- หน้าแรก
- สาวน้อยสู้ชีวิตกับมิติบำบัดใจ
- บทที่ 830 - การรบกวนที่น่ารำคาญ
บทที่ 830 - การรบกวนที่น่ารำคาญ
บทที่ 830 - การรบกวนที่น่ารำคาญ
บทที่ 830 - การรบกวนที่น่ารำคาญ
★★★★★
ในตอนที่ยัยหนูตัวน้อยอารมณ์ไม่สู้ดี เยี่ยนสิงยอมเสียสละตัวเองเพื่อดึงความสนใจของเธอให้หันมาที่เขาแทน ซึ่งแผนการนี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แม้ว่าเขาจะแลกมาด้วยการโดนยัยหนูเขกหัวไปหลายโป๊ก แถมยังโดนกรงเล็บพิฆาตตะปบเข้าที่ลำคอจนแสบจี๊ดไปหมด โชคดีที่มือเล็กๆ คู่นั้นไม่ได้ไว้เล็บยาว ไม่อย่างนั้นคอของเขาคงได้ลายพร้อยเป็นทางยาวแน่ๆ
เวลาล่วงเลยไปร่วมหนึ่งชั่วโมงจนกระทั่งการเผาทำลายร่างโสโครกของไอ้สวะนั่นเสร็จสิ้นลง จากคนทั้งคนตอนนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านกองเล็กๆ และก้อนหินรอบข้างที่ถูกความร้อนแผดเผาจนแตกกระจายไปหลายก้อน
เมื่อเปิดเนตรทิพย์สำรวจดูจนทั่วแล้วไม่พบร่องรอยของดวงวิญญาณหรือสิ่งผิดปกติใดๆ เล่ออวิ้นก็ตัดสินใจล้มเลิกการค้นหา เธอโดดลงจากหลังของพี่ชายรูปงามแล้วช่วยกันตักน้ำมาราดรดเพื่อชะล้างเถ้าถ่านเหล่านั้นให้หายไปกับสายน้ำ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่เหลือร่องรอยหลักฐานใดๆ ทั้งคู่ก็สะพายเป้เดินย้อนกลับไปทางแม่น้ำสายใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปทางต้นน้ำต่อ
แม้จะเดินออกมาไกลจากจุดที่เผาศพแล้ว แต่เล่ออวิ้นยังคงรู้สึกรังเกียจกลิ่นคาวของการเผาไหม้ที่ดูเหมือนจะยังติดอยู่ที่ร่างกาย เธอจึงปลีกตัวไปอาบน้ำและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ริมน้ำอีกรอบ
เยี่ยนสิงเองก็ไม่น้อยหน้า เขาลงไปล้างตัวในแม่น้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดสะอาดจนรู้สึกสดชื่น
ทั้งคู่แต่งกายมิดชิดและเริ่มออกเดินทางต่อท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่า ในขณะที่คนอื่นอาจจะถือตะเกียงเที่ยวชมวิว แต่สำหรับพวกเขาคือการใช้ไฟฉายส่องนำทางข้ามผ่านค่ำคืน เมื่อไปถึงจุดที่เป็นค่ายพักแรมของพวกนักเดินป่า เล่ออวิ้นก็พาเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้คน เธอใช้ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นที่ฉับไวคอยดมกลิ่นอายของมนุษย์จากระยะไกลแล้วพาเดินอ้อมป่าฝ่าดงไปอย่างเงียบเชียบ
ล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของคืน ความชื้นในอากาศเริ่มกลั่นตัวเป็นหยดน้ำค้างจนอากาศในป่าเย็นเยียบลงเรื่อยๆ
ในจุดที่ห่างจากที่เกิดเหตุไปไกลโข เยี่ยนสิงและยัยหนูตัวน้อยก็หาทำเลเหมาะๆ เพื่อกางเต็นท์นอนพักผ่อน ทั้งคู่เลือกใช้เต็นท์ขนาดใหญ่สำหรับสองคนร่วมกันโดยมุดตัวเข้าไปนอนในถุงนอนของตัวเองเพื่อรับความอบอุ่น
ทั้งคู่พักผ่อนได้ไม่ถึงสองชั่วโมงก็ตื่นขึ้นตามจังหวะของนาฬิกาชีวิต หลังจากจัดการเสบียงแห้งและเก็บเต็นท์เสร็จสรรพ ทั้งสองคนก็เริ่มออกเดินทางต่อในช่วงที่ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เมื่อแสงตะวันเริ่มสาดส่องพวกเขาก็มุดเข้าสู่ป่าลึกเพื่อป้องกันการเผชิญหน้ากับผู้คนโดยบังเอิญ
วันใหม่เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม ทุกชีวิตต่างก็กลับมาดิ้นรนเพื่อการใช้ชีวิตอีกครั้ง ทางด้านนายน้อยเซวียนแห่งตระกูลเซวียนหยวน หลังจากร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับบรรดาผู้ใหญ่เสร็จสิ้น เขาก็พาผู้ติดตามคนสนิททั้งสี่คนมุ่งหน้าสู่สนามบิน แต่จุดหมายของเขาไม่ใช่การกลับปักกิ่ง ทว่าเป็นการบินตรงสู่มหานครฉงชิ่งเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน
คุณชายเซวียนออกเดินทางด้วยเที่ยวบินรอบเก้าโมงเช้าและถึงจุดหมายในเวลาประมาณเก้าโมงสี่สิบนาที จากนั้นเขาก็เรียกรถแท็กซี่มุ่งหน้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเพื่อใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์
ในขณะที่นายน้อยเซวียนกำลังสนุกสนานอยู่ที่ฉงชิ่ง บลูทรีและเจ้าหน้าที่ตำรวจจากอำเภอฝางก็นั่งทานมื้อเช้าอยู่ในที่พักของสถานีตำรวจมณฑลเสฉวน พวกเขาเดินทางถึงที่นั่นตั้งแต่เมื่อคืนวานและได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเพื่อนข้าราชการตำรวจเจ้าของพื้นที่
หลังอาหารเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ก็นำทางทีมงานจากอำเภอฝางไปที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่หวังชุ่ยเฟิ่งอาศัยอยู่เพื่อทำเรื่องส่งมอบตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อเจ้าหน้าที่เซ็นรับตัวผู้ติดยาเสพติดรายนี้ไปแล้ว ภารกิจของพวกเขาก็นับว่าเสร็จสิ้นลงอย่างงดงาม
ตำรวจในพื้นที่เมื่อได้รับตัวผู้ติดยาจากต่างมณฑลมาแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการส่งตัวหวังชุ่ยเฟิ่งไปเข้าศูนย์บำบัดแบบบังคับทันที
บลูทรีติดตามเจ้าหน้าที่ไปที่ศูนย์บำบัดด้วยเพื่อสังเกตการณ์ พลางแวะเที่ยวชมบรรยากาศในนั้นด้วยความสนใจ และเมื่อทราบว่าชายชู้คนรักของนังสารเลวเดินทางมาส่งของใช้ส่วนตัวให้ เขาจึงขอตามเจ้าหน้าที่เข้าไปที่ห้องรับแขกด้วย
เมื่อบลูทรีไปถึงห้องรับแขก คนที่เกี่ยวข้องยังมาไม่ถึงเขาจึงนั่งรออย่างใจเย็น ไม่นานนักหวังชุ่ยเฟิ่งก็ถูกคุมตัวเข้ามาในห้อง
ตอนแรกที่กลับถึงบ้านเกิด หวังชุ่ยเฟิ่งก็แอบโล่งใจอยู่บ้าง แต่พอรู้ตัวว่าจะต้องถูกขังเพื่อบำบัดยาเสพติดแบบถาวรเธอก็สติแตกทันที ถึงขั้นลงไปนอนดิ้นพราดๆ ร้องโวยวายเหมือนคนเสียสติ จนเจ้าหน้าที่ต้องวินิจฉัยว่าเธอมีอาการลงแดงและจัดการฉีดยาระงับประสาทให้จนสงบลง
เมื่อถูกนำตัวมาที่ห้องรับแขกและเห็นใบหน้าของทหารหนุ่มที่เคยจับตัวเธอมา หวังชุ่ยเฟิ่งก็ถึงกับหน้าซีดเผื่อดเหงื่อไหลพราก เธอสั่นเทาไปทั้งตัวและรีบนั่งลงในจุดที่กำหนดไว้อย่างเจียมตัวที่สุด
ถานเจ้าซิงยืนรออยู่หน้าศูนย์บำบัดอยู่นานกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าไป เขาหิ้วกระเป๋าข้าวของเครื่องใช้ของหวังชุ่ยเฟิ่งเดินตามผู้คุมเข้าไปในห้องรับแขกเพื่อขอพบหน้า
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องและเห็นนายทหารหนุ่มนั่งอยู่ ถานเจ้าซิงก็รู้สึกเย็นวาบไปที่กลางหลังและมีเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผากโดยไม่รู้ตัว เขาไม่กล้าทำตัวกร่างแต่รีบทักทายเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยท่าทีที่นอบน้อมที่สุด
ตำรวจและผู้คุมไม่ได้ขัดขวางและอนุญาตให้เขาพูดคุยกับหวังชุ่ยเฟิ่งได้ตามสะดวก
ถานเจ้าซิงยื่นข้าวของเครื่องใช้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนจะเดินไปนั่งลงตรงข้ามกับหญิงคนรัก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยว่า "เรื่องลูกฉันจัดการหาคนดูแลให้แล้วนะ เธอตั้งใจบำบัดให้หายเถอะ"
"อาซิง ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ช่วยประกันตัวฉันออกไปได้ไหม? ฉันสัญญาว่าจะบำบัดอยู่ที่บ้านเองก็ได้นะ ฉันจะตั้งใจบำบัดจริงๆ" เมื่อเห็นถานเจ้าซิง หวังชุ่ยเฟิ่งก็เหมือนเห็นที่พึ่งสุดท้ายเธอร้องไห้โฮขอความช่วยเหลือด้วยน้ำตาที่นองหน้า
