เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - บานประตูที่เปิดออกและผู้ชักนำที่อ่อนโยน

บทที่ 10 - บานประตูที่เปิดออกและผู้ชักนำที่อ่อนโยน

บทที่ 10 - บานประตูที่เปิดออกและผู้ชักนำที่อ่อนโยน


"รุ่นพี่เจียงซือ สวัสดีค่ะ"

เมื่อเห็นเจียงเข่อเข่อพาเพื่อนเข้ามาในบ้าน เจียงซือนึกว่าตัวเองตาฝาดไปชั่วขณะ

น้องสาวคนนี้ที่แตกหักกับเขาไปตั้งแต่พ่อแม่เสียเมื่อสามปีก่อน ไม่ใช่แค่ทำตัวแย่ใส่เขา

ในความเป็นจริงเธอเย็นชากับทุกคน ทำท่าเหมือนจะตัดขาดจากโลกภายนอก

อย่าว่าแต่เพื่อนเลย ปกติอยู่ที่โรงเรียนคุยกับเพื่อนร่วมชั้นแทบจะนับคำได้

ทุกครั้งที่ไปประชุมผู้ปกครอง ครูประจำชั้นจะย้ำเรื่องนี้กับเขาตลอด

น้องสาวคุณเก็บตัวเกินไปแล้วนะ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ต้องพาไปหาหมอเช็คดูหน่อยไหมว่าป่วยหรือเปล่า...

โรงเรียนสมัยนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตนักเรียนมากเกินไป จนเจียงซือไม่ค่อยชิน

สมัยก่อนรุ่นพวกเขามีเงื่อนไขดีๆ แบบนี้ที่ไหน...

"นี่เพื่อนหนู อิ๋นเหลียน"

คำพูดของเจียงเข่อเข่อขัดจังหวะความคิดของเขา เขาจึงพยักหน้า "เข้ากันได้ดีสินะ"

"ไม่ต้องให้บอกหรอก"

ไม่ใช่ว่าเจียงซือจะทำตัวง้องอนเล่นสงครามเย็นเหมือนเข่อเข่อ

เขาคุยกับเจียงเข่อเข่อตามปกติมาตลอด เพียงแค่คงสไตล์การพูดคุยแบบเขากับพ่อในชาติที่แล้ว

เทียบกับน้องสาว จริงๆ แล้วเจียงเข่อเข่อเหมือนลูกสาวเขามากกว่า ในแง่อายุจิตวิญญาณก็น่าจะประมาณนั้น

ตั้งแต่เล็กตอนพ่อแม่ไปทำงาน เขาก็เป็นคนช่วยเลี้ยงยัยหนูนี่ เปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม กล่อมพ่อน ล้วนเคยทำมาหมด

จะบอกว่าเป็นพ่อเธอก็ไม่ถือว่าเอาเปรียบ ยิ่งพ่อแม่เสียไปแล้ว พี่ชายคนโตก็เหมือนพ่อ

ส่วนทำไมถึงเป็นพ่อที่เย็นชา หรือจะเรียกว่าตามมีตามเกิดขนาดนี้...

เพราะพ่อแท้ๆ ในชาติก่อนของเขาก็เป็นแบบนี้

แม้พ่อแม่ชาตินี้จะใจดี แต่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันไม่มาก ไม่ได้สนิทสนมขนาดนั้น เจียงซือยังคงชินกับวิธีปฏิสัมพันธ์ของชาติก่อนมากกว่า

ดื้อก็ตี ไม่มีเรื่องก็ไม่ยุ่ง ปกติแทบไม่เห็นหัว ขอแค่ไม่ก่อเรื่องจะทำอะไรก็ทำ

ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จะไปอยู่บ้านญาติก็ได้ ลดภาระไปอีกหนึ่ง

ดังนั้นทักทายเสร็จ เจียงซือก็เดินเข้าครัวไปทำกับข้าวเอง เจียงเข่อเข่อก็ไม่สนใจเขาอีก ลากเพื่อนเข้าห้องนอนไป

ในแง่นี้ พวกเขาในฐานะคนในครอบครัวก็ถือว่ารู้ใจกันดี

ส่วนอิ๋นเหลียนนี่สิซวยหนัก

เดิมทีบอกว่าจะตามเจียงเข่อเข่อมาดูที่บ้าน จริงๆ คือกะจะมาเกลี้ยกล่อมพ่อแม่เธอ ให้ยอมให้เธอเข้าสำนักงานควบคุมภัยพิบัติ

สรุปกลับมาเจอสถานการณ์แบบนี้ ตัวเองต้องมาอยู่ตรงกลาง น่าอึดอัดจะตายชัก

"พี่ชายเธอคือเจียงซือเหรอเนี่ย..."

