- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 93 วิชามรณะบำเพ็ญจุดตาย อวี้หลงถูกเตะกระเด็น
ตอนที่ 93 วิชามรณะบำเพ็ญจุดตาย อวี้หลงถูกเตะกระเด็น
ตอนที่ 93 วิชามรณะบำเพ็ญจุดตาย อวี้หลงถูกเตะกระเด็น
ตอนที่ 93 วิชามรณะบำเพ็ญจุดตาย อวี้หลงถูกเตะกระเด็น
เย่เฟิงอ่านคาถาบำเพ็ญเพียรของเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดอย่างละเอียดหนึ่งจบรวด เมื่อเตรียมจะอ่านเป็นรอบที่สอง ตัวอักษรที่ก่อตัวขึ้นจากเส้นสายละเอียดลออนับไม่ถ้วนกลางอากาศเบื้องหน้าก็เริ่มค่อยๆ สลายไป
เขารู้ว่านี่คือหมดเวลาแล้ว
หากต้องการดูต่อ ก็จะต้องใช้พลังวิญญาณกระตุ้นยันต์หยกต่อไป
เขาไม่ได้กระตุ้นมันต่อ แต่หวนนึกถึงเนื้อหาที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่แทน
เคล็ดวิชานับร้อยที่บันทึกไว้ในเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดนั้นล้ำเลิศอย่างยิ่ง ทั้งยังพิสดารและอันตราย ไม่รู้ว่าปรมาจารย์ท่านใดจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดค้นการใช้จุดชีพจรและเส้นชีพจรหลายสิบแห่งในร่างกาย เพื่อกระตุ้นพลังหยางบริสุทธิ์ในกาย ก่อเกิดเป็นวิชาอัสนีใจ
แม้ว่าตัวอักษรจะมีไม่มาก แต่คาถาเคล็ดวิชาใจในภายหลังก็ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดว่า เคล็ดวิชาใจนี้มีเพียงบุรุษที่ไม่เคยผ่านเรื่องบุรุษสตรีมาก่อนเท่านั้นจึงจะบำเพ็ญเพียรได้
หากได้บำเพ็ญเพียรคู่กับสตรี พลังหยินต้นกำเนิดในร่างกายของสตรีก็จะเข้าสู่ร่างกายของบุรุษ ส่งผลกระทบต่อเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดอยู่บ้าง
แต่ทว่า การสูญเสียพรหมจรรย์ไม่เท่ากับการสูญเสียเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาด แต่เป็นการแปรเปลี่ยนเป็นอัสนีต้นกำเนิดทมิฬเร้น
หนึ่งคืออัสนีหยาง หนึ่งคืออัสนีหยิน ล้วนเป็นอัสนี แต่คุณสมบัติหยินหยางกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่อัสนีหยางแปรเปลี่ยนเป็นอัสนีหยินแล้ว ก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด
แต่ทว่า ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบต่อสตรีผู้ที่พรากพรหมจรรย์ของเขาไปอยู่บ้าง
ในระหว่างที่บุรุษและสตรีร่วมอภิรมย์กัน พลังหยินต้นกำเนิดของสตรีจะเข้าสู่ร่างกายของบุรุษ เช่นเดียวกัน พลังหยางบริสุทธิ์ของบุรุษก็จะเข้าสู่ร่างกายของสตรีด้วย
ในคาถากล่าวไว้ว่า "พลังหยางเข้าสู่ร่างสตรี สามารถช่วยยกระดับพลังบำเพ็ญเพียร ทั้งยังทำให้หยินหยางเสียสมดุล หยางรุ่งเรืองหยินเสื่อมถอย ต้องสามสิบวันจึงมอดม้วย"
ประโยคสุดท้ายนี้ เย่เฟิงไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร
อันใดเรียกว่า 'ต้องสามสิบวันจึงมอดม้วย'?
หากตนเองบำเพ็ญเพียรเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาด ในอนาคตหากหักห้ามใจไม่ไหว ไปร่วมอภิรมย์กับสตรี อีกฝ่ายจะต้องจบชีวิตลงภายในสามสิบวันมิใช่หรือ?
"ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่? ไม่ได้ ข้าต้องไปถามชายชราผู้นั้น..."