"ไม่อนุญาตให้ประกันตัวเด็ดขาด!" เจ้าหน้าที่ตำรวจชิงตอบอย่างเด็ดขาด "หวังชุ่ยเฟิ่ง เธอมีประวัติการใช้ยาเสพติดมาก่อน ครั้งก่อนที่โดนจับข้อหามั่วสุมเราก็ยอมให้เธอบำบัดในชุมชนเพราะนึกว่าเธอจะกลับตัวได้ แต่พอเผลอเธอกลับไปค้ายาและใช้ยาซ้ำอีก แถมยังเลวทรามถึงขั้นให้เด็กตัวเล็กๆ พกพายาเสพติดติดตัวด้วย ซึ่งเป็นการทำลายอนาคตของเด็กอย่างรุนแรง ครั้งนี้เราจึงต้องใช้มาตรการบังคับบำบัดขั้นสูงสุด โดยจะต้องถูกกักตัวบำบัดอย่างน้อยหนึ่งปี และถ้ายังไม่สำเร็จอาจจะถูกขยายเวลาเป็นสามปีหรือนานกว่านั้น"
"โธ่... ฉันรู้ซึ้งถึงความผิดแล้วจริงๆ จ้ะคุณตำรวจ ฉันมันหน้ามืดตามัวไปเองที่เอาของพรรค์นั้นไปใส่ในเป้ลูกชาย ช่วงหลายวันที่ผ่านมาฉันสำนึกผิดแล้วนะจ๊ะ ให้โอกาสฉันเถอะ ฉันจะกลับตัวเป็นคนใหม่จริงๆ..."
หวังชุ่ยเฟิ่งร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลพราก เธอเกลียดการต้องมาอยู่ในศูนย์บำบัดที่บรรยากาศไม่ต่างจากคุก ขืนต้องอยู่ไปอีกหลายเดือนเธอคงเฉาตายแน่ๆ ถ้าได้บำบัดในชุมชนถึงแม้จะใช้ยาไม่ได้แต่อย่างน้อยเธอก็ยังออกไปเล่นไพ่นกกระจอกหรือไปเที่ยวเล่นในเมืองได้ตามใจชอบ
แม้เธอจะร้องไห้จนน่าเวทนาเพียงใดแต่น้ำตาของเธอก็ใช้ไม่ได้ผลกับกฎหมาย เสียงร้องไห้ที่ดังไม่หยุดทำให้ผู้คุมเริ่มรำคาญจึงจัดการลากตัวเธอออกไปเพื่อส่งเข้าห้องพักที่เตรียมไว้
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของใช้ของหวังชุ่ยเฟิ่งจนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่ ก็จัดการลงบันทึกและให้ถานเจ้าซิงเซ็นกำกับไว้เป็นหลักฐานก่อนจะนำของเหล่านั้นไปให้เธอ
เมื่อส่งของเสร็จและไม่มีธุระอะไรต่อ ถานเจ้าซิงก็เดินออกจากศูนย์บำบัด เขาอดไม่ได้ที่จะใช้มือปาดเหงื่อที่หน้าผากเบาๆ โชคดีเหลือเกินที่ครั้งนี้เขาไม่ได้คิดจะใช้เส้นสายหรือทุ่มเงินเพื่อประกันตัวนังผู้หญิงคนนี้ออกมา ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกจับพิรุธและได้รับความเดือดร้อนไปด้วยแน่ๆ
การที่หวังชุ่ยเฟิ่งถูกบังคับบำบัดยาเสพติดอย่างเข้มงวดขนาดนี้ คาดว่าคงเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่คอยคุ้มครองเล่ออวิ้นเพื่อป้องกันไม่ให้นังคนพรรค์นี้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ยัยหนูนั่นอีก และคนกลุ่มนี้คงจะคอยติดตามผลการบำบัดอย่างใกล้ชิด หากใครริอ่านจะใช้ช่องทางพิเศษพาเธอออกมาล่วงหน้าล่ะก็ คงไม่มีจุดจบที่สวยงามแน่นอน
ถานเจ้าซิงไม่กล้าเสี่ยงชีวิตไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของหวังชุ่ยเฟิ่งอีก เขารีบสตาร์ทรถและขับหนีไปอย่างรวดเร็ว ในเมื่อนังตัวดีเข้าไปอยู่ข้างในแล้ว เขาก็ต้องกลับไปคุยกับพ่อแม่ให้เข้าใจเพื่อขอให้พวกท่านช่วยมาดูแลหวังเซิ่งเซวียนแทน
ตำรวจจากอำเภอฝางยังไม่รีบร้อนเดินทางกลับ พวกเขาใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานกับเพื่อนร่วมอาชีพในพื้นที่ ส่วนบลูทรีเองก็ไม่ได้รีบเร่งอะไร เขาสนุกกับการเรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ของท้องถิ่นอย่างออกรส
หลังจากสิ้นสุดวันหยุดยาวกว๋อชิ่ง บรรดาลูกหลานตระกูลวรยุทธ์ที่ประจำอยู่ในปักกิ่งต่างก็เริ่มออกมาเดินเล่นแถวร้านอาหารซานเว่ยเซวียนเพื่อคลายเหงา แต่ทุกคนกลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่านายน้อยเซวียนที่เป็นพ่อครัวใหญ่ยังไม่กลับมาถึงร้าน ทุกคนต่างสงสัยว่านายน้อยแห่งตระกูลเซวียนหยวนที่หลงใหลในการทำอาหารขนาดนั้น ทำไมถึงยอมทิ้งหน้าเตามานอนอืดอยู่ที่บ้านจนขึ้นราได้นะ?
บรรดาคุณชายและว่าที่ผู้นำตระกูลวรยุทธ์ทั้งหลาย ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้ว่าคุณชายห้าซินแอบหนีไปเที่ยวบ้านเกิดของเล่ออวิ้นในช่วงวันหยุดยาว แต่พอเขากลับถึงปักกิ่งในวันที่สองทุกคนถึงได้รู้ความจริง ความอิจฉาตาร้อนจึงพุ่งพล่านไปทั้งวงการ ทุกคนต่างรุมโทรหาและส่งข้อความไปจิกเพื่อขอนัดคุยเรื่องการเดินทางครั้งนี้กันอย่างล้นหลาม
คุณชายห้าซินที่หิ้วเอาผลไม้และอาหารรสเลิศมาจากบ้านเล่อ มีหรือจะยอมแบ่งปันให้ใคร เขาเลือกที่จะปิดเครื่องเงียบและซ่อนตัวอยู่ในวิลล่าของตระกูลอย่างสุขสบาย เขาตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการของอร่อยให้หมดก่อนถึงค่อยโผล่หน้าไปเจอพวกขี้อิจฉาเหล่านั้น
ในขณะที่คนอื่นกำลังสนุกกับการใช้ชีวิต เล่ออวิ้นและเยี่ยนสิงก็ยังคงวิ่งวุ่นข้ามขุนเขาอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งคู่ต้องผ่านเส้นทางที่สูงชันและอันตรายเพื่อหลบเลี่ยงสายตาผู้คน จนกระทั่งกลับมาถึงพื้นที่สำรวจทางทิศใต้ หลังจากเดินเท้าและปีนเขามาอย่างหนักหน่วงจนเข้าสู่เส้นทางที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ ทั้งคู่ก็เดินผ่านจุดชมวิวชื่อดังและมุ่งหน้าไปรับรถที่บลูทรีจอดทิ้งไว้
เมื่อทั้งคู่มาถึงจุดจอดรถเวลาก็ล่วงเลยไปหลังบ่ายสองโมงแล้ว เยี่ยนสิงเข้าไปรับกุญแจรถจากเจ้าหน้าที่และจ่ายค่าจอดรถให้เรียบร้อยก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ทันที
หลังจากขับรถไปได้ประมาณสี่สิบนาทีก็ถึงเขตศึกษาธรรมชาติทางตอนใต้ของเขาเสินหนง เล่ออวิ้นให้พี่เยี่ยนขับรถเลี้ยวออกจากถนนสายหลักเข้าสู่ทางดินที่เกิดจากธรรมชาติ เธอสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางไปมาอยู่หลายรอบจนมาถึงจุดที่เหมาะสมจึงบอกให้หยุดรถ เล่ออวิ้นมุดหายเข้าไปในป่าลึกทันทีโดยนัดแนะให้เยี่ยนสิงไปรอรับเธอในจุดที่กำหนดไว้ในวันพรุ่งนี้
ความจริงเยี่ยนสิงก็อยากจะทำตัวเป็นเงาตามติดเธอเข้าไปในป่าด้วยใจแทบขาด เพราะเขาสันนิษฐานว่าจุดที่ยัยหนูจะไปต้องเป็นหนึ่งในสวนยาสลับซับซ้อนที่บรรพบุรุษของเธอสร้างไว้แน่นอน แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ควรล่วงเกินพื้นที่ส่วนตัวของเธอ เมื่อนึกถึงผลไม้รสเลิศที่อาจจะได้รับรางวัลขากลับเขาจึงยอมตัดใจ และขับรถมุ่งหน้าไปที่ตำบลปลา (อวี๋เจิ้น) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารของเขาเสินหนงเพื่อสำรวจพื้นที่รอ
