- หน้าแรก
- สาวน้อยสู้ชีวิตกับมิติบำบัดใจ
- บทที่ 720 - การหยั่งเชิง
บทที่ 720 - การหยั่งเชิง
บทที่ 720 - การหยั่งเชิง
บทที่ 720 - การหยั่งเชิง
★★★★★
วันเสาร์ที่ 16 กันยายน
ขณะที่งานกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติกำลังจัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ ณ เมืองหาง บรรดาตระกูลชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างก็ถือโอกาสในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทยอยเดินทางไปเยี่ยมเยียนท่านผู้เฒ่าเฮ่อสาม เพื่อมอบของขวัญแสดงความยินดีล่วงหน้า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของยาทวดเฮ่อ
ในวันชาติจีนที่จะถึงนี้ ยาทวดเฮ่อจะมีอายุครบหนึ่งร้อยปีบริบูรณ์
ท่านไม่เพียงเป็นทหารผ่านศึกผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดิน แต่ยังเป็นหนึ่งในภรรยาม่ายของวีรชนปฏิวัติที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน กอปรกับตระกูลเฮ่อเองก็เป็นผู้นำแถวหน้าในหลากหลายวงการ ดังนั้น ตระกูลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเฮ่อย่อมไม่อาจละเลยมารยาท ต่างพากันส่งของขวัญมาแสดงความเคารพ แม้ของขวัญจะไม่ได้เน้นที่มูลค่ามหาศาล แต่ล้วนเปี่ยมไปด้วยความหมายมงคล
ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เดือนกันยายน คฤหาสน์ตระกูลเฮ่อก็คึกคักไปด้วยแขกเหรื่อจากตระกูลต่างๆ ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนในวันหยุดสุดสัปดาห์จนกลายเป็นเรื่องปกติ
คู่สามีภรรยาเฮ่อสามพร้อมด้วยลูกหลานต่างอยู่ต้อนรับแขกเหรื่ออย่างอบอุ่น พร้อมกับเปิดทีวีดูการถ่ายทอดสดพิธีปิดงานกีฬานักเรียนนักศึกษาที่เมืองหางไปด้วย บทสนทนาระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือนเป็นไปอย่างออกรส ทั้งเรื่องสัพเพเหระและเรื่องกีฬา บรรยากาศอบอวลไปด้วยความชื่นมื่น
หลังพิธีปิดสิ้นสุดลง ทัพนักกีฬานักศึกษานับพันชีวิตจากทั่วสารทิศต่างโบกมืออำลาสนามแข่งขัน แยกย้ายกันเดินทางกลับภูมิลำเนา มีเพียงไม่กี่ทีมที่รอกลับในวันรุ่งขึ้น
นักกีฬาทีมเมืองหลวงต่างเร่งรีบเดินทางไปยังสถานีรถไฟ เพื่อจับรถไฟเที่ยวบ่ายกลับปักกิ่ง เช่นเดียวกับตัวแทนจากเมือง T และมณฑล H เป่ย ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักกีฬาและแฟนกีฬาจำนวนมหาศาล การรถไฟได้เพิ่มเที่ยวรถและตู้โดยสารในเส้นทางยอดนิยมหลายสาย ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องตั๋วไม่เพียงพอ
ทางด้านเล่ออวิ้น นางฝากถ้วยรางวัลและสัมภาระทั้งหมดให้พี่ชายรูปงามและโค้ชโอวช่วยขนกลับเมืองหลวง ส่วนตัวเองกับพี่เยี่ยนสุดหล่อ ขอปลีกตัวเดินทางไปเป็นแขกที่บ้านตระกูลซื่อตามคำเชิญ
ตลอดช่วงการแข่งขัน คุณชายห้าซินและคนในตระกูลซื่อต่างติดตามชมการถ่ายทอดสดทุกวัน พวกเขาต่างลงความเห็นว่า การที่แม่สาวงามทำผลงานได้ยอดเยี่ยมระดับทำลายสถิตินั้น เป็นเรื่องที่ "สมเหตุสมผล" ที่สุดแล้ว
คนของสำนักแพทย์เซียนลงสนามทั้งที ถ้าไม่ได้ที่หนึ่งสิถึงจะแปลก!