เย่เฟิงพลิกตัวลงจากเตียง
เดิมทีเพียงแค่สงสัยใคร่รู้ อยากจะดูเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดที่ว่ากันว่ามีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่บำเพ็ญเพียรได้สักครั้ง แต่หลังจากที่ได้ดูแล้ว เย่เฟิงก็รู้สึกใจสั่นไหวอย่างแท้จริง
พลังสายฟ้าเดิมทีก็ไม่ใช่สิ่งที่พลังของมนุษย์จะควบคุมได้ พลังทำลายล้างของมันมหาศาลนัก
หากนำมารวมกับกระบี่ม่วงครามของตนเอง ก็แทบจะไม่กล้าจินตนาการเลย
ที่สำคัญที่สุดคือ ต่อให้ในอนาคตจะสูญเสียพรหมจรรย์ไป ตนเองก็ไม่ตาย เพียงแค่อัสนีหยางแปรเปลี่ยนเป็นอัสนีหยินเท่านั้น
ตอนนี้เย่เฟิงต้องไปทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า 'ต้องสามสิบวันจึงมอดม้วย' หมายความว่าอย่างไร
หากสตรีผู้นั้นจะต้องจบชีวิตลงจริงๆ เย่เฟิงก็จะไม่บำเพ็ญเพียรเป็นอันขาด
เขาไม่อยากจะทำร้ายพี่สาวคนงามที่จะพรากพรหมจรรย์ครั้งแรกของเขาไป
หากอีกฝ่ายไม่ตาย เย่เฟิงก็คิดว่า เคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดนี้ก็ยังพอจะนำมาบำเพ็ญเพียรยามว่างได้ ถือเสียว่าเป็นการฆ่าเวลา
เย่เฟิงเดินเข้าไปในศาลบรรพชน เห็นผู้เฒ่าเฝ้าศาลกำลังใช้ไม้ปัดขนไก่เช็ดฝุ่นบนป้ายวิญญาณ
เย่เฟิงเอ่ยถาม "ท่านผู้อาวุโส คือว่า... ยันต์หยกที่ท่านให้ข้า ข้าดูผ่านๆ ไปรอบหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าก็ไม่เลว เพียงแต่มีปัญหาหนึ่งที่ข้าไม่ค่อยเข้าใจ"
"ปัญหาอันใด?"
"ต้องสามสิบวันจึงมอดม้วย ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ?"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลกล่าว "ด้านบนก็เขียนไว้ชัดเจนมากไม่ใช่หรือ พลังหยางเข้าสู่ร่างสตรี สามารถช่วยยกระดับพลังบำเพ็ญเพียร ทั้งยังทำให้หยินหยางเสียสมดุล หยางรุ่งเรืองหยินเสื่อมถอย ต้องสามสิบวันจึงมอดม้วย"
"ข้ารู้ ประโยคสองสามท่อนแรกข้าล้วนเข้าใจ เพียงแต่ประโยคสุดท้ายที่ดูไม่ค่อยเข้าใจ หรือว่าหมายความว่าสตรีที่พรากพรหมจรรย์ไป จะต้องจบชีวิตลงภายในสามสิบวัน?"
"เจ้าคิดมากไปแล้ว"
"นางไม่ตาย"
"ย่อมไม่ตาย ประโยคนี้หมายความว่า พลังหยางในร่างกายของสตรีมีมากเกินไป ทำให้หยินหยางเสียสมดุล จะทำให้มีหนวดเครางอกขึ้นมา ต้องรอสามเดือน หนวดเคราถึงจะหายไป"
"หา?"
เย่เฟิงถึงกับนิ่งอึ้งไปทั้งคน
ที่แท้ก็หมายความเช่นนี้เองหรือนี่
สตรีมีหนวดเคางอก? ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!
ยากจะจินตนาการนักว่า เด็กสาวที่งดงามผู้หนึ่ง จะมีหนวดเครารกรุงรังเต็มใบหน้า มันจะเป็นภาพเช่นใดกัน
เย่เฟิงถึงกับอดใจรอไม่ไหว อยากจะเห็นนักว่าผู้โชคดีคนนั้นจะเป็นผู้ใด
"ข้าจะเรียน! ตอนนี้ข้าจะเรียนเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดเดี๋ยวนี้!"
