เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 การถูกปล้นซึ่งหน้า

บทที่ 30 การถูกปล้นซึ่งหน้า

บทที่ 30 การถูกปล้นซึ่งหน้า


โจวเจวียนคาดไม่ถึงเลยว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนนี้จะตัดสินใจซื้อรถรวดเร็วปานกะพริบตา ทำให้เธอสามารถหาเงินค่ารักษาพยาบาลก้อนเร่งด่วนให้แม่ได้สำเร็จ

เธอเป็นถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเยี่ยนจิง ตามหลักแล้วควรจะหางานที่ตรงสายทำ แต่ทางบ้านต้องการใช้เงินด่วน และเงินเดือนเด็กฝึกงานในบริษัทที่เธอหาได้ก่อนหน้านี้ก็แค่ไม่กี่พันหยวน ซึ่งมันไม่พอประทังชีวิต

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคช่วยหรือเปล่า เพิ่งจะมาทำงานขายรถได้แค่สองวัน เธอก็ปิดการขายรถหรูราคาหลักล้านได้แล้ว ที่นี่หาเงินได้เร็ว และอย่างแย่ที่สุดเงินเดือนขั้นต่ำในช่วงทดลองงานเดือนแรกๆ ก็ไม่ได้น้อยเลย เธอจึงเลือกที่จะกัดฟันทำต่อไป

เดือนนี้เธอยังขายไม่ได้เลยสักคัน นึกว่าโชคจะหมดไปแล้วเสียอีก แต่ใครจะคิดว่าหมิงเยว่จะโผล่มา

อย่างไรก็ตาม เรื่องการจดทะเบียนรถและประกันภัยยังต้องให้ทางศูนย์จัดการให้ โจวเจวียนเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย อีกไม่กี่วันหมิงเยว่ค่อยมารับรถได้เลย

หลังจากหมิงเยว่และหวังเชี่ยนเดินออกไป พวกพนักงานในศูนย์ 4S ก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาทันที

"ใครจะไปรู้ว่าหล่อนทำงานอะไรมา"

หญิงสาวที่ทาปากแดงสดซึ่งยืนดูละครฉากใหญ่เมื่อครู่พึมพำออกมาเบาๆ โจวเจวียนตวัดสายตามองหล่อนอย่างเย็นชา

เธอเอือมระอากับการถูกเมินเฉยและสายตาดูแคลนในการทำงานเป็นพนักงานขายรถที่นี่เต็มทน หาเงินได้ก็ถูกมองว่า 'ไม่สะอาด' การเป็นพนักงานขายมันไม่สะอาดตรงไหน?

สังคมก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าคุณจะมีตำแหน่งสูงส่งในบริษัท มีค่าตอบแทนมหาศาล หรือมีค่าใช้จ่ายรายวันสูงลิบลิ่ว คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็พร้อมจะตีตราว่าคุณทำเรื่องไม่ดีงามและเงินที่คุณได้มานั้นสกปรก ราวกับว่าการได้พูดจาว่าร้ายคนอื่นแบบนี้จะทำให้พวกเขามีความสุข

โจวเจวียนกำนามบัตรในมือแน่น เมื่อครู่หมิงเยว่ยื่นมันให้เธอพร้อมบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยก็ติดต่อมาได้

ทางด้านหวังเชี่ยนรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก จะมีอะไรสะใจไปกว่าการตบหน้าคนพวกนั้นด้วยการรูดบัตรจ่ายเงินสดอีกล่ะ? ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงให้มากความ เล่นเอาคนพวกนั้นพูดไม่ออกไปเลย

หลังจากออกจากศูนย์ 4S ทั้งสองก็พากันไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

"เดี๋ยวนี้หมิงเยว่ดูเป็นคนโรแมนติกจังนะ!"

หวังเชี่ยนเดาะลิ้นชื่นชม เสียงเปียโนภายในร้านบรรเลงขับกล่อมอย่างไพเราะ

"พาเธอมาเปิดหูเปิดตาไง"

เมื่อก่อนหวังเชี่ยนมักจะพร่ำบ่นเสมอว่าอยากรวยทางลัด จะได้ไปอยู่คฤหาสน์หรู กินของดีๆ นอนกอดหนุ่มหล่อ และเที่ยวรอบโลก

เรื่องกินของดีๆ นั้นทำง่ายที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ ในอนาคตเธอก็จะพยายามช่วยเติมเต็มความฝันของเพื่อนรักให้ได้มากที่สุด สมกับเป็นเพื่อนตายจริงๆ