เรื่องนี้เปรียบได้กับลูกหลานจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรหรือตระกูลยุทธ์โบราณ หากผันตัวมาเป็นนักกีฬาก็ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือระดับท็อป แต่โดยทั่วไปแล้ว ทายาทสายตรงมักจะยึดถือหลักการ "ทำตัวให้ต่ำ ทำงานให้สูง" เก็บตัวเงียบเชียบ ไม่ค่อยออกมาโลดแล่นเป็นนักกีฬาอาชีพ เว้นแต่จะมีใจรักในกีฬานั้นจริงๆ ถึงจะยอมละทิ้งเส้นทางการฝึกตน
ส่วนลูกหลานสายรองหรือสายย่อยนั้น มีไม่น้อยที่เคยเป็นนักกีฬาทีมชาติ และเกือบทุกคนก็เคยคว้าเหรียญรางวัลในระดับนานาชาติมาแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่เมื่อปลดเกษียณจากการเป็นนักกีฬา พวกเขาก็กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่าย กลมกลืนไปกับผู้คนทั่วไป
...
ตระกูลซื่อจัดรถมารับแม่หนูน้อยเล่อถึงห้าคัน
คุณชายห้าซินนั่งรถคันเดียวกับเล่ออวิ้นและคุณชายเยี่ยนที่เบาะหลัง ภายในรถเตรียมขนมสูตรลับเฉพาะของตระกูลและผลไม้สดใหม่ตามฤดูกาลไว้รับรองอย่างเพียบพร้อม เล่ออวิ้นกอดถุงขนมเคี้ยวตุ้ยๆ ไปตลอดทางอย่างมีความสุข
ความน่ารักเป็นธรรมชาติและไม่ถือตัวของแม่สาวงาม ทำให้คุณชายห้าซินและเหล่าบอดี้การ์ดพลอยยิ้มแก้มปริและอารมณ์ดีไปตามๆ กัน
แซ่ "ซื่อ" นั้นเป็นแซ่โบราณที่แตกแขนงออกเป็นหลายแซ่ในปัจจุบัน เช่น อวี่ , ซิน , เฟ่ย , เซี่ย, โอวหยาง , ซือคง , ถาน, โจว , เจิง เป็นต้น ทำให้คนทีใช้นามสกุล "ซื่อ" ดั้งเดิมจริงๆ กลับมีจำนวนไม่มากนัก
รากเหง้าของตระกูลซื่อฝังลึกอยู่ที่เจียงหนาน แม้ประวัติศาสตร์จะพัดพาให้ต้องอพยพโยกย้ายไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายสายเลือดหลักก็ยังคงหวนคืนสู่ถิ่นกำเนิด
ปัจจุบัน ตระกูลซื่อพำนักอยู่ที่ตีนเขา "ไคว่จี" ขุนเขาชื่อดังแห่งเจียงหนาน ซึ่งไม่ใช่หมู่บ้านต้าอวี่ที่คนทั่วไปรู้จัก แต่เป็นหมู่บ้านตำบลที่ดูภายนอกเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตำนานเหล่านั้นเลย
ขบวนรถของคุณชายห้าซินเคลื่อนออกจากเมืองหาง มุ่งหน้าสู่ถิ่นพำนักตระกูลซื่อด้วยความเร็วปานกลาง ขณะที่พวกเขายังนั่งรถชมวิวทิวทัศน์ โค้ชโอวและคณะนักกีฬาเมืองหลวงก็เดินทางถึงสถานีรถไฟความเร็วสูง กินมื้อเที่ยงเสร็จและเช็กอินเข้าชานชาลา เพื่อขึ้นรถไฟเที่ยว 12.50 น. กลับเมืองหลวง
เมื่อรถไฟของพี่ชายรูปงามเคลื่อนขบวนออกจากสถานี ขบวนรถของตระกูลซื่อก็เดินทางมาถึงตีนเขาไคว่จี เลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเล็กที่มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านเก่าแก่
