เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 บาดแผลภายนอกเพิ่งหายดี บาดแผลภายในก็กำเริบซ้ำ!

บทที่ 7 บาดแผลภายนอกเพิ่งหายดี บาดแผลภายในก็กำเริบซ้ำ!

บทที่ 7 บาดแผลภายนอกเพิ่งหายดี บาดแผลภายในก็กำเริบซ้ำ!


ทุกสายตาต่างประจักษ์แจ้ง จางไป๋ที่มีพลังวิญญาณถึงระดับสิบเก้ากลับมิใช่คู่มือของไต้เหยาแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำไต้เหยายังมิต้องใช้ทักษะวิญญาณเสียด้วยซ้ำ

บรรดาผู้ที่คิดจะขึ้นมาลองของเสี่ยงโชคต่างพากันเงียบกริบ

"องค์ชายใหญ่ ท่านยินดีจะรับคำท้าจากมหาวิญญาจารย์หรือไม่เพคะ?"

ในขณะนั้นเอง สุ้มเสียงหนึ่งก็ลอยเข้าหูไต้เหยา

ไต้เหยาปรายตามองไปตามต้นเสียง พบเด็กสาวร่างสูงโปร่งในชุดสีดำ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม อายุอานามราวสิบสองสิบสามปี

"กัวปี้ชิง วิญญาณยุทธ์เสือดาวเงา มหาวิญญาจารย์ระดับยี่สิบสอง" กัวปี้ชิงย่อกายคารวะเล็กน้อยเมื่อเห็นไต้เหยามองมา

"เชิญ!" ไต้เหยาเอ่ยเสียงเรียบ

กัวปี้ชิงกระโจนวูบเดียว ร่างลงสู่พื้นเบื้องหน้าไต้เหยาในระยะที่ไม่ไกลนัก

"องค์ชายใหญ่ทรงเอาชนะวิญญาจารย์ระดับสิบเก้าได้โดยมิต้องใช้ทักษะวิญญาณ ทั้งที่มีพลังวิญญาณเพียงระดับสิบสี่ ปี้ชิงเลื่อมใสยิ่งนัก" กัวปี้ชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

"หากประเดี๋ยวปี้ชิงเกิดพลั้งมือชนะองค์ชายใหญ่ขึ้นมา หวังว่าพระองค์จะทรงอภัยให้หม่อมฉันนะเพคะ" กัวปี้ชิงเอ่ยเสียงหวาน

"เชิญลงมือ" สีหน้าของไต้เหยายังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น

ไม่จำเป็นต้องให้กรรมการประกาศเริ่ม การประลองวิญญาณก็ปะทุขึ้นทันที

เบื้องหลังกัวปี้ชิงพลันปรากฏเงาร่างเสือดาวดำเปล่งประกาย ร่างกายอรชรเริ่มปรากฏลักษณะของเสือดาวเงา วงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงลอยขึ้นจากใต้เท้า

เดิมทีกัวปี้ชิงสูงราวร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร แต่เมื่อสวมร่างวิญญาณยุทธ์ ส่วนสูงของนางก็พุ่งเฉียดร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร

"ทักษะวิญญาณที่สอง: ร่างแยกเงา!"

กัวปี้ชิงส่งเสียงคำรามต่ำ ทันใดนั้น ร่างเงาที่เหมือนกับตัวนางทุกประการก็ปรากฏขึ้นเคียงข้าง

"องค์ชายใหญ่ ระวังตัวด้วยเพคะ"

กัวปี้ชิงทั้งสองร่างพุ่งเข้าใส่ไต้เหยาพร้อมกัน

"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: ทะลวง!"

นิ้วทั้งสิบของกัวปี้ชิงทั้งสองร่างเปล่งแสงแหลมคมวาบวับ

ไต้เหยามองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าพลังโจมตีของกัวปี้ชิงมีความรุนแรงและทะลุทะลวงมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าได้รับการเสริมพลังมาอย่างดี

เมื่อสัมผัสได้ถึงขุมพลังที่พลุ่งพล่านในกายและพลังวิญญาณที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเหือดแห้ง ไต้เหยาก็เผชิญหน้ากับกัวปี้ชิงทั้งสองร่างโดยปราศจากความหวาดหวั่น

บนอัฒจันทร์

ตงฮุ่ยและหยางหมิงซินมองไต้เหยาที่กำลังถูกกัวปี้ชิงทั้งสองรุมโจมตี ใบหน้าสวยหวานของทั้งคู่ต่างฉายแววกังวลออกมาพร้อมกัน

"เปิดรับแทงแล้ว! เปิดรับแทงแล้ว!"

"องค์ชายใหญ่ชนะ แทงหนึ่งจ่ายสิบ!"

ที่โต๊ะพนัน เสียงตะโกนของเจ้ามือยังคงดังต่อเนื่อง

"เมื่อกี้ก็เปิดหนึ่งต่อสิบจนหมดตัวไปแล้ว ยังจะกล้าเปิดหนึ่งต่อสิบอีกรึ!"