เนื่องจากต้องวิ่งไปตามเส้นทางธรรมชาติที่คดเคี้ยว ทำให้เขาต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงถึงจะถึงตำบลปลา เขาจัดการจองห้องพักในโรงแรมและออกไปเดินเล่นที่ถนนเพื่อหาของกินพื้นเมืองทาน เขาเห็นงานฝักสานไม้ไผ่ที่สวยงามวางขายอยู่เต็มไปหมด ก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านเล่อนั้นเครื่องไม้ไผ่ที่ใช้ตากสมุนไพรดูจะเริ่มไม่เพียงพอ บางครั้งต้องเอาไปตากที่พื้นระเบียงชั้นบนซึ่งต้องคอยเก็บเช้าเก็บเย็นดูท่าทางจะลำบากน่าดู เขาจึงไม่รอช้า จัดการสวมวิญญาณป๋าบ้าช้อปปิ้งกวาดซื้อเครื่องไม้ไผ่ชุดใหญ่มาจนเต็มท้ายรถ
เขาเห็นคนนำเห็ดป่ามาขายก็กะว่าจะซื้อไปฝากยัยหนูแต่ก็กลัวว่าขังไว้ในรถข้ามคืนเห็ดจะเน่าเสียก่อนจึงจำต้องปล่อยไป เขาวนเล่นอยู่ในเมืองอีกรอบก่อนจะกลับเข้าห้องพัก จัดการแฮกสัญญาณไวไฟเพื่อใช้คอมพิวเตอร์พกพาเข้าสู่อินเทอร์เน็ต เขาเริ่มสืบค้นข้อมูลที่อยู่ เลขบัตรประชาชน และรูปถ่ายของมาเฟยอวี่อย่างละเอียด ก่อนจะส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ทีมงานฝ่ายสืบสวนทางไซเบอร์ช่วยตามรอยพิกัดล่าสุดของไอ้คนที่ชื่อม้าคนนี้ทันที
ในขณะที่รอเพื่อนร่วมทีมทำงาน เยี่ยนสิงเองก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาสวมบทนักสืบพยายามตามรอยไอ้คนแซ่มาด้วยตัวเอง และยังไม่ทันที่เขาจะขุดคุยอะไรได้มากนัก ทีมงานก็ส่งข้อมูลเบื้องต้นมาให้เสียก่อน
พอได้เห็นข้อมูลเขาก็ถึงกับตะลึง! ใครจะไปนึกว่าไอ้คนที่หวงหมิงเล่ยเรียกว่าพี่ม้านั้น ตอนนี้จะไปสถิตอยู่ที่มณฑลฉงชิ่งมานานหลายปีแล้ว จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางทั่วประเทศ ไม่พบประวัติว่าเขาเคยซื้อตั๋วเดินทางกลับบ้านเกิดเลยสักครั้ง ซึ่งตีความได้สองอย่างคือ หนึ่งเขาตัดขาดจากทางบ้านไปแล้ว หรือสองเขาเลือกใช้พาหนะส่วนตัวหรือรถที่ไม่ต้องใช้บัตรประชาชนในการซื้อตั๋วเพื่อเดินทางกลับบ้านเงียบๆ
ไอ้จิ๊กโก๋หวงบอกว่าพี่ม้าหนีไปกบดานที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ตอนนี้กลับไปโผล่ที่ฉงชิ่งเสียอย่างนั้น แล้วทำไมเขาต้องย้ายที่อยู่ล่ะ? ย้ายไปตอนไหน? และช่วงที่ย้ายเขาเคยแอบกลับมาที่บ้านเกิดบ้างไหม?
คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัว เยี่ยนสิงจึงดึงเบอร์มือถือของเป้าหมายออกมาจากข้อมูลทีมงาน และลองสืบค้นเบอร์มือถือของพ่อแม่เขาเพื่อดูว่ามีการติดต่อกันบ้างหรือไม่
พ่อของมาเฟยอวี่เป็นคนเดียวในบ้านที่มีโทรศัพท์มือถือ จากการตรวจสอบประวัติการโทร พบว่าเขามีการติดต่อกับลูกชายอยู่เป็นประจำ แทบจะทุกเดือนเลยทีเดียวแม้ว่าบางครั้งจะคุยกันเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม
ในเมื่อมาเฟยอวี่ยังมีการติดต่อกับครอบครัวอยู่ตลอดแต่คนในบ้านกลับไม่เคยเอ่ยถึงเขาให้ใครฟัง ย่อมมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขากำลังต้องการปกปิดความลับบางอย่าง และตัวเป้าหมายเองก็คงไม่อยากกลับไปข้องแวะกับพวกเพื่อนนักเลงกลุ่มเดิมอีกแล้ว
เมื่อรู้พิกัดที่แน่ชัดเยี่ยนสิงก็เริ่มเบาใจ แม้บางอย่างจะยังดูไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไร เพราะรู้ที่อยู่แล้วทุกอย่างย่อมจัดการง่ายขึ้น อย่างมากก็แค่เสียเวลาเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมและความสัมพันธ์รอบตัวเขา หรือถ้าขี้เกียจรอเขาก็อาจจะส่งฉื่อสิบสี่มาจัดการสะกดจิตรีดความลับออกมาให้จบเรื่องไปเลยก็ได้
ใจร้อนทานเต้าหู้ร้อนไม่ได้ เยี่ยนสิงจึงส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ลูกน้องหมายเลขยี่สิบเจ็ดเพื่อให้ช่วยไปสืบข่าวในพื้นที่ที่มาเฟยอวี่อาศัยอยู่เพื่อหาความลับที่อาจซ่อนอยู่ เมื่อโยนงานเสร็จเขาก็หันไปจัดการงานค้างอื่นๆ ต่ออย่างขะมักเขม้น
เขาจดจ่ออยู่กับงานจนกระทั่งฟ้ามืดจึงปิดคอมพิวเตอร์และตัดสัญญาณไวไฟ จัดการเก็บของมีค่าลงกระเป๋าเป้สะพายติดตัวออกไปหาอะไรทานข้างนอก
เยี่ยนสิงในคราบหนุ่มหล่อ (ที่แปลงโฉมมานิดหน่อยแต่ก็ยังหล่ออยู่ดี) ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้านอาหารก็กลายเป็นจุดสนใจทันที พอเขานั่งลงก็มีสาวสวยที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ เดินเข้ามาชวนคุย และไม่ได้มีแค่คนเดียวแต่ทยอยกันเข้ามาทักทายไม่ขาดสาย คาดว่าคงจะเป็นพวกนักท่องเที่ยวสายลุยที่มาหาประสบการณ์รักต่างแดนและมีนิสัยที่ค่อนข้างเปิดเผย
ขณะที่เขากำลังรออาหาร ก็มีผู้หญิงมากหน้าหลายตาเดินแวะเวียนเข้ามาหา บางคนก็มีกลิ่นตัวแรง บางคนก็ประโคมน้ำส้มจนฉุนกึ๊ก แถมยังได้กลิ่นเครื่องสำอางเกรดต่ำโชยมาเป็นระยะ เยี่ยนสิงเริ่มรู้สึกอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว ทันทีที่เขาปฏิเสธคนหนึ่งไป ก็มีหญิงสาวรุ่นคนใหม่เดินส่ายสะเอวตรงรี่เข้ามาหา เธอไว้ผมยาวสลวยสวมเสื้อแขนยาวดีไซน์ไหล่กว้างที่มีลายลูกไม้อยู่ที่แขน ใส่กระโปรงสั้นรัดรูปสีแดงสดอวดสะโพกดินระเบิดพร้อมถุงน่องสีดำ ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มจนหนาเตอะด้วยลุคเน็ตไอดอลยอดนิยม ทาแป้งจนขาววอกไปทั้งหน้า
หญิงสาวคนนี้ดูจะมั่นใจในทรวงอกที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ของตัวเองเป็นพิเศษ เธอเดินนวยนาดอยู่บนรองเท้าส้นสูงปรี๊ด เดินบิดเอวไปมาจนหน้าอกสั่นสะเทือนไปตามจังหวะก้าวเดิน หากไปอยู่ในผับย่อมเรียกเสียงฮือฮาจากพวกผู้ชายได้ไม่ยากแน่ๆ
แต่น่าเสียดายที่เยี่ยนสิงเข้าไม่ถึงรสนิยมแบบนี้ โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่ใช้ใบหน้าแทนกระดานลงสี ทาหน้าหนาเตอะขนาดนี้ไม่รู้สึกหนักบ้างหรือไงกัน? หญิงสาวที่ดูสวยแบบปรุงแต่งคนนี้ยังไม่ทันเดินถึงตัวเขากลิ่นน้ำหอมยี่ห้อชาแนลราคาแพงก็พุ่งเข้ามาปะทะจมูกอย่างแรง
ต่อให้เป็นน้ำหอมแบรนด์เนมระดับโลก แต่ในความรู้สึกของเขามันช่างเป็นกลิ่นสังเคราะห์ที่ฉุนกึกจนน่ารำคาญใจ กลิ่นน้ำหอมที่ผ่านการปรุงแต่งจะไปเทียบกับกลิ่นกายตามธรรมชาติของยัยหนูเล่อเล่อได้ยังไงกัน กลิ่นกายของเธอช่างหอมอ่อนละมุนและอบอุ่น ไม่ว่าฤดูไหนก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจได้เสมอ
เมื่อถูกกลิ่นน้ำหอมปนกลิ่นเหงื่อจู่โจม เยี่ยนสิงก็รู้สึกรังเกียจจนต้องดึงกระดาษทิชชูออกมาปิดจมูกไว้ เหตุผลที่เขาเกลียดผู้หญิงก็คือกลิ่นแปลกปลอมบนร่างกายพวกเธอนี่แหละที่ทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่ด้วยความขยะแขยง
สาวสวยผมยาวในกระโปรงแดงเดินนวยนาดมาที่โต๊ะของชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาระดับเทพบุตร เธอแกล้งเสียหลักโน้มตัวลงมาพิงไหล่ของเขาพลางส่งสายตาหยาดเยิ้ม "พี่ชาย... ออกมาเที่ยวคนเดียวเหรอจ๊ะ? น้องสาวขอเลี้ยงเหล้าสักแก้วได้ไหมเอ่ย?"
เมื่อเห็นหน้าอกหน้าใจถูกส่งมาประชิดตัว เยี่ยนสิงก็รีบเอี้ยวตัวหลบและลุกขึ้นยืนทันที เขาเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่ดุดันและจริงจัง "กรุณาให้เกียรติกันด้วยครับ ถ้าพวกคุณอยากหาคู่นอนคืนเดียวล่ะก็เชิญไปหาที่อื่น ผมไม่ได้มาขายตัวและก็ไม่ได้มาซื้อกินด้วย"
สาวสวยที่เข้าหาผิดจังหวะถึงกับหน้าตึงไปชั่วครู่ วินาทีต่อมาเธอก็แสร้งทำเป็นหัวเราะเสียงแหลมพลางทำท่าทีออดอ้อน "พี่ชายล่ะก็... พูดจาใจร้ายจังเลยนะ น้องน่ะอยากจะหาคนมาเป็นแฟนยาวๆ ไปจนถึงแต่งงานต่างหากล่ะจ๊ะ น้องเห็นพี่แล้วรู้สึกรักแรกพบเลยนะ พี่ชาย... ขอแลกวีแชทไว้เป็นเพื่อนกันหน่อยได้ไหมจ๊ะ?"
"ผมมีคู่หมั้นคู่หมายที่ผู้ใหญ่จัดการไว้ให้แล้วครับ" เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนี้หน้าด้านหน้าทน เยี่ยนสิงจึงขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ "คู่หมั้นของผมเป็นตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียง ทั้งส่วนสูง หน้าตา และการศึกษานั้นอยู่ในระดับสูงสุด คุณน่ะ... ไม่ผ่านเกณฑ์แม้แต่นิดเดียว ลำพังกิริยามารยาทแบบนี้อย่าว่าแต่จะเข้าหาผู้ใหญ่ที่บ้านผมเลย แค่คิดจะย่างก้าวเข้าประตูบ้านไปเป็นแม่บ้านก็ยังเป็นได้แค่ฝันกลางวันเท่านั้นแหละ"
ทิ้งคำพูดที่เจ็บแสบไว้เพียงประโยคเดียว เยี่ยนสิงก็เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์และสั่งให้พนักงานจัดอาหารใส่ห่อเพื่อนำกลับไปทานที่พักทันที แค่จะมาทานมื้อเย็นยังต้องมาเจอผู้หญิงนิสัยเสียตามตื้อแบบนี้ คนเราถ้าหน้าด้านไร้ยางอายขึ้นมานี่มันช่างไร้เทียมทานจริงๆ
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่ฝีปากกลับร้ายกาจและไม่ไว้หน้าใครเลยแม้แต่น้อย คนในร้านที่แอบฟังอยู่ต่างก็เข้าใจความหมายได้ทันที ชายหนุ่มกำลังจะสื่อว่าสาวสวยคนนี้ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาเลยสักนิด เปรียบเสมือน "คางคกอยากกินเนื้อพญาหงส์" อย่างแท้จริง
ใบหน้าสวยงามที่ปรุงแต่งมาอย่างดีเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนเก็บอาการไม่อยู่ เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างขุ่นมัวก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากร้านไปยืนรออยู่ไม่ไกล
เมื่อสาวสวยเดินจากไป บรรยากาศในร้านก็กลับสู่ความสงบ ทุกคนต่างก็ก้มหน้าทานอาหารหรือเล่นมือถือของตัวเองต่อ
เยี่ยนสิงยืนรอรับอาหารอยู่ที่หน้าต่างบริการ เมื่อได้ห่ออาหารมาแล้วเขาก็รีบเดินออกจากร้านและใช้สายตาที่ว่องไวกวาดมองไปรอบๆ เขาเห็นหญิงสาวคนเดิมยืนหลบอยู่ในเงามืดข้างร้านอาหารก็ได้แต่แค่นหัวเราะในใจ หุ่นไล่กาพรรค์นี้ยังคิดจะมาเล่นซ่อนแอบกับมืออาชีพอย่างเขาอีกงั้นเหรอ?
เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและเดินจ้ำมุ่งหน้าไปตามถนนใหญ่ เมื่อเดินไปได้ไม่กี่เมตรเขาก็สัมผัสได้จากหางตาว่าเธอเริ่มเดินออกมาจากเงาวืดและแอบสะกดรอยตามเขามาอย่างรวดเร็ว
"ตามฉันมางั้นเหรอ... คิดจะทำอะไรกันแน่?" เยี่ยนสิงแบ่งสมาธิมาวิเคราะห์พฤติกรรมของเธอ ความเป็นไปได้มีอยู่สองทาง คือหนึ่งเธออยากรู้ที่พักของเขาเพื่อจะตามมาขายบริการกลางดึก หรือสองคือเธออยากรู้ที่พักเพื่อจะเรียกพวกนักเลงมาจัดการเขา
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่มันจะกลายเป็นความน่ารำคาญที่ทำให้เขาเสียเวลา เขาใช้เวลาคิดเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปตามถนนใหญ่ แล้วเลี้ยวเข้าสู่ตรอกซอกซอยที่มืดมิด
เขาเดินลึกเข้าไปในซอยมืดจนถึงจุดที่ไม่มีแสงจากโคมไฟถนน จึงเริ่มเร่งความเร็ว เมื่อถึงทางแยกเขาก็เลี้ยวหายเข้าไปในซอยถัดไปและใช้วิชาตัวเบาวิ่งเหยาะๆ โดยใช้เพียงปลายเท้าแตะพื้น เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเพียงไม่กี่ครั้งเขาก็หายวับไปกับความมืดอย่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวกระโปรงแดงเดินตามมาได้สักพัก พอถึงช่วงที่ไร้แสงไฟและทางแยกเธอก็เริ่มสับสน เธอพยายามใช้ไฟฉายจากมือถือส่องทางมุ่งหน้าต่อไปได้อีกไม่กี่เมตรก็เจอทางแยกอีกครั้ง แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของชายหนุ่ม เธอจึงหยุดฝีเท้าแล้วกระทืบเท้าด้วยความโกรธ "หายหัวไปไหนแล้วเนี่ย! อย่าให้แม่เจอตัวนะ ขืนเจอตัวอีกล่ะก็แม่จะให้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของฉัน จะทำให้แกต้องคลานออกไปจากตำบลปลาแห่งนี้เลยเชียว!"
เมื่อหาคนไม่เจอ การจะตามต่อไปย่อมไร้ประโยชน์ เธอจึงเดินย้อนกลับไปที่ถนนสายหลักและมองซ้ายมองขวาอยู่พักใหญ่ เมื่อมั่นใจว่าเขาไม่ได้หลบอยู่แถวนี้เธอจึงเดินฟัดเหวี่ยงมุ่งหน้าไปทางเขตที่พักของข้าราชการในตำบลทันที
เยี่ยนสิงที่แอบซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ อีกฝั่งหนึ่ง ยืนพิงกำแพงบ้านเรือนราษฎรนิ่งเงียบ เขาเงี่ยหูฟังเสียงส้นสูงที่ดังกระทบพื้นดินจนมั่นใจว่าเธอถอดใจและเดินจากไปแล้ว
เขาได้ยินเสียงเธอตะโกนสาปแช่งและข่มขู่ด้วยน้ำเสียงที่กร่างสุดๆ ก็แอบหัวเราะในใจ ดูท่าทางผู้หญิงคนนี้จะเป็นลูกสาวผู้มีอิทธิพลในตำบลปลาแห่งนี้แน่นอน ถึงได้กล้าอ้างว่า "คางคกหาว... ปากคอเราะร้าย" และคิดจะใช้อำนาจมืดจัดการคนแปลกหน้าแบบนี้
เขารอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเธอหายลับไปกับถนนใหญ่จึงค่อยเดินออกมาจากที่ซ่อน เขาเดินสังเกตการณ์อยู่ในความมืดครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลียบกำแพงเดินกลับไป เมื่อถึงริมถนนเขาก็ซุ่มดูจนมั่นใจว่าเธอไม่ได้แอบดักรออยู่เหมือน "กระต่ายรอใต้ต้นไม้" จึงรีบเดินมุ่งหน้ากลับโรงแรมทันที
ทันทีที่ถึงโรงแรม เยี่ยนสิงไม่รอช้า จัดการเก็บข้าวของและลงไปทำเรื่องคืนห้องทันที แม้เขาจะเพิ่งเข้าพักได้เพียงครึ่งวันแต่เขาก็ยอมจ่ายเงินเต็มวันโดยไม่เสียดาย หลังจากคืนห้องเสร็จเขาก็หิ้วห่ออาหารและเป้กระโดดขึ้นรถตู้แล้วขับออกจากตำบลไปทันที
เขาไม่ได้เกรงกลัวอำนาจข้าราชการท้องถิ่นหรือพวกนักเลงหัวไม้หรอกนะ แต่เขาแค่ไม่อยากพาตัวเองไปพัวพันกับปัญหาที่น่ารำคาญ และในตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากให้ใครในตำบลปลาล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ในเมื่อมีรถคู่ใจอยู่แล้ว สู้ขับออกไปนอนในรถท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบนอกเมืองยังจะสบายใจกว่าตั้งเยอะ
[จบแล้ว]