- หน้าแรก
- สาวน้อยสู้ชีวิตกับมิติบำบัดใจ
- บทที่ 520 - จับวิญญาณได้หนึ่งตน
บทที่ 520 - จับวิญญาณได้หนึ่งตน
บทที่ 520 - จับวิญญาณได้หนึ่งตน
บทที่ 520 - จับวิญญาณได้หนึ่งตน
★★★★★
รัตติกาลในหุบเขาช่างมืดมิด ไร้แสงไฟส่องสว่าง แม้แต่นกยังหลับใหล มีเพียงเสียงแมลงกรีดปีกร้องระงม และสัตว์หากินกลางคืนตัวเล็กๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการหาอาหาร
เพื่อจะเก็บผลยู๋เฉียนให้ได้มากที่สุด เล่ออวิ้นยอมตรากตรำทำงานล่วงเวลาใต้แสงดาว แต่หลังจากยุ่งอยู่ราวสองชั่วโมง จู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งกำลังจ้องมองเธออยู่ ความรู้สึกอึดอัดนั้นชวนให้รังเกียจและขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก
ตัวอะไรกัน
เธอคิดว่าอาจจะเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจอย่างงู แต่ก็ไม่ได้กลิ่นอายเฉพาะตัวของมัน
เธอหยุดมือ สำรวจดูรอบทิศทาง ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ปีนขึ้นไปดูบนที่สูงก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติที่ทำให้รู้สึกไม่ดี
เมื่อหาต้นตอไม่เจอ เล่ออวิ้นก็กลับมาทำงานต่อ รูดเก็บผลยู๋เฉียนในความมืดไปพลาง ระวังตัวไปพลาง รอบข้างไม่มีเสียงสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมเคลื่อนไหว และไม่มีกลิ่นแปลกปลอม แต่ความรู้สึกเหมือนถูกถ้ำมองที่ชวนหงุดหงิดนั้นกลับไม่ยอมหายไป
ทนอยู่เกือบชั่วโมง จนเวลาล่วงเลยไปถึงห้าทุ่ม เล่ออวิ้นก็หิ้วของปีนลงจากต้นไม้ มุดเข้าไปในเต็นท์ที่เก็บชายบาดเจ็บไว้ โยนถุงกระสอบที่เกือบเต็มเข้าไปในมิติ จิ้มสกัดจุดชายคนนั้นอีกครั้ง หาเสื้อผ้ามาคลุมหัวเขา แล้วห่อตัวเขาโยนเข้าไปในมิติ
จากนั้นเธอก็รีบมุดตามเข้าไปในมิติ ตะโกนเรียกหาจิ้งจอกน้อย "จิ้งจอกน้อย รีบออกมาเร็วเข้า มีเรื่องด่วนคอขาดบาดตายจะให้ช่วย"
จิ้งจอกน้อยที่นอนหลับอยู่ในโพรงต้นเลือดมังกรได้ยินเสียงเรียก ก็ลุกขึ้นมานั่งที่ปากโพรง สะบัดหางเล่นอย่างสบายอารมณ์ "นังหนู มีเรื่องอะไรจะขอคำชี้แนะจากข้าหรือ"
จิ้งจอกน้อยปีนไปที่ปากโพรง ส่วนเจ้าลิงหมึกยังนอนหมอบต่อ เจ้านายไม่ได้เรียกเขาก็นอนต่อดีกว่า ถ้ามีเรื่องอะไรเดี๋ยวพี่จิ้งจอกก็พาไปเปิดหูเปิดตาเอง
"จิ้งจอกน้อย นายมองเห็นของแปลกๆ ไหม" เล่ออวิ้นยืนอยู่บนสนามหญ้า มองขึ้นไปที่ต้นเลือดมังกร คุยกับจิ้งจอกน้อย
ดวงตาของนังหนูมนุษย์ทอประกายวาววับ คงจะไปเจออะไรดีๆ เข้าให้แล้ว จิ้งจอกน้อยกอดหางตัวเอง ตอบกลับอย่างใจเย็น "ของแปลกๆ ที่ว่าหมายถึงอะไรล่ะ"
"พวกวิญญาณ ภูตผีปีศาจทำนองนั้นน่ะ"
"เจ้าถามกำปั้นทุบดินไปหน่อยไหม ข้าเป็นถึงจิ้งจอกที่บรรลุธรรมวิถีแห่งเซียน ขนาดเรื่องที่เจ้ามีแดนสุขาวดีถ้ำสวรรค์ข้ายังรู้ ภูตผีปีศาจกระจอกงอกง่อยจะรอดพ้นสายตาข้าไปได้ยังไง"
จิ้งจอกน้อยมองลงมาจากที่สูง "นังหนู อย่าบอกนะว่าเจ้าไปเจอภูตผีปีศาจที่ไหนเข้า ยุคนี้เขาไม่ฮิตเรื่องพวกนั้นกันแล้ว อย่าลืมกฎเหล็กว่าหลังตั้งประเทศห้ามสัตว์ฝึกตนเป็นปีศาจนะ"
ที่สำคัญที่สุดคือบนตัวนังหนูไม่ได้มีกลิ่นอายของสิ่งอัปมงคลติดมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีปีศาจโผล่มาแถวนี้
"จิ้งจอกน้อย ฉันรู้สึกเหมือนมีของแปลกๆ จ้องมองฉันอยู่ตลอดเวลา แต่หาตัวไม่เจอ นายช่วยออกไปดูให้หน่อยสิ" เล่ออวิ้นตาลุกวาว มีปัญหาปรึกษาจิ้งจอกน้อยนี่ถูกต้องที่สุดแล้ว
"นังหนู จะให้ข้าช่วยออกไปดูก็ได้อยู่หรอก แต่ต้องมีของกินเซ่นไหว้ก่อนนะ ไม่มีของกินก็ไม่มีแรงทำงาน" จิ้งจอกน้อยนั่งยองๆ อยู่บนต้นไม้ สะบัดหางไปมาอย่างเกียจคร้าน
"หินสีทองก้อนเท่าฝ่ามือที่ฉันขนกลับมา ให้หนึ่งก้อน ถ้านายช่วยจัดการเจ้านั่นให้สิ้นซาก ฉันแถมทองคำแท่งให้อีกแท่ง"
"ตกลง ข้าไม่เอาทองคำแท่ง จะเอาหินสีทองวาววับนั่น" ดวงตาสีทองของจิ้งจอกน้อยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
"ได้เลย" เล่ออวิ้นรับคำอย่างรวดเร็ว รีบกลับเข้าไปในเต็นท์ ลองสัมผัสบรรยากาศรอบๆ อีกครั้ง ความรู้สึกชวนขนลุกและน่ารังเกียจนั้นยังคงอยู่
เธอแอบดึงจิ้งจอกน้อยออกมาจากมิติ วางไว้ในเต็นท์
จิ้งจอกน้อยถูกย้ายออกจากแดนสุขาวดีถ้ำสวรรค์ มายืนอยู่บนฝ่ามือของนังหนูมนุษย์ กลอกดวงตาสีทองมองไปรอบๆ ครู่หนึ่ง แล้วกระโดดลงจากมืออย่างแผ่วเบา มุดออกจากเต็นท์หายลับไปในความมืดราวกับสายลม
เล่ออวิ้นคลานตามออกมาจากเต็นท์ แกล้งทำเป็นถือไฟฉายส่องไปที่ต้นยู๋เฉียนอย่างไม่ใส่ใจ หวังจะช่วยดึงดูดความสนใจของบางสิ่ง เพื่อให้จิ้งจอกน้อยหาตัวมันเจอได้ง่ายขึ้น
จิ้งจอกน้อยพอผละจากนังหนูมนุษย์ก็ไร้ความกังวล กระโดดวูบเดียวก็ไปโผล่ห่างออกไปร้อยกว่าวา ปรากฏตัวเงียบเชียบอยู่บนกิ่งสนต้นหนึ่ง ยื่นกรงเล็บตะปบคว้าไปที่ความว่างเปล่า
"กรี๊ด..." เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นกลางป่าเขาที่ห่างไกลผู้คน
เล่ออวิ้นที่ยืนอยู่ใต้ต้นยู๋เฉียน ได้ยินเสียงร้องโหยหวนเหมือนคนถูกทุบตีอย่างหนัก เสียงนั้นชวนให้ขนหัวลุก ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
กรงเล็บเล็กๆ ของจิ้งจอกน้อยตะปบคว้ากลางอากาศ ในอุ้งมือก็ปรากฏกลุ่มควันสีเทาจางๆ คล้ายหมอกควัน
เขาถือกลุ่มควันสีเทาที่ดูเหมือนจะสลายไปได้ทุกเมื่อ แล้วกระโจนหายไปในความมืดอีกครั้ง ผ่านไปประมาณสองนาทีก็กลับมาที่ต้นยู๋เฉียน
เขากระโดดออกมาจากความมืด ลงมาเกาะที่แขนของนังหนูมนุษย์ ชูของในอุ้งมือให้ดู "นังหนู ของแปลกๆ ที่เจ้าว่าคือเจ้านี่ มันแอบดูเจ้าอยู่ห่างออกไปร้อยแปดสิบกว่าวา"
จิ้งจอกน้อยไปเร็วมาเร็ว ทำเอาเล่ออวิ้นเหงื่อตก เร็วเวอร์ เร็วระดับเทพจริงๆ
พอได้ยินว่าจับตัวได้แล้ว เธอมองไปที่อุ้งมือเขา แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย พอใช้ดวงตาพิเศษสแกนดู ถึงเห็นว่าในกรงเล็บจิ้งจอกน้อยคีบแสงสีขาวอมเทาจางๆ เอาไว้ แสงนั้นริบหรี่มาก เหมือนพร้อมจะแตกสลายหายไปได้ทุกเมื่อ
"ฉันมองไม่เห็นตัวมัน เห็นแค่แสงสีขาวจางๆ นิดเดียวเอง"
หมอดูเคยทักว่าเธอดวงแข็งข่มสิ่งชั่วร้าย คาดว่าพวกภูตผีวิญญาณเห็นเธอก็คงหลบฉากไปไกลแล้ว เธอเลยไม่เคยรู้สึกกลัว อาจเป็นเพราะเธอมีไอธรรมะคุ้มกายตามธรรมชาติ พวกนั้นเลยไม่กล้าเข้าใกล้
"นี่คือวิญญาณ ถือว่าเป็นประเภทที่แข็งแกร่งใช้ได้ แต่นั่นหมายถึงเมื่อก่อนนะ ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว" จิ้งจอกน้อยแกว่งกรงเล็บไปมา กระดิกหนวดอย่างอารมณ์ดี ขอบคุณสิ่งมีชีวิตต่างมิติที่โผล่มาให้เขาได้อาหารเพิ่มอีกมื้อ
"นายฟังภาษาผีรู้เรื่อง ช่วยถามหน่อยสิว่าใครส่งมันมา"
"เอ่อ..." จิ้งจอกน้อยเกือบจะเผลอคลายกรงเล็บ ดึงทึ้งของในมืออย่างเซ็งๆ "นังหนู ข้าเป็นจิ้งจอกเทพผู้บรรลุธรรมนะ เจ้านี่มันอ่อนแอจะตายชัก ข้าแค่บีบนิดเดียววิญญาณมันก็แทบจะแตกสลายแล้ว นี่มันเหลือแค่เศษเสี้ยววิญญาณฟ้า (เทียนหุน) เฮือกสุดท้ายแล้วนะ"
"ก็ได้ งั้นก็ให้มันแตกดับไปซะเถอะ จะได้ไม่ไปถูกใครใช้ให้ทำเรื่องชั่วๆ อีก"
เล่ออวิ้นอดไม่ได้ที่จะนวดขมับ อุตส่าห์จับตัวได้ทั้งทีดันเป็นของชำรุดถามความไม่ได้ น่าเศร้าใจชะมัด สงสัยคราวหน้าก่อนจะให้จิ้งจอกน้อยช่วย ต้องตกลงกันให้ดีก่อนว่าให้ถามก่อนค่อยจับ
"ทำให้มันแตกดับน่ะง่ายนิดเดียว" จิ้งจอกน้อยยื่นนิ้วจิ้งจอกออกมาหนึ่งนิ้ว จิ้มไปที่ของในมือ แสงสีเทาจางๆ นั้นก็ระเบิดออกเหมือนดอกไม้ไฟ แตกกระจายเป็ยจุดเล็กจุดน้อย แล้วเลือนหายไปในพริบตา
สิ่งแปลกปลอมหายไป ความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวก็หายไปพร้อมกัน เล่ออวิ้นอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา คว้าตัวจิ้งจอกน้อยมากอดแล้วกระโดดกลับเข้ามิติ สลัดรองเท้าทิ้งบนพื้นหญ้า วิ่งดึ๋งๆ ไปนั่งลงตรงที่เก็บสมบัติ ล้วงเอาหินหยกเหลืองจักรพรรดิก้อนหนักประมาณหนึ่งชั่งออกมาจากกองอัญมณี ยื่นให้จิ้งจอกน้อย
นังหนูมนุษย์นานๆ ทีจะอ่อนโยน จิ้งจอกน้อยขดตัวอยู่ในอ้อมกอดที่หอมกรุ่น ใช้หางพวงใหญ่ปัดป่ายมือเธอไปพลาง กอดก้อนหินแทะกินกรุบกรับไปพลาง
แทะหินหมดเกลี้ยงในพริบตา จิ้งจอกน้อยเช็ดปาก แล้วพลิกตัวหันไปยึดเสื้อตรงอกนังหนูมนุษย์นอนหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข มีสาวงามให้กอด ใครไม่รู้จักตักตวงก็โง่เต็มทน
[จบแล้ว]