"นั่นสิ บ้าไปแล้วหรือเปล่า!"

"จะกลัวอะไร! โอกาสถอนทุนคืนมาอยู่ตรงหน้าแล้ว!" ชายคนหนึ่งกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว:

"ระดับสิบสี่ชนะระดับสิบเก้าก็ว่าเกินจริงแล้ว องค์ชายใหญ่จะเอาชนะมหาวิญญาจารย์ระดับยี่สิบสองได้เชียวรึ?"

...

ในฐานะวิญญาณยุทธ์สายโจมตีเร็ว เสือดาวเงาครอบครองความเร็วอันเหลือเชื่อ ทั้งยังมีพลังโจมตีที่ไม่ธรรมดา

"ปัง!"

บนลานประลองวิญญาณ

หลังจากไต้เหยาและกัวปี้ชิงทั้งสองร่างแลกหมัดแลกกรงเล็บกัน ทั้งสองฝ่ายต่างถอยร่นออกมา

"องค์ชายใหญ่ ยังไม่คิดจะใช้ทักษะวิญญาณอีกหรือเพคะ?" กัวปี้ชิงท้าวเอว รอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้างดงาม

ไต้เหยาเพียงต้องการข้ออ้างในการต่อสู้กับผู้คนไปเรื่อยๆ เท่านั้น

เขาจึงยังไม่อยากใช้ทักษะวิญญาณในตอนนี้

"เกิดมาเพื่อรบ ตราบจนชีพวาย!"

"หากต้องการให้ข้าใช้ทักษะวิญญาณ ก็จงแสดงฝีมือของเจ้าออกมา!"

"เข้ามา!"

แสงสีเงินระเบิดออกรอบกายไต้เหยา

รอยยิ้มของกัวปี้ชิงเลือนหายไป นางพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง

ไต้เหยาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างแยกของกัวปี้ชิง ทั้งพละกำลังและความเร็ว มีเพียงครึ่งเดียวของร่างต้นเท่านั้น

แม้จะสามารถใช้ทักษะวิญญาณที่หนึ่งได้ แต่อานุภาพที่แสดงออกมากลับด้อยกว่าจางไป๋เมื่อครู่อย่างเทียบไม่ติด

"ย้าก!"

หลังจากไต้เหยาหลบการโจมตีจากกัวปี้ชิงทั้งสองร่างได้อีกคำรบ เขาก็ตวัดขาเตะเข้าที่เอวของร่างแยกขณะลอยตัวอยู่กลางอากาศ

ทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาหมุนตัวเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หน้าท้องของกัวปี้ชิงอย่างดุดัน

"อ๊าย!" กัวปี้ชิงร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าซีดเผือดในพริบตา ร่างกระเด็นถอยหลังไถลไปกับพื้นหลายเมตรในท่ากึ่งนั่งกึ่งคลาน

และในจังหวะนั้นเอง ร่างแยกเงาก็สลายหายไป

กัวปี้ชิงเดิมทีคิดว่าหลังจากศึกกับจางไป๋ แม้ไต้เหยาจะไม่ได้ใช้ทักษะวิญญาณ แต่ก็น่าจะสิ้นเปลืองพลังกายไปไม่น้อย

แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้...

นอกจากจะไม่สิ้นเปลืองแรงเท่าไหร่แล้ว เขากลับดูคึกคักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

"องค์ชายใหญ่ช่างไม่รู้จักถนอมบุปผาเอาเสียเลย ปี้ชิงอุตส่าห์มั่นใจในรูปร่างหน้าตาตัวเองแท้ๆ" กัวปี้ชิงกุมท้องน้อยพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มฝืน

"สนามประลองคือสนามรบ!" ไต้เหยากล่าวเสียงเย็น

"ฝีมือขององค์ชายช่างร้ายกาจนัก ปี้ชิงขอยอมแพ้เพคะ" กัวปี้ชิงลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มยั่วยวนทิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

การประลองจบลง

"ไม่นะ!!!"

"เงินข้า!!!"

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังก้องไปทั่วสนามประลองวิญญาณ

"ทำไมถึงมีคนมาเชือดหมูแถวนี้!"

"บ้าเหรอ ที่นี่จะมีหมูมาจากไหน!"

"สงสัยคงมีคนแทงเสียจนหมดตัวแน่ๆ!"

ตงฮุ่ยและหยางหมิงซินมองไปยังคนที่ติดหนี้ก้อนโตที่โต๊ะพนันแล้วส่ายหน้า

เป็นเวลากว่าห้าชั่วโมงที่ไต้เหยารับคำท้าอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเอาชนะวิญญาจารย์ไปถึงยี่สิบคน ไต้เหยาก็เดินลงจากลานประลองวิญญาณอย่างเชื่องช้า สีหน้ายังคงปกติไม่เปลี่ยนแปลง

"องค์ชายใหญ่ ท่านยอดเยี่ยมมากเพคะ!"

หยางหมิงซินและตงฮุ่ยที่มารอไต้เหยาอยู่ก่อนแล้วรีบก้าวเข้ามาหาทันที

"เพราะองค์ชายแท้ๆ พวกเราพี่น้องเลยกวาดเงินมาเพียบเลย" หยางหมิงซินหัวเราะคิกคัก

"องค์ชายหิวไหมเพคะ? ให้พวกเราเลี้ยงข้าวท่านสักมื้อดีไหม?" ตงฮุ่ย้มหน้าเอ่ยเสียงเบา

"อาหารในโรงเรียนต้องเสียเงินด้วยหรือ?" ไต้เหยาไม่รู้กฎข้อนี้จริงๆ เพราะอย่างไรเสียที่นี่ก็คือโรงเรียนหลวง

"อาหารธรรมดาน่ะฟรีแน่นอนเพคะ แต่พวกอาหารที่อุดมไปด้วยพลังงานเหล่านั้นราคาแพงเอาเรื่องอยู่" หยางหมิงซินอธิบาย

ไต้เหยาเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้ว จึงพยักหน้าตอบรับทันที

ใบหน้าของหยางหมิงซินและตงฮุ่ยฉายแววดีใจอย่างปิดไม่มิด

ทั้งสองคนเดินขนาบข้างไต้เหยา ซ้ายขวาคนละฝั่ง

...

วีรกรรมของไต้เหยาที่ท้าสู้ข้ามรุ่นและคว้าชัยชนะติดต่อกันยี่สิบแมตช์ในลานประลองวิญญาณ แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนอย่างรวดเร็ว

ไต้เหว่ยซือที่เพิ่งจะโดนไต้เหยาซ้อมจนน่วม อาการบาดเจ็บเพิ่งจะทุเลาลงด้วยฝีมือของวิญญาจารย์สายรักษา

เมื่อได้ยินข่าวนี้ เขาก็ตกตะลึงจนตาค้าง

"เป็นไปไม่ได้!"

"เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!"

ไต้เหว่ยซือกัดฟันกรอด แววตาเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นและริษยา

"ไต้เหยา เจ้าแค่เกิดก่อนข้าไม่กี่วัน! ทีแรกก็แย่งตำแหน่งองค์ชายใหญ่ของข้าไป แล้วพลังวิญญาณแต่กำเนิดยังจะสูงกว่าข้าอีก!"

"สวรรค์ตาบอด!"

ไต้เหว่ยซือนึกถึงไต้เหยาที่ปาเข้าไปถึงระดับสิบสี่ ในขณะที่เขาอยู่เพียงระดับเจ็ด

ความห่างชั้นระหว่างพวกเขามันคือสองเท่าตัว!

ช่องว่างมหาศาลขนาดนี้...

ความสิ้นหวังผุดขึ้นในใจไต้เหว่ยซือ!

"หรือข้า ไต้เหว่ยซือ ถูกลิขิตให้โดนเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าไปชั่วชีวิต..."

แววตาของไต้เหว่ยซือเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่น

...

โรงเรียนหลวงซิงหลัว

ในห้องส่วนตัวของภัตตาคาร

เนื้อสัตว์วิญญาณนานาชนิดที่อัดแน่นด้วยพลังงาน รวมถึงอาหารตุ๋นยาจีน ถูกจัดวางเรียงรายตรงหน้าไต้เหยา

ตงฮุ่ยและหยางหมิงซินนั่งขนาบข้างไต้เหยา ค่อยๆ รับประทานอย่างเรียบร้อยนุ่มนวล

แม้ไต้เหยาจะยังคงรักษากิริยาท่าทางที่สง่างาม แต่ความเร็วในการกินของเขานั้นเหนือกว่าสองสาวอย่างเห็นได้ชัด

มื้อนี้มีมูลค่าหลายร้อยเหรียญทอง

จะว่าไปก็น่าเวทนา

ในฐานะองค์ชายใหญ่ ปกติแล้วไต้เหยากลับไม่มีปัญญาจะได้กินอาหารระดับนี้...

อาหารบนโต๊ะกลมพร่องลงอย่างรวดเร็ว

หยางหมิงซินและตงฮุ่ยเห็นดังนั้นก็สบตากันยิ้มๆ

"พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน?" ไต้เหยาหยุดมือแล้วถามด้วยความสงสัย

"คิดว่าข้ากินเยอะเกินไป จนดูตะกละงั้นรึ?" ไต้เหยายังคงตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป

"องค์ชายทรงคิดมากไปแล้วเพคะ ตรงกันข้าม พวกเรากลับรู้สึกว่าองค์ชายดูเป็นธรรมชาติและจริงใจยิ่งนัก" มือเล็กๆ ของหยางหมิงซินเผลอวางลงบนท่อนแขนที่แข็งแกร่งและแน่นหนั่นของไต้เหยา

แน่นจัง!

จบบทที่ บทที่ 7 บาดแผลภายนอกเพิ่งหายดี บาดแผลภายในก็กำเริบซ้ำ!

คัดลอกลิงก์แล้ว