ในเมื่อฝ่ายหญิงเป็นเพียงแค่หนวดเคางอกขึ้น ไม่ถึงกับต้องเสียชีวิต เย่เฟิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะอยู่ในความคาดหมายของผู้เฒ่าเฝ้าศาล
เขาเก็บไม้ปัดขนไก่ กล่าวว่า "เจ้ารอท่องจำคาถาจนขึ้นใจแล้ว ก็นำยันต์หยกมาคืนข้า มีส่วนใดที่ไม่เข้าใจ จะต้องถามข้า เคล็ดวิชาใจชุดนี้อันตรายอย่างยิ่ง อย่าบำเพ็ญเพียรอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า มิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต"
เย่เฟิงหยิบยันต์หยกออกมา โคจรแก่นปราณ เส้นสายสีขาวที่คุ้นเคยก็ค่อยๆ พรั่งพรูออกมา ก่อตัวขึ้นเป็นตัวอักษรอีกครั้ง
ไป่ฮุ่ย, จางเหมิน, ถานจง, เฟิงฉือ, เหว่ยหลวี, เสินถิง, ไท่หยาง, เหรินจง, เหรินอิ๋ง, จวี้เชวี่ย, กวนหยวน, ชี่ไห่, มิ่งเหมิน, หย่าเหมิน, หย่งเฉวียน, ซางชวี, ซินซู, เจียนจิ่ง, ไท่หยวน...
เส้นสุริยันหัตถาสามสาย, เส้นหมิงหยางสามสาย, เส้นสุริยันเท้าน้อยสามสาย, ยังมีเส้นชีพจรเริ่นและตู...
เมื่อเห็นชื่อจุดชีพจรและเส้นชีพจรเหล่านี้ หัวใจของเย่เฟิงก็เต้นไม่หยุด
ให้ตายเถอะ ล้วนเป็นจุดตายที่คร่าชีวิตและเส้นชีพจรสุริยันชาดทั้งสิ้น
ในคุกหินของหอวินัย ตอนที่เย่ฝูโหยวสอนเขาให้จดจำเส้นชีพจรและจุดชีพจร ก็เคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่ง
ไป่ฮุ่ยล้มลงกับพื้น เหว่ยหลวีไม่กลับบ้านเกิด จางเหมินถูกจู่โจม สิบคนเก้าคนตาย ไท่หยางและหย่าเหมิน ยมบาลรอพบแน่นอน
ถานจงเฟิงฉือผ่าน สิ้นชีพในทันที จวี้เชวี่ยสลบสามวัน เหรินจงวิญญาณสลาย กวนหยวนเชื่อมมิ่งเหมิน ซางชวีทำลายตับไตไส้พุง
หย่งเฉวียนทะลวงร้อยชีพจร ซินซูทำลายถุงลมปราณ เสินถิงดึงทะเลวิญญาณ ขยับเมื่อใดเห็นความไม่เที่ยง ชี่ไห่รักษาทะเลปราณ ไท่หยวนหนึ่งก้านธูป
ภายในร่างกายของมนุษย์ จุดชีพจรที่อันตรายถึงชีวิตเหล่านี้ เกือบทั้งหมดปรากฏอยู่ในเคล็ดวิชาใจบำเพ็ญเพียรบทนี้
เย่เฟิงไม่กล้าคิดเลยว่า แต่ก่อนคนบ้าที่สิ้นหวังในชีวิตคนใดกันแน่ ที่เพื่อจะฆ่าตัวตาย ถึงได้คิดค้นวิชาบำเพ็ญเพียรที่ 'ฆ่าศัตรูแปดร้อย แต่ตนเองเสียหายสามหมื่น' เช่นนี้ขึ้นมา
ก็เพราะว่าเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดนั้น บำเพ็ญเพียรได้น่าสะพรึงกลัวเกินไป เผลอเล็กน้อยก็อาจธาตุไฟเข้าแทรก ดังนั้นเคล็ดวิชาใจชุดนี้จึงแพร่หลายในวงจำกัดภายในนิกายทะเลเมฆาเพียงไม่กี่ร้อยปี
หลังจากสงครามล่าเซียนปีเจี่ยจื่อ นิกายทะเลเมฆาก็ได้รวบรวมวิชาบำเพ็ญเพียรและอภินิหารทั้งหมดในสำนักใหม่ เคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดจึงไม่แพร่หลายอีกต่อไป มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่บำเพ็ญเพียรได้
แต่ทว่า คลื่นลมยิ่งแรง ปลาก็ยิ่งมีราคา ทุกเรื่องรา ความเสี่ยงและผลตอบแทนล้วนเป็นสัดส่วนโดยตรงต่อกัน
ขอเพียงแค่ประสบความสำเร็จในเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาด พลังบำเพ็ญเพียรของตนเอง รวมถึงพลังต่อสู้ ก็จะยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าในคาถาจะไม่ได้แบ่งระดับของเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดไว้อย่างชัดเจน แต่จากเนื้อหาของเคล็ดวิชาก็พอมองออกว่า เคล็ดวิชาใจชุดนี้มีสามขั้น
ขั้นแรกคืออัสนีใจ ขั้นที่สองคืออัสนีแก่นปราณ ขั้นที่สามคืออัสนีวิญญาณ
เย่เฟิงก็ไม่ได้ทะเยอทะยานถึงเพียงนั้น ขอเพียงบำเพ็ญอัสนีใจได้สำเร็จ สามารถทำให้ตนเองกระตุ้นพลังสายฟ้าในกระบี่ม่วงครามได้โดยไม่ต้องบรรลุถึงขอบเขตฟ้ามนุษย์ก็พอแล้ว
เขาไม่อยากจะบำเพ็ญอัสนีแก่นปราณหรืออัสนีวิญญาณ มันอันตรายเกินไป! พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ!