พอกลับเข้าห้องนอนได้ยินเสียงทอดถอนใจของอิ๋นเหลียน เจียงเข่อเข่อก็แปลกใจ "ทำไมเหรอ? รู้จักเขาด้วย?"

"ในโรงเรียนมัธยมปลายน่าจะมีน้อยคนนะที่ไม่รู้จักเขา? โรงเรียนมัธยมแถวนี้รู้ชื่อเสียงเรียงนามเขาทั้งนั้นแหละ"

อิ๋นเหลียนทำหน้าบอกบุญไม่รับ "โดดเรียนเป็นประจำ ทำอาจารย์โกรธจนแทบกระอักเลือด แถมยังชอบหาเรื่องใส่ตัว ไปท้าตีท้าต่อยกับพวกนักเลงนอกโรงเรียน อ้างว่าเป็นการฝึกซ้อมต่อสู้จริง ส่งคนเข้าโรงพยาบาลไปตั้งเท่าไหร่ พ่อแม่พวกนักเลงบุกมาถึงโรงเรียน... โชคดีที่พวกนั้นมีคดีติดตัว โรงเรียนเลยพอจะรับมือไหว"

มุมปากกระตุก เจียงเข่อเข่อรู้อยู่แล้วว่าพี่ชายตัวเองชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน

แต่ไม่นึกว่าจะดังไกลขนาดนี้ ขนาดสาวน้อยเวทมนตร์ยังรู้จัก

"เขาก็ห่วยแตกแบบนั้นแหละ"

"จะว่าห่วยแตกก็ไม่เชิงมั้ง..." อิ๋นเหลียนยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา "อย่างน้อยพวกนักเลงแถวโรงเรียนก็ไม่กล้าโผล่หัวมาแล้ว โดนเขาอัดจนกลัว ถือว่าทำความดีนะ ไม่ได้รังแกนักเรียนด้วยกัน"

"พ่อกับแม่เคยบอกให้เขาตั้งใจเรียนจนจบมหาวิทยาลัย" เจียงเข่อเข่อถอดรองเท้าแตะ นั่งกอดเข่าบนเตียง "แต่เขาไม่เคยตั้งใจเรียนเลย วันๆ ถ้าไม่โดดเรียนไปตีกัน ก็บอกว่าจะไปฝึกวิชา..."

"พ่อแม่เธอ..."

"สามปีก่อนเจออสูรภัยพิบัติ เสียแล้ว"

แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่อิ๋นเหลียนก็ยังกล่าว "เสียใจด้วยนะ"

จริงๆ เธอพอจะเดาได้บ้างแล้วว่าพ่อแม่ของเจียงซือเสียไปแล้ว เพราะเมื่อก่อนเธอเคยได้ยินตอนเจียงซือมีเรื่องที่หน้าโรงเรียน

ตอนหลังครูประจำชั้นของเจียงซือออกมาลากตัวกลับไป ครูคนนั้นโกรธจนด่าเขาเปิง

"เป็นเด็กกำพร้าแล้วจะไม่เห็นหัวโรงเรียนเลยใช่ไหมฮะ?"

แต่ตอนนั้นไม่ค่อยแน่ใจ ว่าครูโมโหจนหลุดปากด่าว่าเป็นเด็กกำพร้า หรือพ่อแม่เสียไปแล้วจริงๆ

ตอนนี้พอได้ยืนยัน ก็รู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ

"อย่างที่เห็น ที่บ้านมีแค่ฉันกับเจียงซือ ความสัมพันธ์แย่มาก ถ้าเธอจะเกลี้ยกล่อมเขาให้ฉันเข้าสำนักงาน ก็ลองดูได้ แต่ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยเรื่องนี้กับเขา"

ความสัมพันธ์ย่ำแย่จนเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยแฮะ...

อิ๋นเหลียนถอนหายใจ "งั้นฉันลองดูละกัน"

เจียงเข่อเข่อส่งเสียงฮึในลำคอ หันหน้าหนี กอดเข่าล้มตัวลงนอน "ตามใจ"

...

ตอนกำลังกินข้าว เห็นอิ๋นเหลียนเดินออกมาจากห้องเข่อเข่อ เจียงซือก็ชะงักไปนิดหนึ่ง

ไม่นึกว่าเพื่อนของเจียงเข่อเข่อจะออกมา

และยิ่งไม่นึกว่าเจียงเข่อเข่อจะไม่ออกมา

ปกติเวลานี้เจียงเข่อเข่อจะออกมาตักข้าว แล้วเขาก็จะรู้หน้าที่เดินขึ้นห้องไป

กิจวัตรประจำวันเป็นแบบนี้มาตลอด

มองดูแล้ว เจียงเข่อเข่อเหมือนจะยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมา เจียงซือเลยเก็บโต๊ะ กะว่าจะกลับห้องตัวเองก่อน

"รุ่นพี่เจียงซือ น่าจะรู้จักหนูใช่ไหมคะ?"

อีกฝ่ายถามอย่างระมัดระวัง เจียงซือปรายตามอง "จำไม่ได้"

อ๊ากกกกกก เปิดเกมแบบนี้พังแน่!

จริงๆ ตอนออกมาเธอทำใจอยู่นาน เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกัน เธอเป็นหัวหน้าห้องมักจะไปช่วยงานที่ห้องพักครู ส่วนเจียงซือเป็นเด็กหลังห้องที่มักจะไปยืนคาบไม้บรรทัดหน้าห้องพักครู เลยเคยเจอกันบ้าง

พอลองคิดดูดีๆ จริงๆ ก็เจอไม่กี่ครั้ง แต่เจอกันในสถานการณ์แบบนั้นสามสี่ครั้งน่าจะจำแม่นไม่ใช่เหรอ?

เธอเลยกะว่าจะใช้มุกนี้เปิดบทสนทนาเพื่อตีสนิท

สรุปว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า...

อยากจะมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็รีบปรับอารมณ์ แม้ใบหูจะแดงระเรื่อ แต่ก็ยังรักษา รอยยิ้มแบบมืออาชีพไว้ได้

ฉันเป็นถึงหัวหน้าหน่วยสาวน้อยเวทมนตร์นะ จะมาแพ้คนธรรมดาได้ไง!

"หนูเป็นหัวหน้าห้อง ม.4/6 อิ๋นเหลียนค่ะ เราเคยเจอกันที่ห้องพักครู..."

"อ๋อ โทษที ไม่มีภาพในหัวเลย"

"มะ... ไม่เป็นไรค่ะ" รองเท้าบูทส้นตึกของอิ๋นเหลียนเคาะพื้น "เรื่องที่มีอสูรภัยพิบัติโผล่มาที่โรงเรียนเจียงเข่อเข่อวันนี้ รุ่นพี่น่าจะทราบแล้วใช่ไหมคะ?"

"ไม่รู้"

"...ข่าวก็ออกนะ"

"ฉันไม่ดูข่าว"

อิ๋นเหลียนเข้าใจแล้วว่าทำไมเจียงเข่อเข่อถึงไม่ชอบพี่ชายตัวเอง

หมอนี่คุยยากชะมัด

ขณะกำลังคิดว่าจะถอดใจดีไหม เจียงซือก็ชะงัก แล้วถามขึ้นมาว่า "ไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม?"

อิ๋นเหลียนตาโต ถามกลับอย่างงงๆ "ใคร? หนูเหรอ?"

"...ฉันสนิทกับเธอเหรอ?"

อิ๋นเหลียนถึงเพิ่งเข้าใจว่าเขาถามถึงเจียงเข่อเข่อ "เอ่อ ไม่ค่ะ"

จริงๆ ตอนเธอจัดการอสูรเธอได้รับบาดเจ็บ แวบแรกเลยนึกว่าถามตัวเอง สรุปหน้าแตกอีกรอบ

อยากตาย...

"อ้อ งั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว"

ถึงจะดูเย็นชาไปหน่อย

แต่เมื่อกี้ เขาแสดงความเป็นห่วงเจียงเข่อเข่อใช่ไหมนะ?

พอยืนยันเรื่องนี้ได้ อิ๋นเหลียนก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง จึงถามต่อ "รุ่นพี่คิดยังไงกับสาวน้อยเวทมนตร์คะ?"

"แข็งแกร่ง"

"เอ่อ แล้วถ้าคุณเจียงเข่อเข่อกลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ รุ่นพี่จะคิดยังไงคะ?"

"คงสู้ยัยนั่นไม่ได้แล้ว" ถ้าไม่แปลงร่างนะ

อิ๋นเหลียนยกมือขวาขึ้นกุมขมับ รู้สึกปวดหัวตุบๆ

เพราะคำตอบของอีกฝ่ายดูจริงใจมาก ไม่มีแววเสแสร้งหรือล้อเล่นเลย

น้องสาวแปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ปฏิกิริยาแรกคือกลัวสู้ไม่ได้งั้นเหรอ?

ปกติสองพี่น้องคู่นี้ใช้ชีวิตกันยังไงเนี่ย? นายยังตีน้องสาวตัวเองอีกเหรอ?

แต่เธอก็รู้สึกว่าเจียงซือแค่ตอบในมุมมองของค่าพลังเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าจะไปตีกับน้องสาวจริงๆ หรอก

อิ๋นเหลียนก็ไม่ได้โง่ ครอบครัวที่ตีกันจริงๆ บรรยากาศมันเป็นยังไงเธอเคยเห็น

เจียงเข่อเข่อแม้จะเย็นชากับพี่ชาย และดูรังเกียจหน่อยๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นเกลียดเข้ากระดูกดำแบบคนเคยลงไม้ลงมือกัน

"จริงๆ แล้วสาวน้อยเวทมนตร์ทั่วไปก็ไม่ใช้พลังมาสู้กับคนในครอบครัวหรอกค่ะ" เธออธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง "พลังอันยิ่งใหญ่นี้ สำนักงานควบคุมภัยพิบัติจะควบคุมดูแลอย่างรอบคอบค่ะ"

"อ้อ เธอเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเหรอ?"

"เป็นเจ้าน้าที่ฝ่ายประสานงานค่ะ รับผิดชอบแค่แนะนำสาวน้อยเวทมนตร์ให้เข้าร่วมสำนักงาน แน่นอนว่าปกติก็เป็นแค่นักเรียนธรรมดา ทางสำนักงานเห็นว่าคนรุ่นเดียวกันน่าจะคุยกันง่ายกว่า..."

โกหกทั้งเพ ในมือเจียงซือมีรายชื่อสาวน้อยเวทมนตร์ของสำนักงานเขตเป่ยไฮ่อยู่ส่วนหนึ่ง

อิ๋นเหลียน อายุสิบห้าปี ส่วนสูงร้อยห้าสิบ หัวหน้าหน่วยสาวน้อยเวทมนตร์เมืองเป่ยไฮ่ สาวน้อยเวทมนตร์สีชมพู ถนัดการโจมตีทางจิต พ่อแม่ครบ มีพี่สาวหนึ่งคน ทำงานในสำนักงานเหมือนกัน

ไม่ใช่ฝ่ายประสานงาน แต่เป็นหน่วยรบเต็มตัว

ไม่นึกว่าจะส่งระดับแกนนำมาหาเจียงเข่อเข่อโดยตรง จริงใจใช้ได้

แต่ก็พอเข้าใจได้ สองปีมานี้สาวน้อยเวทมนตร์ที่ถือกำเนิดในเป่ยไฮ่ถูกสำนักชิงอวิ๋นตัดหน้าไปหมด ปิงถังมักจะหาสาวน้อยเวทมนตร์เจอเร็วกว่าสำนักงานเสมอ

สำนักงานเขตเป่ยไฮ่ที่หาคนไม่ได้ ถึงขั้นต้องไปขอยืมตัวสาวน้อยเวทมนตร์จากเมืองอื่นมาช่วย

สำนักงานเขตเมืองอื่นไม่เห็นจะอนาถขนาดนี้ ไม่เพียงแต่ทำอะไรองค์กรอิสระไม่ได้ แย่งคนก็ไม่ทัน จนต้องบากหน้าไปยืมคนจากเมืองอื่น

จนคนเขาตั้งคำถามกันแล้วว่าตกลงฝ่ายไหนกันแน่ที่เป็นทางการ?

ดังนั้นครั้งนี้มีสาวน้อยเวทมนตร์คนใหม่ถือกำเนิด การส่งระดับหัวหน้ามาทาบทามก็เป็นเรื่องปกติ

สำหรับคำโกหกของอิ๋นเหลียน เจียงซือก็ไม่คิดจะแฉ เพียงแค่ไหลตามน้ำ "เข่อเข่อเป็นสาวน้อยเวทมนตร์แล้วเหรอ? เธอพาไปลงทะเบียนที่สำนักงานก็จบแล้วนี่?"

ลงทะเบียนเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ทางการ ไม่เพียงแต่ได้เงินเดือนจากเทศบาล ยังได้รับการปกป้องตัวตนและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันจากสำนักงานด้วย

"ตอนนี้คุณเจียงเข่อเข่อยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องมีผู้ปกครองไปด้วยค่ะ แถมเธอยังดูลังเลว่าจะเข้าสำนักงานดีไหม" อิ๋นเหลียนทำหน้ากังวล "หนูกลัวว่าเธอจะเป็นสาวน้อยเวทมนตร์อิสระ เดี๋ยวนี้อสูรภัยพิบัติเยอะขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมของสำนักชิงอวิ๋นก็ถี่ขึ้น เป็นสาวน้อยเวทมนตร์อิสระอันตรายมาก ถ้าโดนหลอกเข้าสำนักชิงอวิ๋นจะยิ่งอันตราย..."

"ก่อนหน้านี้มีสาวน้อยเวทมนตร์หลายคนโดนหลอกเข้าไป แล้วก็หายสาบสูญไปเลย สำนักชิงอวิ๋นที่น่ารังเกียจ สักวันจะต้องจับพวกมันให้หมด!"

มองดูอิ๋นเหลียนที่กัดฟันพูด เจียงซือตีหน้าตาย "น่ารังเกียจจริงๆ ด้วย"

อิ๋นเหลียนปรับอารมณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "สรุปคือหนูหวังว่ารุ่นพี่จะช่วยพูดกล่อมคุณเจียงเข่อเข่อ ให้ไปลงทะเบียนเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ทางการ จะได้ไม่ถูกสำนักชิงอวิ๋นเพ่งเล็ง หนูรู้นะคะว่าความสัมพันธ์ของพวกคุณอาจจะไม่ค่อยดี แต่ยังไงก็เป็นครอบครัวเพียงคนเดียว ขอแค่รุ่นพี่ยอมเปิดปากพูด เธอก็คงจะยอมฟังบ้างแหละน่า"

เจียงซือที่เก็บโต๊ะเสร็จแล้ว รินชาให้เธอแก้วหนึ่งตามมารยาท "จะกินอะไรไหม? เดี๋ยวทำให้"

"ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไร หนูทานมาแล้ว..."

แน่นอนต่อให้เธอบอกว่าจะกิน เจียงซือก็ไม่คิดจะทำให้หรอก ครัวก็เก็บหมดแล้ว เขาไม่มีอารมณ์ทำ

อย่างมากก็สั่งเดลิเวอรี่ให้

"เรากลับมาเรื่องของคุณเจียงเข่อเข่อกันดีกว่า..."

"ฉันไม่คิดจะก้าวก่ายการตัดสินใจของเธอ" เจียงซือขัดขึ้น "เธออยู่ ม.2 แล้ว มีวิจารณญาณแยกแยะถูกผิดเองได้ ถ้าเธอไม่อยากทำ ก็น่าจะมีเหตุผลของเธอ ฉันยังไม่รู้เหตุผลแต่จะไปบังคับให้เธอเข้าสำนักงาน มันไม่เหมาะ"

คำพูดที่เตรียมมาถูกเจียงซืออุดปากจนพูดไม่ออก อิ๋นเหลียนจ้องเขาอึ้งๆ สักพัก ก่อนจะพูดอย่างลังเล "หนูคิดว่า เธอก็อาจจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด อาจจะตัดสินใจทำเรื่องที่ต้องมาเสียใจภายหลัง เพราะงั้นถึงต้องให้ผู้ใหญ่ช่วย..."