เขาไคว่จี... ยอดเขานับพันตั้งตระหง่านแข่งกันเสียดฟ้า หุบเขาลึกมีสายน้ำใสไหลริน ต้นไม้เขียวชอุ่มปกคลุมราวกับเมฆหมอกและแสงตะวันยามเช้า
ชาวตระกูลซื่ออาศัยอยู่ที่ตีนเขา ด้านหลังพิงขุนเขาอันมั่นคง ด้านหน้าไม่ไกลมีสายน้ำไหลผ่าน ทัศนียภาพขุนเขาและสายน้ำผสานกลมกลืนกับบรรยากาศท้องทุ่งอันเงียบสงบ
เอกลักษณ์บ้านเรือนของเมืองเส้าซิงคือ "ไถเหมิน"
ไถเหมิน คือกลุ่มเรือนที่มีขนาดใหญ่ เป็นลานบ้านแบบปิดที่มีความเป็นสัดส่วน คล้ายกับบ้านสี่ประสาน แต่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเส้าซิง
สิ่งปลูกสร้างในถิ่นพำนักตระกูลซื่อเกือบทั้งหมดเป็นแบบไถเหมิน แม้จะไม่ได้วิจิตรบรรจงเหมือนในเมืองโบราณ หรือโอ่อ่าเคร่งขรึมเหมือนคฤหาสน์ขุนนางใหญ่โต แต่ส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ปูด้วยอิฐและหินสีเทาดำ ดูเรียบง่าย สมถะ และเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง
เมื่อมองจากปากทางเข้าหมู่บ้าน ถัดจากตึกสมัยใหม่เข้าไปคือกลุ่มอาคารผนังขาวหลังคาสีเทาดำ อาคารที่ดูสะอาดตาและสง่างามตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงบ สายน้ำที่ถูกชักนำมาจากที่ไกลไหลลัดเลาะผ่านหมู่บ้าน ตรอกซอยปูด้วยแผ่นหิน ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายโบราณอันยาวนาน
เนื่องจากถนนในหมู่บ้านค่อนข้างแคบ รถยนต์จึงวิ่งได้แค่บนถนนสายหลัก ไปจอดที่ทางแยกแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มตระกูลซื่อขับรถไปเก็บ ส่วนคุณชายห้าซินพาชายหนุ่มอีกหลายคนเดินนำแม่หนูน้อยเล่อและคุณชายเยี่ยนลัดเลาะไปตามตรอกหิน ผ่านซอยเล็กซอยน้อย จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูไถเหมินขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่โบราณ
ซุ้มประตูไม่มีลวดลายแกะสลักวิจิตร มีเพียงหินสีเขียวอมฟ้าก่อเรียงกันอย่างเรียบง่าย แต่กลับไม่อาจปิดบังความรู้สึกขลังและผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานได้
ประตูใหญ่ใต้ซุ้มประตูหุ้มด้วยแผ่นทองแดง ตอกหมุดทองแดง ปากสัตว์ทองแดงคาบห่วงประตูดูน่าเกรงขาม แผ่นหินหน้าประตูไถเหมินถูกขัดล้างจนสะอาดเอี่ยม ราวกับเพิ่งปูใหม่ แถมยังโปรยกลีบดอกมะลิและกุหลาบไว้ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
คุณชายห้าซินพาแขกผู้มาเยือนทั้งสองมาถึงหน้าประตูใหญ่ ทันใดนั้น บานประตูหนาหนักก็ค่อยๆ เปิดออกจาภายใน...