ในขณะเดียวกัน
ยอดดาราโรย ภูเขาด้านหน้า หอวินัย
ตอนที่สวีไคเดินทางกลับมา ภายในและภายนอกหอวินัยก็เต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ที่มุงดูโดยไม่รู้ความจริง
ภายในโถงใหญ่ มหาปราชญ์อวี้หลงผู้เสียงดัง กำลังโต้เถียงอย่างดุเดือดกับมหาปราชญ์อวิ๋นอวี่
ไม่สิ ไม่เพียงแต่มหาปราชญ์อวิ๋นอวี่ ยังมีเทพธิดาอวิ๋นมู่และโส่วฉือ สองเทพธิดาที่ร่วมทะเลาะวิวาทเมื่อครั้งก่อนด้วย
ทั้งสามคนล้อมเจ้าอ้วนอวี้หลงไว้ตรงกลาง ชี้หน้ามหาปราชญ์อวี้หลงพลางสาดถ้อยคำด่าทอไม่หยุด
เจ้าอ้วนอวี้หลงไม่เพียงแต่พลังบำเพ็ญเพียรจะสูงส่ง หนังหน้าก็ยังหนา ที่สำคัญคือการทะเลาะวิวาทเขาคือมืออาชีพ
กลุ่มสาวใหญ่ที่ยังรักนวลสงวนท่าที มาต่อล้อต่อเถียงกับชายชราผู้ไร้ยางอาย ก็เท่ากับเป็นการหาเรื่องอับอายเองโดยแท้
เพียงชั่วครู่ เทพธิดาอวิ๋นอวี่ทั้งสามคนก็เริ่มถลกแขนเสื้อ ระดมหยิกไปตามร่างของเจ้าอ้วนอวี้หลง
เจ้าอ้วนอวี้หลงหัวเราะเสียงดัง "พวกเจ้ากล้าหยิก ข้าก็กล้าตะโกนว่าสะใจ! ข้ามันพวกชอบความรุนแรง! โอ... สะใจจริงๆ! ออกแรงอีก!"
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อกุมหน้าผาก มองดูหอวินัยที่กำลังอลหม่าน ตวาดเสียงดัง "หยุดอาละวาดได้แล้ว! ที่นี่คือหอวินัย! พวกท่านคิดจะทำอันใด? หากยังกล้ากำเริบเสิบสานอีก ข้าจะใช้กฎของสำนักจัดการ!"
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อเป็นประมุขหอวินัยมานานหลายปี เปี่ยมไปด้วยบารมีน่าเกรงขาม เมื่อเขาตะโกนออกมาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถหยุดยั้งมหาปราชญ์อวี้หลงและคนอื่นๆ ได้ทันที
ในจังหวะนั้นเอง สวีไคก็รีบร้อนเดินเข้ามา
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อราวกับพบผู้ช่วยชีวิต กล่าวว่า "เจ้ารองเก้า เจ้ากลับมาแล้ว พบเย่เฟิงหรือไม่?"
สวีไคพยักหน้า ประสานมือเล็กน้อยให้ท่านอาจารย์และทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
กล่าวว่า "เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ได้พบศิษย์น้องเย่เฟิงที่สุสานบรรพชนทะเลเมฆาแล้ว"
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อกล่าว "เย่เฟิงว่าอย่างไรบ้าง?"
สวีไคกล่าว "ศิษย์น้องเย่ยืนยันว่า เมื่อคืนเมื่อห้าวันก่อน ศิษย์พี่ซ่างกวนลอบเข้าไปในสุสานบรรพชนและลงมือกับเขาจริง บาดแผลก็ยังคงอยู่"
"สาเหตุเล่า?"
"ศิษย์น้องเย่... ศิษย์น้องเย่บอกว่า ดูเหมือนจะเป็นเพราะเมื่อสิบวันก่อน ที่ลานบ้านของท่านอาอวี้หลง... เขาล่วงเกินศิษย์พี่ซ่างกวน"
ทุกคนต่างก็หันไปมองซ่างกวนหลานในชุดสีขาวเรียบ
ในยามนี้ซ่างกวนหลานมีสีหน้าขุ่นเคือง กล่าวว่า "ท่านอาอวี้เฉินจื่อ ข้าทำผิดกฎของสำนัก ท่านจะลงโทษอย่างไรก็ได้ แต่เย่เฟิงคนไร้ยางอายผู้นั้น ข้าจะต้องฉีกร่างเขาเป็นหมื่นชิ้น!"
คดีเป็นที่ประจักษ์แล้ว
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อเริ่มทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้ง
เขากล่าวช้าๆ "เรื่องนี้แม้ว่าศิษย์หลานเย่จะผิดก่อน แต่ศิษย์หลานซ่างกวนลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามยามค่ำคืนทำร้ายศิษย์หลานเย่ ตามกฎของนิกายทะเลเมฆา ลงโทษเจ้ากักบริเวณหนึ่งเดือน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง"
"เจ้าสี่ สมองเจ้าไม่กระทบกระเทือนใช่หรือไม่ กักบริเวณหนึ่งเดือนหมายความว่าอย่างไร? ผู้ใดบ้างจะไม่รู้ว่าปกติศิษย์หลานซ่างกวนก็แทบไม่ออกจากประตูอยู่แล้ว นี่มันจะต่างอันใดกับการไม่ลงโทษ?"
พูดจบเจ้าอ้วนอวี้หลงก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สองมือทุบตีขาของตนเองไม่หยุด พลางร่ำไห้คร่ำครวญ "ศิษย์โง่คนโตที่น่าสงสารของข้า! ชะตาชีวิตของเจ้าช่างขมขื่นนัก! ถูกคนทุบตีโดยไร้เหตุผล แต่ผู้ลงมือกลับไม่เป็นอันใดเลย! การถูกทุบตีครั้งนี้ของเจ้าถือว่าสูญเปล่า! ความยุติธรรมอยู่ที่ใด? ความยุติธรรมอยู่ที่ใดกัน!"
"เจ้าหก เจ้ายังจะมาโวยวายที่หอวินัยอีก ข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้วนะ!"
"เจ้าสี่ กลางวันแสกๆ ต่อหน้าคนมากมายถึงเพียงนี้ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะกล้าแตะต้องขนของข้าแม้แต่เส้นเดียว!"
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อลุกขึ้นยืน เดินไปถึงเบื้องหน้ามหาปราชญ์อวี้หลง
จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นเตะ
เจ้าอ้วนอวี้หลงทั้งกลิ้งทั้งคลาน ตะโกนว่า "เจ้าสี่ เจ้าบ้าไปแล้ว... โอ๊ย... อย่าเตะแล้ว... ผิดไปแล้วๆ ข้าผิดไปแล้ว!"
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อเตะมหาปราชญ์อวี้หลงไปสิบกว่าเท้า ท่ามกลางเสียงร้องขอความเมตตาของเจ้าอ้วนอวี้หลง เขาถึงได้หยุด
เจ้าอ้วนอวี้หลงลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ชี้หน้ามหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อ กล่าวว่า "เจ้าสี่ เจ้า... กล้าเตะข้า! ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!"
เขาทำท่าจะกระโจนเข้าไป
ทุกคนตกใจอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสหลายคนรีบเข้าไปรั้งเจ้าอ้วนอวี้หลงไว้
มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อกลับมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า "ที่เรียกว่าพี่ใหญ่เปรียบดั่งบิดา ท่านอาจารย์ก็สิ้นไปแล้ว ข้าเป็นศิษย์พี่สี่ของเจ้า จะเตะเจ้าไม่ได้หรือ? อย่างไร หรือว่าเจ้ายังคิดจะตีข้าอีก?"
เจ้าอ้วนอวี้หลงพลันเหี่ยวลงทันที กัดฟันกล่าว "ถือว่าเจ้าเหี้ยม! โอ๊ย... โส่วฉือ อวิ๋นมู่ พยุงศิษย์พี่หน่อย ข้าถูกเจ้าสี่เตะเจ็บไปหมดแล้ว!"
สตรีทั้งสองยกเท้าขึ้นพร้อมกัน เจ้าอ้วนเตี้ยก็ลอยละลิ่วออกจากหอวินัยท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน