- หน้าแรก
- ก่อนพลังปราณจะตื่นขึ้น ผมขอทุ่มหมดหน้าตักให้ว่าที่จักรพรรดินี
- บทที่ 14 ผู้ล่าและเหยื่อ
บทที่ 14 ผู้ล่าและเหยื่อ
บทที่ 14 ผู้ล่าและเหยื่อ
บทที่ 14 ผู้ล่าและเหยื่อ
เมื่อคืนวานหลังจากที่เย่เซวียนไปพบพี่สาว เขาได้เอ่ยปากขอให้เย่เสวี่ยไล่โจวหยางออกจากงาน โดยที่ไม่ได้บอกเหตุผลที่แน่ชัด
แม้เย่เสวี่ยจะนึกสงสัยอยู่บ้างว่าโจวหยางไปมีความข้องเกี่ยวกับน้องชายของเธอได้อย่างไร แต่ในเมื่อโจวหยางเป็นเพียงพนักงานหน้าใหม่ในสำนักงานกฎหมาย และผลงานโดยรวมก็อยู่ในเกณฑ์ธรรมดาทั่วไป
ต่อให้เย่เซวียนไม่เอ่ยปาก อีกฝ่ายก็อาจจะไม่ผ่านการประเมินช่วงทดลองงานอยู่แล้ว ในเมื่อน้องชายร้องขอมาขนาดนี้ เย่เสวี่ยจึงสั่งให้โจวหยางเก็บข้าวของและออกจากงานไปทันที
โจวหยางเดินคอตกออกจากสำนักงานกฎหมายด้วยความหดหู่ เขากลับไปนอนแกร่วอยู่บนเตียงที่ห้องพักร่วมสองชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจออกไปดื่มที่บาร์ใกล้ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ประจำสำหรับระบายความเครียดของเขา
และไม่ไกลจากบาร์แห่งนั้น เย่เซวียนกำลังยืนมองโทรศัพท์มือถืออยู่ในมุมมืด เป็นไปตามที่เขาล่วงรู้จากความทรงจำในชีวิตก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน เวลาที่หมอนี่เจอเรื่องแย่ๆ มันมักจะมาดื่มเหล้าย้อมใจที่นี่เสมอ
ในอนาคต หลังจากที่โจวหยางกลายเป็น 'ผู้ปลุกพลังระดับ A' เขาก็ยังคงมาดื่มที่นี่ แต่ในตอนนั้นไม่ใช่เพื่อระบายความเศร้า แต่เป็นการมาล่าเหยื่อสาวสวยเสียมากกว่า
ในวันที่เย่เสวี่ยเกิดเรื่องร้าย โจวหยางได้หิ้วสาวสวยสองคนจากบาร์แห่งนี้กลับบ้าน และคิดจะเริงรักกับพวกหล่อนที่นั่น
เย่เสวี่ยย่อมโกรธจัด เธอตบหน้าผู้หญิงสองคนนั้นและไล่ตะเพิดออกไป
ผลคือโจวหยางใช้พลังเปลี่ยนร่างของเย่เสวี่ยให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง แล้วทุบทำลายจนแตกละเอียด
ต้องรู้ก่อนว่าบ้านที่เกิดเหตุในตอนนั้น คือบ้านที่ซูเมิ่งหลีอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเย่เสวี่ยโดยสมบูรณ์
โจวหยางอาศัยอยู่ในบ้านของเย่เสวี่ย แต่กลับหน้าด้านพาผู้หญิงอื่นเข้ามาทำเรื่องบัดสี เรียกได้ว่าเป็นคนเลวระยำต่ำช้าอย่างถึงที่สุด แม้เหตุการณ์นั้นจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เย่เซวียนก็ไม่คิดจะปล่อยมันไป
ในเวลานี้ เย่เซวียนสวมหมวกแก๊ป แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าจนมิดชิด เพื่อรอคอยจังหวะลงมือ
ในสังคมสมัยใหม่ที่กฎหมายเข้มงวดและมีกล้องวงจรปิดอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากเย่เซวียนต้องการฆ่าใครสักคน ย่อมต้องมีความกังวลมากมาย หากเป็นช่วงเวลาปกติ คดีคงถูกคลี่คลายได้ในเวลาไม่ถึงสองเดือน และเย่เซวียนคงต้องเข้าไปกินข้าวแดงในคุก
แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างออกไป อีกประมาณหนึ่งเดือน รัฐบาลจะประกาศเรื่อง 'การฟื้นฟูพลังปราณ' ต่อสาธารณชน เหตุผลที่ต้องประกาศก็เพราะเริ่มมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ หากไม่อธิบาย ประชาชนจะตื่นตระหนกจนส่งผลเสียต่อความมั่นคงของสังคม
ตามข้อมูลที่เย่เซวียนรู้ อีกไม่เกินสามวัน จะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองเจียงเฉิง
เมื่อถึงเวลานั้น กองกำลังตำรวจแทบทั้งหมดในเมืองเจียงเฉิงจะถูกระดมไปจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นเหตุการณ์ประหลาดก็จะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
คดีฆาตกรรมโจวหยางเพียงคดีเดียว ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ตำรวจย่อมไม่มีกำลังคนพอที่จะมาตามสืบ เย่เซวียนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับได้
เวลาล่วงเลยผ่านไป ท้องฟ้าค่อยๆ มืดสนิท เย่เซวียนยังคงรอคอยอยู่ใกล้บาร์อย่างใจเย็นราวกับนักล่าผู้ช่ำชอง
ในที่สุด ช่วงเวลาประมาณสามทุ่ม เย่เซวียนก็เห็นเป้าหมาย
โจวหยางเดินออกมาด้วยสภาพเมามาย ปากยังคงพ่นคำผรุสวาทไม่หยุด "เย่เสวี่ย นังสารเลว... กล้าไล่ฉันออกเหรอ! คอยดูเถอะ พอกูรวยเมื่อไหร่ กูจะเอาคืนให้สาสมเลยคอยดู! นังแพศยา..."
เมื่อได้ยินคำพูดพล่อยๆ จากปากคนเมา จิตสังหารของเย่เซวียนก็ยิ่งลุกโชน ภาพเหตุการณ์ในชีวิตก่อนผสานกับคำหยาบคายในวันนี้ ทำให้การตายของมันไม่ใช่เรื่องน่าสงสารแม้แต่น้อย!
โจวหยางเดินโซซัดโซเซมุ่งหน้ากลับที่พัก โดยมีเย่เซวียนสะกดรอยตามไปติดๆ
จนกระทั่งเดินผ่านตรอกเงียบสงัดไร้ผู้คน เย่เซวียนก็พุ่งตัวเข้าประชิดจากด้านหลัง ล็อกร่างของโจวหยางไว้อย่างแน่นหนา
วินาทีต่อมา กริชคมกริบในมือเย่เซวียนก็ปาดเข้าที่ลำคอของโจวหยางอย่างโหดเหี้ยม
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากบาดแผล โจวหยางเบิกตากว้าง ยกสองมือขึ้นกุมลำคอ พยายามห้ามเลือดที่ทะลักออกมา
เย่เซวียนไร้ซึ่งความปรานี เขากระชับกริชในมือแล้วแทงซ้ำเข้าที่ตำแหน่งหัวใจของโจวหยางอีกหลายครั้ง ทุกคมมีดล้วนเน้นจุดตาย
ร่างของโจวหยางทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น เขาหันมองเย่เซวียนด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ราวกับจะถามว่า ทำไมต้องฆ่าฉัน?
เย่เซวียนจ้องมองร่างตรงหน้า เขาสังเกตเห็นว่าเลือดที่บริเวณลำคอของโจวหยางเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งเพื่อห้ามเลือด... เจ้าหมอนี่ปลุกพลังตื่นขึ้นแล้ว!