ทั้งสองเลือกนั่งโต๊ะริมกระจกใสที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้ชัดเจน

การตกแต่งภายในร้านเน้นโทนสีขรึมเล็กน้อย เคล้าคลอด้วยเสียงเปียโนอันไพเราะ บริกรสวมเสื้อเชิ้ตและกั๊กเดินถือถาดเสิร์ฟไปมา สร้างบรรยากาศที่ดูหรูหราและโรแมนติก

ที่นี่เหมาะมากสำหรับคู่รักมาเดตกัน และแน่นอนว่าเหมาะสำหรับเพื่อนสาวมานั่งเม้าท์มอยด้วย

"อยากกินอะไรสั่งเลยนะ"

หมิงเยว่ยื่นเมนูให้หวังเชี่ยน หลังจากสั่งเสร็จ ทั้งสองก็นั่งรอกาแฟและของหวาน

"เสี่ยวเหยียน คุณควรรู้จักพอได้แล้วนะ หนึ่งล้านหยวนคือราคาสูงสุดที่บริษัทเราให้ได้แล้ว"

"ขอบคุณครับ"

หมิงเยว่รับกาแฟมาถือไว้ พลางได้ยินเสียงแหลมสูงวางอำนาจของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง

เนื่องจากพนักพิงโซฟานั้นสูงมากจนบังสายตา หมิงเยว่จึงมองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น

เธอเริ่มชวนหวังเชี่ยนคุยสัพเพเหระ ไม่ได้ใส่ใจการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นด้านหลังนัก เพียงแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่มาคุยธุรกิจกันในร้านกาแฟแบบนี้

"ผู้จัดการหวัง ก่อนหน้านี้คุณบอกชัดเจนว่าสามล้านนะครับ"

ผู้ชายที่พูดน่าจะเป็น 'เสี่ยวเหยียน' ที่ผู้หญิงคนนั้นเรียก ดูเหมือนการเจรจาของทั้งสองฝ่ายจะไม่ราบรื่นนัก

"เสี่ยวเหยียนนี่ยังเด็กเกินไปจริงๆ"

หมิงเยว่ได้ยินเสียงบทสนทนาแว่วมาเป็นระยะ

"วันนี้กับวันก่อนมันไม่เหมือนกันแล้ว บริษัทของเสี่ยวเหยียนตอนนี้ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ตอนแรกพวกเราอยากจะซื้อโครงการของคุณ แต่คุณไม่ยอมขายเอง ตอนนี้มูลค่ามันก็ต้องตกลงเป็นธรรมดา"

ทำไมเสี่ยวเหยียนจะไม่รู้ นี่ไม่ใช่การลดมูลค่า แต่ฝ่ายตรงข้ามจงใจกดราคาชัดๆ

"ประธานหวัง ต่อให้บริษัทผมล้มละลาย ผมก็ยังเอาโครงการนี้ไปเสนอที่บริษัทอื่นได้ คุณก็น่าจะรู้ว่าถ้าโครงการของผมสำเร็จ กำไรที่ได้มันไม่ใช่แค่ไม่กี่ล้านแน่"

เขาไม่มีเส้นสายและเงินทุนไม่หนาพอ จึงถูกบริษัทใหญ่กว่าบีบจนหน้าเขียวหน้าเหลือง

เขาไม่เชื่อหรอกว่าวิกฤตที่บริษัทเจอในช่วงนี้จะไม่มีบริษัทคู่แข่งเข้ามาแทรกแซง

แต่ตอนนี้บริษัทอื่นต่างพากันจ้องตาเป็นมัน ทุกคนอยากจะช้อนซื้อโครงการของเขาในราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ถ้าต้องขายไปแบบนี้ เขาคงตายตาไม่หลับ นี่คือหยาดเหงื่อแรงกายของทุกคนในบริษัท

หนึ่งล้านหยวน แค่เงินชดเชยให้พนักงานยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ

"เสี่ยวเหยียน คุณต้องยอมรับความจริงนะ ตอนนี้พวกเราเป็นคนกำหนดราคา"

หมิงเยว่ไม่คิดเลยว่าจะมานั่งดื่มกาแฟแล้วต้องมาได้ยินเรื่องพรรค์นี้

ทางด้านนั้นยังคงพูดคุยกันต่อ แต่จู่ๆ ฝ่ายชายก็ระเบิดอารมณ์ออกมา

"แซ่หวัง คุณอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!"

เขาสาดกาแฟร้อนๆ ใส่หน้าผู้หญิงคนนั้นเต็มแรง

หมิงเยว่ลุกขึ้นยืนทันที บริกรเข้าใจผิดคิดว่ากาแฟกระเด็นโดนเธอจึงรีบเข้ามาขอโทษขอโพย

เสียงเปียโนหยุดชะงักลง

บรรยากาศโรแมนติกเมื่อครู่พลันหนักอึ้งขึ้นมาทันตา

เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา แทนที่จะขอให้เชิญตัวออกไป แขกในร้านกลับพากันจดจ้องด้วยความสนใจ แก้เบื่อได้เป็นอย่างดี

เมื่อเห็นทั้งสองคนนั่งลงอีกครั้ง บริกรก็ถอยฉากออกไปสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ กลัวว่าพวกเขาจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก

"ที่ฉันถูกใจเธอถือเป็นวาสนาของเธอแล้วนะ ตราบใดที่เธอยอมตกลง ฉันให้เธอได้ถึงสามล้าน"

หมิงเยว่หัวเราะในลำคอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้เธอออกกำลังกายหรือเพราะ 'หยวนเป่า' กันแน่ เธอรู้สึกว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าของเธอเฉียบคมขึ้นมาก

ปกติถ้ามีเสียงเปียโนคลออยู่ เธอไม่น่าจะได้ยินบทสนทนาของโต๊ะอื่นชัดขนาดนี้เว้นแต่พวกเขาจะตะโกนใส่กัน

แต่เธอกลับได้ยินชัดแจ๋ว

[ติ๊ง—ได้ยินว่าที่รักกำลังคิดถึงผม แน่นอนว่าเป็นระบบสุดหล่อคนนี้ที่ช่วยคุณไงล่ะ! ค่าเสน่ห์ของโฮสต์เพิ่มขึ้นเกิน 80 แล้ว ระบบเลยอัปเกรดร่างกายให้ พลังจิต พลังกาย และประสาทสัมผัสทั้งห้าจะดียิ่งขึ้นไปอีก]

[หยวนเป่าสุดยอดไปเลย!]

เธอรู้สึกได้จริงๆ ว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น พลังงานและความกระปรี้กระเปร่าก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

ผู้ชายคนนั้นดูท่าทางจะลุกหนี แต่กลับถูกผู้หญิงคนนั้นดึงตัวไว้

"คิดถึงพนักงานของคุณสิ คิดถึงหุ้นส่วนที่ร่วมก่อตั้งบริษัทมาด้วยกันกับคุณ..."

หมิงเยว่ทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว

"เชี่ยนเชี่ยน ฉันขอไปจัดการธุระแป๊บหนึ่งนะ เธอกินไปก่อนเลย"

เธอหันหลังเดินตรงไปด้านหลัง ผู้ชายคนนั้นสวมชุดสูท ดูอิดโรยเล็กน้อยแต่ผิวพรรณขาวจัด แม้จะนั่งอยู่ แต่ชุดสูทพอดีตัวและช่วงขายาวเหยียดที่ดูเหมือนจะวางตรงไหนก็เกะกะไปหมดนั่น บ่งบอกว่าเขาเป็นคนตัวสูงมาก

ทรงผมที่ยุ่งเหยิงนิดๆ ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลา ไม่ได้ทำให้เขาดูซกมกเลยสักนิด กลับกัน ความอิดโรยจางๆ นี้ยิ่งขับเน้นให้เขามีบรรยากาศของขุนนางตกอับที่แหลกสลายและน่าค้นหา

มิน่าล่ะ ยัยป้าฝั่งตรงข้ามถึงได้ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งบีบบังคับเขาขนาดนี้

"คุณผู้หญิงคะ นี่คือวิธีที่คุณใช้ชอบใครสักคนเหรอคะ? ธุรกิจก็ส่วนธุรกิจสิคะ ไม่ทราบว่าเป็นผู้จัดการบริษัทไหนเหรอคะ ถึงได้มีอำนาจกำหนดราคาตามใจชอบแบบนี้?"

ทันทีที่หมิงเยว่เอ่ยปาก สายตาของหญิงวัยกลางคนก็ตวัดมาจ้องเธอเขม็งทันที

หล่อนไม่คิดว่าจู่ๆ จะมีสาวน้อยหน้าตาสะสวยโผล่เข้ามาขัดจังหวะ เดิมทีเรื่องในวันนี้มันน่าจะจบลงอย่างสวยงามแล้วแท้ๆ ต่อให้ไม่ได้ตัวคน ก็ต้องได้โครงการมาแน่ๆ เพราะเขาไม่มีทางหนีไปไหนรอดแล้ว

จบบทที่ บทที่ 30 การถูกปล้นซึ่งหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว