้าตายว่าไม่รู้จัก ปั่นหัวฉันจนหมุนติ้ว เธอคงเห็นว่าแฟนเก่าเป็นแค่เจ้าของโรงงานเล็กๆ ไม่รวยเท่าฉันเลยคิดจะมาจับฉันแทนสินะ? จางจิ้ง... เธอเอาความมั่นใจผิดๆ นี้มาจากไหนกัน?
เมื่อก่อนฉันไม่รู้กำพืดเธอจริงๆ แต่พอให้คนไปสืบจากเด็กนักเรียนโรงเรียนเดิมของเธอถึงได้รู้ความจริงว่าเธอมันร้ายกาจแค่ไหน เธออิจฉาเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านเดียวกัน อาศัยว่าตัวเองโตกว่าคอยรังแกเขามาตั้งแต่เด็ก เที่ยวปล่อยข่าวลือใส่ร้ายป้ายสี ยุยงให้คนอื่นเกลียดชังและแกล้งเด็กคนนั้นสารพัด ส่วนตัวเองก็ยืนดูผลงานอย่างสะใจ
พอเด็กคนนั้นสอบติดมหาวิทยาลัยดังและมีเพื่อนรวยๆ ในเมืองหลวง เธอก็หน้าด้านตามแม่ไปกินเลี้ยงที่บ้านเขา แต่งตัวยั่วผู้ชายในงานอย่างหน้าไม่อาย พอไม่มีใครสนใจก็แกล้งทำตัวน่าสงสารใส่ร้ายเจ้าของงานเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย
เธอจงใจปล่อยให้ตัวเองท้องเพื่อหวังจะจับผู้ชายรวยๆ สักคน ตอนแรกคงกะจะยัดเยียดให้เพื่อนของเด็กผู้หญิงคนนั้นแต่ทำไม่สำเร็จ เลยหันมาเล่นงานฉันแทน คิดจะให้ฉันเป็นแพะรับบาปเหรอ... ฝันไปเถอะ!
เป็นผู้หญิงก็ควรรู้จักรักนวลสงวนตัวบ้าง ทำตัวให้ดีๆ หน่อยเถอะ ระวังจะโดนไล่ออกจามหาวิทยาลัย เรียนแค่มหาวิทยาลัยชั้นสามแท้ๆ ขืนเรียนไม่จบแม้แต่อนุปริญญา อนาคตอย่าว่าแต่จะหางานดีๆ ทำเลย แค่จะหาผู้ชายซื่อบื้อมาแต่งงานด้วยก็คงไม่มีใครเอา!"
สวีเหวินซวินเทความลับและความเน่าเฟะของจางจิ้งออกมาจนหมดเปลือกราวกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่ เขาแค่นหัวเราะเยาะเย้ยและไม่คิดจะมองหน้าผู้หญิงที่ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงอีกต่อไป เขาเมินสายตาคนรอบข้างแล้วหมุนตัวเดินจ้ำออกจากร้านไปอย่างไม่ไยดี
จางจิ้งที่หวังเพียงจะให้เขามาปลอบใจ กลับต้องมายืนฟังเขาประจานความลับที่น่าอับอายต่อหน้าธารกำนัล เขาบอกว่าเธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ เขารู้เรื่องหยางปินปิน และเขายังรู้เรื่องที่เธอเคยรังแกเล่ออวิ้นรวมถึงเรื่องที่เธอไปงานเลี้ยงบ้านเล่อด้วย...
ความจริงที่ถาโถมเข้ามาใส่เหมือนสายฟ้าฟาดทำให้สมองของจางจิ้งอื้ออึงไปหมด เธอยืนแข็งทื่อเป็นหินทำอะไรไม่ถูก
เมื่อแผ่นหลังของสวีเหวินซวินหายลับไป เสียงซุบซิบด่าทอก็เริ่มดังเข้าหู "หน้าด้านจริงๆ" "ดูเหมือนคนปกติแต่ที่แท้ก็หญิงหากิน" "ร่านไปทั่ว" คำด่าทอต่างๆ นานาพุ่งเข้าใส่เธอจากทุกทิศทุกทาง จางจิ้งหันมองไปรอบๆ ก็เห็นสายตาเหยียดหยามของผู้คนมากมายที่จ้องมองมาที่เธออย่างรังเกียจ
เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าคนเหล่านั้นกำลังด่าเธออยู่!
"ฮือ!" ความอัดอั้นตันใจระเบิดออกมา จางจิ้งร้องไห้โฮแล้วทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างหมดสภาพ แม่ก็หย่า พ่อก็ไม่ใช่พ่อแท้ๆ แถมตัวเองยังกลายเป็นลูกนอกสมรส แฟนก็ทิ้งและประจาน ความเจ็บปวดที่ประดังเข้ามาทำให้สติของเธอพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
พนักงานในร้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก การปล่อยให้ลูกค้าร้องไห้ฟูมฟายในร้านย่อมไม่ใช่เรื่องดี พนักงานสาวๆ จึงรีบเข้าไปปลอบใจ ยื่นทิชชู่และน้ำดื่มให้
เมื่อมีคนมาปลอบ จางจิ้งก็ยิ่งร้องหนักขึ้นและเริ่มคร่ำครวญ "เขาใส่ร้ายฉัน! ตอนเขาจีบฉันเขามาหาที่โรงเรียนทุกวันจนใครๆ ก็คิดว่าเราเป็นแฟนกัน เขาตามจีบฉันตั้งครึ่งปีฉันถึงใจอ่อนยอมคบด้วย เขาหลอกมอมเหล้าฉันแล้วข่มขืนพอมารู้ทีหลังกลับมาหาว่าฉันยั่วเขา หาว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงดี
เขาซื้อกระเป๋าปลอมมาหลอกว่าราคาเป็นแสน ฉันรู้อยู่เต็มอกแต่ไม่อยากประจานให้เขาเสียหน้าเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ เขาเองนั่นแหละที่คบซ้อน แอบไปกิ๊กกั๊กกับลูกสาวข้าราชการแล้วก็มาเขี่ยฉันทิ้งแถมยังแต่งเรื่องมาใส่ร้ายฉันอีก... ฮือ... ฉันมันตาบอดเองที่หลงคิดว่าเขาเป็นลูกผู้ชาย..."
ลูกค้าในร้านที่ตอนแรกก่นด่าเธอเริ่มสับสน ไม่รู้ว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จ ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง คงมีแต่คนต้นเรื่องเท่านั้นที่รู้ความจริง
หญิงสาวร้องไห้ปานจะขาดใจ พร่ำพรรณนาถึงความเลวร้ายของฝ่ายชายและชี้ให้ดูระเป๋าที่เธอสะพายมาว่าเป็นของปลอมที่เขาซื้อให้ เธอยืนยันว่าฝ่ายชายมีชู้เป็นลูกคนใหญ่คนโตแล้วกลับมาใส่ร้ายเธอ...
เธอร้องไห้จนดูน่าเวทนา พนักงานสาวต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปลอบโยนกว่าเธอจะยอมหยุดร้อง
"ในเมื่อเขามีแฟนใหม่แล้ว คุณจะทำยังไงต่อไปคะ?" เห็นเธอเดินโซซัดโซเซพนักงานก็อดห่วงไม่ได้ กลัวว่าถ้าเธอล้มจนแท้งลูกในร้านจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
"เรื่องท้องมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันตั้งใจจะไปเอาเด็กออกอยู่แล้ว ที่นัดเขามาก็แค่อยากบอกให้เขารู้สิทธิ์ของเขา แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะ..." จางจิ้งกัดฟันพูดด้วยความแค้นและเริ่มน้ำตาไหลอีกรอบ เธอกล่าวขอบคุณพนักงานแล้วเดินลากขาออกจากร้านไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก
หญิงสาวที่ร้องไห้จนเครื่องสำอางเลอะเทอะและตาบวมปูดแต่ยังรู้จักขอบคุณคนอื่น ทำให้เธอดูเป็นคนที่มีมารยาทและน่าสงสารในสายตาคนรอบข้าง พนักงานช่วยประคองเธอเดินออกไปส่งหน้าร้านและมองตามหลังเธอที่เดินปาดน้ำตาลงบันไดไป ยิ่งมองก็ยิ่งสงสาร การที่ผู้หญิงต้องมาเจอกับผู้ชายเฮงซวยที่ไม่รับผิดชอบมันช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ
ลูกค้าบางคนที่เคยวิจารณ์เธอเสียงดังต่างก็เงียบกริบ เมื่อหญิงสาวจากไปพวกเขาก็รีบเช็คบิลและออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกอับอายที่ด่วนตัดสินคนอื่นจากคำพูดฝ่ายเดียว
จางจิ้งเดินออกจากร้านอาหารมาที่ถนนใหญ่ เธอเช็ดน้ำตาแล้วเรียกแท็กซี่ตรงไปที่โรงพยาบาล เมื่อถึงโรงพยาบาลเธอก็ต้องเผชิญความโดดเดี่ยวและความกลัวจนร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ไม่มีใครมาอยู่เป็นเพื่อน ไม่มีใครคอยปลอบใจ เธอต้องเดินไปติดต่อหมอเพื่อขอทำแท้ง จ่ายเงิน และเดินหาห้องผ่าตัดด้วยตัวเองเพียงลำพัง
เนื่องจากมีคิวทำแท้งหลายคน เธอจึงต้องนั่งรออยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด มองดูคนอื่นที่มีแฟนหรือสามีมาคอยดูแล หรืออย่างน้อยก็มีเพื่อนผู้หญิงมาเป็นเพื่อน แต่เธอกลับต้องนั่งหัวเดียวกระเทียมลีบ ความน้อยใจทำให้เธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
จางจิ้งร้องไห้จนมึนหัวเมื่อถูกเรียกเข้าห้องผ่าตัด หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นพยาบาลก็พยุงเธอออกมาพัก เธอยังคงร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาจะไหล หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จเธอก็ลากสังขารที่อ่อนระโหยโรยแรงเรียกรถกลับหอพักและล้มตัวลงนอนซมอยู่บนเตียง
นอนมองเพดานห้อง พลางนึกถึงชะตาชีวิตที่พลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน จากลูกสาวปกติกลายเป็นลูกนอกสมรสที่สังคมรังเกียจ ถูกแฟนทิ้ง และต้องมาเจ็บปวดทั้งกายและใจแบบนี้ ทำไมชีวิตเธอถึงได้บัดซบขนาดนี้?
ทำไมคนที่เป็นลูกไม่มีพ่อเหมือนกันอย่างเล่ออวิ้นถึงได้มีชีวิตที่ดี มีคนคอยอุ้มชู แต่ทำไมเธอถึงต้องมาตกอยู่ในนรกขุมนี้?
[จบแล้ว]