อย่างที่เคยกล่าวไป นอกจากผู้ปลุกพลังจะได้รับพลังผ่านลูกแก้วปลุกวิญญาณแล้ว พวกเขายังสามารถกระตุ้นศักยภาพและปลุกพลังขึ้นมาได้เองในวินาทีเฉียดตาย
โจวหยางเป็นผู้ปลุกพลังระดับ A ที่มีศักยภาพสูง การจะปลุกพลังขึ้นมาในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เพียงแต่ว่าความสามารถของผู้ปลุกพลังนั้นมีความถนัดแตกต่างกัน พลัง 'ธาตุน้ำแข็งและหิมะ' ระดับ A นั้นมีพลังทำลายล้างสูงมาก แต่มันไม่ใช่พลังสายป้องกันหรือสายฟื้นฟู
แม้โจวหยางจะปลุกพลังขึ้นมาได้ในวินาทีสุดท้าย และใช้น้ำแข็งปิดปากแผลที่คอได้ แต่เขาก็ไร้หนทางที่จะซ่อมแซมหัวใจที่ถูกแทงจนยับเยิน
อีกทั้งเขายังเพิ่งปลุกพลัง ระดับการพัฒนาพลังน่าจะมีเพียงแค่ 1% ต่อให้เป็นระดับ A ขีดความสามารถก็ยังจำกัด
ในขณะนี้ บาดแผลที่คอของโจวหยางถูกแช่แข็งด้วยพลังพิเศษ
เขาเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก "ฉัน... ไม่เคยมีความแค้นกับแก... ทำไม... ต้องฆ่าฉัน?"
เย่เซวียนมองลงต่ำและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "บางทีตอนนี้แกอาจจะยังบริสุทธิ์อยู่จริงๆ แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ใช่คนดี"
ในสายตาของคนทั่วไป การฆ่าคนเพราะสิ่งที่เขายังไม่ได้ทำอาจดูโหดร้ายเกินไป
บางคนอาจเลือกที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงชะตา หรือแค่กันเย่เสวี่ยให้ออกห่างจากโจวหยาง
แต่เย่เซวียนไม่ใช่คนดี และเขาไม่อาจมั่นใจได้ว่าการแค่กันพี่สาวออกมาจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเดิมได้หรือไม่ การกำจัดโจวหยางทิ้งเสียตั้งแต่ต้นคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
และภาพที่พี่สาวถูกเปลี่ยนเป็นเศษน้ำแข็งแตกกระจายยังคงติดตา ความเห็นใจของเย่เซวียนจึงไม่มีเหลือเผื่อแผ่ให้คนอย่างโจวหยาง
เย่เซวียนยืนมองดูวาระสุดท้ายของโจวหยาง บาดแผลที่หัวใจทำให้เรี่ยวแรงของมันค่อยๆ หมดลง จากที่คุกเข่าอยู่ก็ฟุบลงไปนอนราบกับพื้น
เมื่อสิ้นใจ พลังพิเศษที่ประคองไว้ก็สลายไป
เลือดที่แข็งตัวบริเวณลำคอค่อยๆ ละลายและไหลออกมาตามปกติ
ตอนนี้สภาพศพของโจวหยางดูเหมือนเหยื่อฆาตกรรมธรรมดา ไม่หลงเหลือร่องรอยของผู้ปลุกพลังอีกต่อไป
นี่คือสิ่งที่เย่เซวียนต้องการ เพราะหากศพนี้มีความเกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะทุ่มกำลังสืบสวนอย่างหนัก และอาจนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเขาได้ หากเป็นสภาพนี้ เรื่องราวคงจบลงเงียบๆ
แม้โจวหยางจะสิ้นลมไปแล้ว แต่ดวงตายังคงเบิกโพลงจ้องมองมาทางเย่เซวียน ราวกับตายตาไม่หลับด้วยความแค้นเคือง
เย่เซวียนจ้องตอบดวงตาคู่นั้นและกล่าวเสียงเย็น "ชาติหน้าก็หัดเกิดเป็นคนดีซะบ้างล่ะ!"
จากนั้น เย่เซวียนก็ก้มลงค้นตัวโจวหยาง และหยิบเอาทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปทั้งหมด
เย่เซวียนไม่ได้ต้องการเงินทองของมัน แต่เพื่อสร้างสถานการณ์ลวงว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ เพื่อเบี่ยงเบนรูปคดีให้ดูเหมือนอาชญากรรมทั่วไป