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือลานบ้านกว้างขวาง มีชายหนุ่มหน้าตาหมดจดอายุราวยี่สิบปียืนเรียงแถวสองฝั่งอย่างเป็นระเบียบ ชายหนุ่มสองคนถือแส้ปัดฝุ่นทำหน้าที่เปิดประตู ตรงกลางมีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปี สวมชุดฝึกยุทธ์ดูมีมาดบัณฑิต ยืนยิ้มรอต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม
ชายหนุ่มสองคนที่เปิดประตูถอยกลับไปรวมกลุ่มกับแถว ฝั่งละสิบสองคน รวมเป็นยี่สิบสี่คนพอดี ในมือถืออุปกรณ์ต่างๆ ทั้งแส้ปัดฝุ่น ไม้กวาด อ่างน้ำ ตะกร้าดอกไม้ กระถางธูป และคทาหยูอี้
ตอนประตูเปิด เล่ออวิ้นกวาดตามองคนในลานบ้าน เห็นขบวนต้อนรับที่จัดเต็มขนาดนี้แล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้
ตระกูลซื่อ...เล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?
เพราะเป็นการมาเยี่ยมเยียนตระกูลเก่าแก่ เหยียนสิงจึงไม่ได้สวมแว่นกันแดด เขายืนอยู่ทางซ้ายมือของแม่โลลิต้าน้อย เมื่อเห็นขบวนต้อนรับสุดอลังการของตระกูลซื่อ คิ้วเขาก็กระตุกเบาๆ
การต้อนรับของตระกูลซื่อช่างยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ
"แม่สาวงาม คุณชายเยี่ยน คนที่มารอรับคืออาของผม ซื่อหานเฟิง เชิญครับ" ประตูใหญ่เปิดกว้าง คุณชายห้าซินผายมือเชิญแขกทั้งสอง
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เล่ออวิ้นไม่มากพิธี ก้าวเท้าเดินตรงไปทางประตูไถเหมินตระกูลซื่อ เหยียบย่ำลงบนกลีบดอกไม้ที่โปรยไว้ ขึ้นบันไดไปใต้ซุ้มประตู และยกเท้าขวาก้าวข้ามธรณีประตูเป็นอันดับแรก
เมื่อนายน้อยพาแขกเดินเข้ามา ชายหนุ่มรูปงามในลานบ้านก็เริ่มทำหน้าที่... พรมน้ำด้านหน้า ใช้ไม้กวาดกวาดพื้นเบาๆ แล้วโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับตลอดทาง
เมื่อประตูเปิดกว้าง ซื่อหานเฟิงก็เดินอาดๆ ออกมาต้อนรับด้วยท่วงท่าดั่งมังกรเดินพยัคฆ์ย่าง พอเห็นหลานชายพาแขกข้ามธรณีประตูมาแล้ว ก็รีบเดินเร็วๆ อีกสองก้าวมาต้อนรับแขกทางไกล ประสานมือคารวะอย่างผ่าเผย
"แม่สาวงามและคุณชายเยี่ยนเดินทางมาไกล ตระกูลซื่อไม่ได้ออกไปต้อนรับนอกหมู่บ้าน รู้สึกละอายใจยิ่งนัก ซื่อหานเฟิงขอเป็นตัวแทนคนทั้งตระกูลขอต้อนรับทั้งสองท่านที่ให้เกียรติมาเยือน"
"ท่านอาวุโสซื่อเกรงใจเกินไปแล้ว ผู้เยาว์มารบกวน รู้สึกละอายใจเช่นกัน" เหยียนสิงประสานมือคารวะตอบอย่างนอบน้อม
"ผู้อาวุโสเกรงใจแล้ว คุณชายซื่อไปรับถึงที่ซึ่งห่างออกไปเกือบแปดสิบลี้ ผู้เยาว์รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเจ้าค่ะ" เล่ออวิ้นประสานมือคารวะตอบ พบปะกับผู้รับผิดชอบต้อนรับของตระกูลซื่ออย่างเป็นกันเองและสง่างาม
"แม่สาวงามถ่อมตัวเกินไปแล้ว ทั้งสองท่านเชิญด้านใน ผู้อาวุโสของตระกูลรออยู่ที่เรือนกลางนานแล้ว" ซื่อหานเฟิงยิ้มแย้มผายมือเชิญแขกตัวน้อยทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน
ชายหนุ่มตระกูลซื่อวิ่งเหยาะๆ นำหน้าไปก่อน ทำหน้าที่พรมน้ำ กวาดพื้น และโปรยดอกไม้นำทาง
เมื่อท่านอามาแล้ว ซื่อเสียนก็ถอยฉากไปเดินประกบทางซ้ายของคุณชายเยี่ยน ปล่อยให้ท่านอาเป็นคนต้อนรับแม่สาวงามด้วยตัวเอง ส่วนชายหนุ่มที่ช่วยถือเป้ให้เล่ออวิ้น คุณชายเยี่ยน และคุณชายห้า ก็เดินตามหลังมาเป็นขบวน
...
ผ่านประตูเรือนชั้นที่สอง ด้านในมีผู้สูงวัยและวัยกลางคนหกคนรอต้อนรับ
ผ่านเรือนชั้นที่สาม ก็มีอีกหกคน
เรือนชั้นที่สี่ มีสี่คนรอต้อนรับที่ลานบ้าน
ครั้งนี้พวกเขาเชิญแขกเข้าไปที่ ห้องโถงปีกตะวันออก
บ้านไถเหมินของตระกูลซื่อมีความลึกถึงเจ็ดชั้นเรือน ด้านซ้ายขวาก็ลึกเจ็ดชั้นเช่นกัน เรือนชั้นที่สี่ตรงกลางถือเป็น "เรือนกลาง" เป็นสถานที่ที่ทรงเกียรติที่สุด ส่วนเรือนสามชั้นด้านหลังเป็น "เรือนหลัง" ซึ่งเป็นที่พักส่วนตัวของคนในตระกูล
ในห้องโถงปีกตะวันออก มีชายชราสองคนและชายวัยกลางคนหนึ่งคนรออยู่
ชายชราคนหนึ่งคิ้วขาวผมขาวโพลน ถือไม้เท้าหัวกิเลนสีแดงเข้ม สวมเสื้อกั๊กลายดอกทรงกลมสีเขียว กางเกงขากว้าง รองเท้าผ้าปากกลม เขาคืออดีตของอดีตผู้นำตระกูลซื่อ ซื่ออวี้เจียง
คนที่ยืนประคองท่านผู้เฒ่าคือผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ซื่อชุนเฟิง
อีกด้านหนึ่งของท่านผู้เฒ่าคืออดีตผู้นำตระกูล ซื่อหยวนเม่า ดูอายุราวเจ็ดสิบปี ถือไม้เท้าสีแดงเข้มเช่นกัน
นอกประตูห้องโถงปีกตะวันออก ยังมีชายวัยกลางคนยืนอยู่อีกหลายคน ทุกคนเก็บงำพลัง หน้าตาดูธรรมดาสามัญ
ผู้นำตระกูลซื่อพร้อมด้วยผู้อาวุโสสองรุ่นก่อนรออยู่ที่ห้องโถงปีกตะวันออก ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ฟังจากเสียงก็รู้ว่าฝีเท้าของคุณชายเยี่ยนหนักแน่นมั่นคง ตอนลงเท้าปลายเท้าลงหนักกว่าส้นเท้าเล็กน้อย ส่วนฝีเท้าของแม่หนูน้อยสำนักแพทย์เซียนนั้นเบาหวิว พลิ้วไหว และจังหวะก้าวสม่ำเสมอ
ซื่อหานเฟิงและเหล่าผู้อาวุโสพาแขกตัวน้อยทั้งสองเดินเลียบระเบียงทางเดินมาถึงหน้าห้องโถงปีกตะวันออก แล้วเบี่ยงตัวหลีกทางให้
เล่ออวิ้นกวาดสายตาเรียบเฉยมอง "แปดเทพพิทักษ์ประตู" ที่ยืนอยู่นอกห้องแวบหนึ่ง แล้วหันไปประสานมือคารวะชายวัยกลางคนคนที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือเมื่อมองจากประตูเข้าไป
"หากผู้เยาว์ดูไม่ผิด... ผู้อาวุโสท่านนี้คงเป็น ผู้อาวุโสซื่อเหมยหน่วน หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของรุ่น 'เหมย' แห่งตระกูลซื่อกระมังเจ้าคะ"
หา?