"ฉันไม่ได้โตกว่าเธอมากนัก การตัดสินใจของฉันก็ไม่ใช่ว่าจะดีที่สุดเสมอไป"

เจียงซือเลื่อนถ้วยชาที่รินเสร็จแล้วไปให้ "การคิดว่าการตัดสินใจที่ตัวเองเลือกให้เด็กนั้นดีที่สุด คือความยโสของผู้ใหญ่ ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยให้เด็กเสียใจบ้างล่ะ? เด็กๆ มีสิทธิ์เลือก และควรต้องรับผลของการตัดสินใจนั้น ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ พวกเขาก็ควรมีสิทธิ์ได้สัมผัสและลิ้มรสมัน เธออยู่ ม.2 แล้ว ควรจะโตได้แล้ว"

ชั่วขณะหนึ่งอิ๋นเหลียนรู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังคุยกับรุ่นพี่ที่โตกว่าแค่ปีเดียว

แต่เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

น้ำเสียงของเจียงซือก็ไม่เหมือนพี่ชายของเข่อเข่อ แต่เหมือนพ่อของเข่อเข่อมากกว่า

ที่สำคัญกว่านั้น ในน้ำเสียงไม่มีความรู้สึกกดข่ม ไม่ว่าจะทัศนคติต่อเข่อเข่อ หรือต่อเธอ ล้วนเหมือนกำลังสื่อสารกับคนในระดับเดียวกัน

ปกติคนอื่นมักจะดูถูกอิ๋นเหลียนเพราะส่วนสูง หรือไม่ก็เห็นเธอเป็นเด็ก

ความห่างเหินแบบระแวดระวังของเจียงซือ หรือแม้กระทั่งท่าทีเคร่งขรึม แม้จะไม่ค่อยเป็นมิตร แต่ก็ทำให้อิ๋นเหลียนรู้สึกได้รับเกียรติ

แถมเขากำลังคิดเผื่อเข่อเข่อจริงๆ ไม่ใช่คนเย็นชาแบบที่เข่อเข่อพูด

ตอนที่เธอได้เป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ที่บ้านก็คัดค้านหัวชนฝา พ่อแม่พยายามจะให้เธอเลิกเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาว ป่านนี้เธออาจจะเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ ไปแล้ว

การตัดสินใจของผู้ใหญ่ใช่ว่าจะดีที่สุดเสมอไป เมื่อพวกเขาตัดสินใจผิด ก็รับผิดชอบแทนเด็กๆ ไม่ได้

อิ๋นเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ายอมรับ "รุ่นพี่พูดถูก ควรให้เข่อเข่อตัดสินใจเอง"

เจียงซือเสริมอีกประโยค "แน่นอนว่าฉันก็อยากไปดูสำนักงานเหมือนกัน"

ได้ไปดูว่าเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ของพวกเธอเก็บไว้ไหนได้ยิ่งดี

"งั้นก็ต้องให้คุณเจียงเข่อเข่อไปลงทะเบียนแล้วล่ะค่ะ"

ตอบคำถามเจียงซือเสร็จ เธอก็พูดเสียงเบา "จริงๆ แล้ว รุ่นพี่เจียงซือก็เป็นห่วงเข่อเข่อมากเลยใช่ไหมคะ?"

เจียงซือเลิกคิ้ว ไม่ตอบเธอ

ไม่รู้ไปมองมุมไหนถึงเห็นแบบนั้น สมองประหลาดคน

โชคดีที่อิ๋นเหลียนไม่ได้สานต่อหัวข้อนี้ เธอก้มหน้าลง "งั้นหนูจะไปถามความเห็นของเจียงเข่อเข่ออีกที ในฐานะรุ่นพี่ หนูจะดูแลเธอให้ดีค่ะ"

"อืม รบกวนด้วย"

"ไม่รบกวนหรอกค่ะ ไม่รบกวน"

เจียงซือมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้ามืดแล้ว เขาขมวดคิ้วนิดหน่อย "คืนนี้จะนอนที่นี่เหรอ?"

"เอ๊ะ? ได้เหรอคะ?"

เจียงซือนวดขมับ ฉันถามเธออยู่ต่างหาก

เขาเกลียดคนตอบคำถามด้วยคำถามที่สุด

เขาลุกขึ้นเดินขึ้นชั้นบน "เดี๋ยวฉันเอาฟูกมาวางไว้หน้าห้อง หยิบไปเองนะ"

อิ๋นเหลียนกระพริบตา ตะโกนไล่หลัง "ให้รุ่นพี่เจียงซือเคาะประตู แล้วหนูค่อยไปเปิดให้ก็ได้นะคะ?"

"อย่าเลยดีกว่า"

"ฮิๆ ล้อเล่นค่ะ"

มองส่งเจียงซือจนลับสายตา อิ๋นเหลียนสูดหายใจลึกๆ แล้วกลับเข้าไปในห้องเจียงเข่อเข่อ

มองดูเจียงเข่อเข่อที่กอดตุ๊กตานั่งเหม่อ เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เจียงเข่อเข่อ ได้ยินหมดแล้วใช่ไหม? พี่ชายเธอเขาอยากให้เธอตัดสินใจเองนะ เขาอยากให้เธอใช้ชีวิตด้วยตัวเอง"

เจียงเข่อเข่อเบะปาก "ก็แค่คำพูดสวยหรู เขาแค่กลัวความยุ่งยากต่างหาก"

"ฉันว่าเขาจริงใจนะ ฉันรู้สึกได้ เธอต้องเชื่อในสัญชาตญาณสาวน้อยเวทมนตร์สิ ฉันว่าเขาไม่ได้เลวร้ายหรือเย็นชาอย่างที่เธอคิด แถมยังให้เกียรติคนอื่น ไม่ได้มองฉันเป็นเด็กเพราะตัวเตี้ยด้วย..."

"เหรอ งั้นเขาก็คงปฏิบัติกับทุกคนเท่าเทียมกันแหละ" เจียงเข่อเข่อยักไหล่ "เท่าเทียมกันในฐานะตัวน่ารำคาญ"

อิ๋นเหลียนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ฟุบหน้ากับพนักพิง "ช่างเถอะ ฉันไม่ได้มาเปลี่ยนทัศนคติที่เธอมีต่อพี่ชาย ประเด็นหลักคือเรื่องสาวน้อยเวทมนตร์ เธอจะเข้าสำนักงานไหม?"

ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หนีบตุ๊กตาไว้ เจียงเข่อเข่อพูดอู้อี้ "ขอคิดดูก่อน..."

"โอเคๆ งั้นฉันจะอยู่เป็นเพื่อน จนกว่าเธอจะคิดออก"

"แต่ไปดูหน่อยก็ไม่เสียหาย"

"เยี่ยม! พี่ชายเธอก็อยากไปดูสำนักงานเหมือนกัน พอดีเลย จะได้สมหวังเขาด้วย"

"นี่ เธอควรจะห่วงฉันมากกว่าสิ"

"ไม่เห็นเป็นไรเลยน่า..."

ถอนหายใจ เจียงเข่อเข่อก็เลิกคุยเรื่องนี้กับอิ๋นเหลียน

เทียบกับคนไม่แยแสโลกอย่างเจียงซือ เธออยากรู้อาจารย์จื่อหยวนคิดยังไงมากกว่า

เธอจะอยากให้ฉันเข้าสำนักงานไหมนะ? ฟังจากที่อิ๋นเหลียนเล่า อาจารย์จื่อหยวนน่าจะเป็นหัวหน้าของสำนักชิงอวิ๋น

ทำไมถึงช่วยฉันนะ? ช่วยแล้วทำไมถึงไม่พาฉันไปเข้าสำนักชิงอวิ๋นเหมือนสาวน้อยเวทมนตร์คนอื่นล่ะ?

คิดยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าได้เจอกันอีกก็คงดี...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 10 - บานประตูที่เปิดออกและผู้ชักนำที่อ่อนโยน

คัดลอกลิงก์แล้ว