คุณชายห้าซินงงเป็นไก่ตาแตกกับคำพูดไม่มีปี่มีขลุ่ยของแม่สาวงาม ท่านทวดของทวดเล่นแปลงโฉมอีกแล้วเหรอ?
สามคนในห้องโถงต่างพากันอึ้ง... ท่านบรรพชนเล่นเกมทายคำถามหลอกเด็กอีกแล้วหรือเนี่ย?
เมื่อวิชาแปลงโฉมถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ซื่อเหมยหน่วนก็หัวเราะลั่นอย่างชอบใจ เดินออกมาอย่างผ่าเผย
"ฮ่าๆๆ! นังหนูตาถึงจริงๆ ฉันทำท่านี้เดินไปทั่วตระกูล แทบไม่มีใครดูออก แต่กลับถูกเธอแยกแยะจริงเท็จได้ในแวบเดียว"
"วิชาแปลงโฉมของท่านอาวุโสล้ำเลิศ คนทั่วไปคงแยกแยะไม่ออก แต่น่าเสียดายที่ผู้เยาว์จมูกไวแต่กำเนิด ได้กลิ่นยาสมุนไพรที่ใช้แปลงโฉมเจ้าค่ะ" เล่ออวิ้นกะพริบตาอย่างมีเลศนัย ผายมือเชิญ "เชิญท่านอาวุโสเจ้าค่ะ"
คนตระกูลซื่อถอนหายใจเงียบๆ ซื่อเสียนยื่นมือไปประคองท่านทวดของทวดด้วยความเศร้าใจ "ท่านบรรพชน ท่านเล่นหลอกเหลนๆ อีกแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันพวกเหลนๆ คงโดนหลอกจนหัวใจวายตายกันหมด"
"อาเสียนบ้านเราขวัญกล้า ไม่ตายง่ายๆ หรอก" ซื่อเหมยหน่วนวางมือบนมือของหลานเหลนอย่างเป็นกันเอง เดินยืดอกไปหาแม่หนูน้อยที่ดูน่ารักเหมือนกระต่ายขาว
เขาอยากจะลูบเคราตัวเองแก้เก้อ แต่จับได้แค่คางเกลี้ยงเกลา เลยถามอย่างนึกสนุก "นังหนู ลองทายซิว่าคนแก่คนนี้อายุเท่าไหร่"
"ท่านใช้วิชาแปลงโฉม มองไม่เห็นใบหน้า คาดเดาจากผิวหนังที่แขนและคอว่าไม่ต่ำกว่าร้อยปี หรือ 'วัยชีอี๋' (วัยเกินร้อย) หากท่านยอมให้จับชีพจร ก็น่าจะรู้อายุขัยได้ใกล้เคียงความจริงแปดเก้าส่วนเจ้าค่ะ"
แม่หนูน้อยที่ดูเหมือนกระต่ายขาวดวงตาสดใสฟันขาวสะอาด ยิ้มแย้มดั่งลมฤดูใบไม้ผลิ
ซื่อเหมยหน่วนสีหน้าแววตาอ่อนโยน ยื่นมือออกไปให้จับชีพจรอย่างเต็มใจ
"เอ้า จับสิ ยื่นมือให้แล้ว"
[จบแล้ว]