เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 เจ้าอ้วนของข้ามาแล้ว!

บทที่ 15 เจ้าอ้วนของข้ามาแล้ว!

บทที่ 15 เจ้าอ้วนของข้ามาแล้ว!


บทที่ 15 เจ้าอ้วนของข้ามาแล้ว!

"ข้าเข้าใจแล้ว!" สี่จื่อตัวน้อยรับตำราคู่มือบำเพ็ญเพียรสำหรับเด็กมาถือไว้อย่างจริงจัง พร้อมกับให้สัญญากับจื่อซีเสียงดังฟังชัด "ข้าจะตั้งใจบำเพ็ญเพียรเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!"

"อื้ม อาจารย์เชื่อว่าเจ้าเก่งที่สุด ตั้งใจฝึกฝนให้ดี อย่าให้อาจารย์ขายหน้าล่ะ อาจารย์คาดหวังในตัวเจ้ามากนะ!" จื่อซีตบไหล่เจ้าตัวเล็กเบาๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจแบบขอไปที

เมื่อได้รับกำลังใจจากท่านอาจารย์ สี่จื่อก็ฮึกเหิมเปี่ยมพลัง อยากจะเริ่มเรียนรู้เสียเดี๋ยวนั้นเลย

"ท่านอาจารย์ ข้าเก่งที่สุดใช่หรือไม่?"

"แน่นอนสิ ไม่อย่างนั้นอาจารย์จะรับเจ้าเป็นศิษย์หรือ"

"อิอิอิ" ในที่สุดสี่จื่อก็กลั้นไม่อยู่ เอามือป้อมๆ ปิดปากหัวเราะคิกคัก ข้าเก่งที่สุดจริงๆ ด้วย อิอิอิ...!

พอเจ้าตัวเล็กหัวเราะจนพอใจ จื่อซีก็จูงมือนางเดินไปที่ใต้ต้นแปะก๊วย "กลับไปได้แล้ว วันนี้เจ้ากินเยอะเกินไปแล้ว พอกลับไปอย่าตะกละอีกล่ะ โดยเฉพาะของเย็นๆ หรือของเผ็ดร้อน" จื่อซีอดไม่ได้ที่จะกำชับ

นางกลัวเหลือเกินว่าพอกลับไปแล้ว เด็กน้อยจะรื้อของกินในมิติเก็บของออกมายัดทะนานจนท้องแตก หากไม่สบายขึ้นมาคงดูไม่จืด

ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร และนางก็สามารถรักษาได้ แต่เด็กน้อยก็ยังต้องเจ็บตัวอยู่ดี

"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"

เมื่อเห็นท่าทางว่าง่ายของเจ้าตัวเล็ก จื่อซีก็ลูบหัวนางเบาๆ "ไปเถอะ อีกสองวันค่อยกลับมาหาอาจารย์ใหม่"

"ท่านอาจารย์ บ๊ายบาย เจ้าด่าง" สี่จื่อกอดหัวเจ้าด่างแล้วเอาหน้าถูไถ "เจ้าหมาใหญ่ บ๊ายบาย"

"จี๊ด จี๊ด จี๊ด...!" เจ้ากระรอกดึงแขนเสื้อของสี่จื่อไว้

สี่จื่อดึงเจ้ากระรอกเข้ามากอด เจ้ากระรอกกับเจ้าด่างสบตากัน ก่อนจะหันไปมองจื่อซีเพื่อขอความช่วยเหลือ

ช่วยด้วย! พวกมันกำลังจะโดนเจ้าเด็กนี่รัดคอตายอยู่แล้ว

"เอาล่ะ รีบกลับไปเถอะ คนที่บ้านเจ้ารอแย่แล้ว!"

สี่จื่อยอมปล่อยเจ้าด่างกับกระรอกอย่างอาลัยอาวรณ์ แสงสีขาววาบขึ้นที่ลำต้นของต้นแปะก๊วย แล้วร่างของสี่จื่อก็หายวับไปจากตรงนั้น

เจ้าด่างและเจ้ากระรอกต่างทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพื้นหญ้า หอบหายใจแฮกๆ เมื่อครู่พวกมันเกือบจะสิ้นชีพเสียแล้ว โชคดีจริงๆ โชคดีที่เจ้าเด็กอ้วนจากไปเสียที

ตอนนี้เจ้ากระรอกกลายเป็นสัตว์เลี้ยงนอกบ้านของลานเล็กๆ แห่งนี้แล้ว และได้รับอนุญาตจากจื่อซีให้เข้าออกได้อย่างอิสระ

เดิมทีบ้านของมันอยู่บนภูเขาด้านหลัง แต่วันนี้มันย้ายมาอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ตีนเขาหลังลานบ้าน หลังจากพักบนหญ้าจนหายเหนื่อย มันก็กลับไปบำเพ็ญเพียรที่บ้านใหม่

สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างเจ้ากระรอกไม่มีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรใดๆ ทำได้เพียงอาศัยปราณวิญญาณอันเบาบางในอากาศและปราณที่ได้จากอาหารเท่านั้น

ปริมาณปราณวิญญาณรอบๆ บ้านใหม่นั้นหนาแน่นกว่าบนภูเขาหลายเท่าตัว อาศัยความขยันหมั่นเพียรฝึกฝนทุกวัน แม้จะไม่ก้าวหน้ามากนัก แต่มันก็ฉลาดเฉลียวขึ้นกว่าเดิมมาก

อย่างน้อยเจ้ากระรอกก็คิดเช่นนั้น มันกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ เลียนแบบท่านั่งบำเพ็ญเพียรของสี่จื่อ และพยายามดูดซับปราณวิญญาณจากอากาศอย่างทุลักทุเล

ทางฝั่งต้าถัง

เมื่อราตรีมาเยือน ลำต้นของต้นแปะก๊วยก็เปล่งแสงจางๆ ราวกับหิ่งห้อย เมื่อชิงหลานเห็นดังนั้น นางก็รีบหันหลังกลับและวิ่งเข้าไปในตำหนักในขององค์หญิงเพื่อรายงานทันที

จางซุนฮองเฮาเฝ้ารออยู่ที่ตำหนักขององค์หญิงมาทั้งวัน แม้แต่ถังไท่จงเองก็เสด็จมาตั้งแต่หัวค่ำหลังจากสะสางราชกิจเสร็จสิ้น

แม้แต่พระโอรสและพระธิดาหลายพระองค์ของถังไท่จงก็แวะเวียนมาดูหลายครั้งในวันนี้

เมื่อเห็นต้นแปะก๊วยมีปฏิกิริยา นางกำนัลนางหนึ่งก็หันกลับเดินออกจากตำหนักไปกระซิบสั่งขันทีที่อยู่ใกล้ๆ จากนั้นขันทีจากหลายตำหนักก็รีบแยกย้ายกันออกไป

แสงสว่างวาบขึ้นกลางลาน ร่างของสี่จื่อปรากฏขึ้นที่หน้าต้นแปะก๊วย เมื่อเห็นถังไท่จงและจางซุนฮองเฮากำลังเดินตรงเข้ามา สี่จื่อก็ตื่นเต้นดีใจ รีบซอยเท้าเล็กๆ วิ่งเข้าหาพวกท่าน

"เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ข้ากลับมาแล้วเพคะ!"

จางซุนฮองเฮาคลายความกังวลลงเมื่อเห็นสี่จื่อกลับมาอย่างปลอดภัย รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า

นางเอ่ยเตือนเสียงนุ่ม "วิ่งช้าๆ หน่อยลูก!"

ถังไท่จงย่อตัวลงรับร่างของสี่จื่อที่วิ่งถลาเข้ามา แล้วอุ้มขึ้น "วันนี้เรียนอะไรจากท่านเซียนมาบ้าง?"

"ท่านอาจารย์สอนข้าบำเพ็ญเพียร แล้วก็ซื้อของอร่อยให้ข้าด้วย!"

"เจ้าตัวกินจุเอ๊ย แล้วฟังคำสั่งสอนของท่านเซียนหรือไม่?" ถังไท่จงขูดจมูกน้อยๆ ของสี่จื่อเบาๆ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู

สี่จื่อโอบรอบคอของถังไท่จงแล้วเอียงคอ "ข้าเป็นเด็กดีที่ซู้ด... ท่านอาจารย์บอกว่าข้าเก่งที่สุดเลย!"

"โอ้! จริงรึ? สมกับเป็นสี่จื่อของพ่อ เฉลียวฉลาดจริงๆ ไปข้างในกันเถอะ ไปเล่าให้เสด็จพ่อฟังซิว่าวันนี้เรียนอะไรมาจากท่านเซียนบ้าง"

ถังไท่จงอุ้มสี่จื่อเดินก้าวยาวๆ เข้าไปในตำหนัก จางซุนฮองเฮามองสองพ่อลูกด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปทางองค์หญิงชางเล่อที่ประคองนางอยู่แล้วเอ่ยว่า "เราก็เข้าไปกันเถอะ"

เด็กสาววัยสิบสองสิบสามปีแย้มยิ้ม พลางประคองจางซุนฮองเฮาเดินเข้าไปนั่งในตำหนัก

เวลานี้สี่จื่อลงจากอ้อมแขนของถังไท่จง วิ่งไปซบลงที่อกของจางซุนฮองเฮา "เสด็จแม่ สี่จื่อคิดถึงท่านแม่มากเลยเพคะ!"

จางซุนฮองเฮาลูบศีรษะสี่จื่อด้วยความรัก

องค์หญิงชางเล่อแสร้งทำน้ำเสียงน้อยใจ "อะไรกัน? สี่จื่อไม่คิดถึงพี่หญิงใหญ่บ้างรึ?"

"คิดถึงสิเจ้าคะ! ข้าคิดถึงพี่หญิงใหญ่ที่สุดเลย!" เจ้าตัวเล็กเงยหน้าจากอ้อมอกจางซุนฮองเฮาทันที คว้าชายกระโปรงขององค์หญิงชางเล่อแล้วเขย่าอย่างออดอ้อน

"พี่ไม่เชื่อหรอก ตั้งแต่ต้นจนจบ สี่จื่อยังไม่มองหน้าพี่เลยสักครั้ง"

"ไม่ใช่นะ ข้า...!" สี่จื่อรีบแก้ตัวพัลวัน แต่เพราะยังเด็กเกินไปจึงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เมื่อครู่นางไม่ทันสังเกตเห็นพี่หญิงใหญ่จริงๆ นั่นแหละ

ขืนพูดความจริงไป พี่หญิงใหญ่ต้องเสียใจแน่ๆ

เมื่อเห็นสี่จื่ออึกอักพูดไม่ออก จางซุนฮองเฮาก็รีบยิ้มเพื่อแก้สถานการณ์ "เอาล่ะ ชางเล่อ อย่าแกล้งน้องเลย"

สี่จื่อล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างแล้วควานหาของอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกล่องดนตรีคริสตัลสีฟ้าออกมาส่งให้องค์หญิงชางเล่อ "นี่ของพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ"

องค์หญิงชางเล่อรับกล่องดนตรีอันงดงามมาถือไว้ ใบหน้าฉายแววฉงน "สี่จื่อ นี่คือสิ่งใด?"

"นี่คือองค์หญิงเต้นระบำ! องค์หญิงคนนี้ร้องเพลงได้ด้วยนะ! ข้าจะทำให้พี่หญิงใหญ่ดู" สี่จื่อเขย่งเท้า ยื่นมือไปหากล่องดนตรีในมือขององค์หญิงชางเล่อ

องค์หญิงชางเล่อรีบโน้มตัวลงยื่นกล่องดนตรีให้สี่จื่อ

"กดตรงนี้เจ้าค่ะ! ดูสิพี่หญิงใหญ่ หิมะตกแล้ว!" สี่จื่อชูกล่องดนตรีขึ้นสูงให้องค์หญิงชางเล่อดู

เมื่อเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น หญิงสาวในลูกแก้วก็เริ่มเต้นรำอย่างพลิ้วไหว เกล็ดหิมะเรืองแสงโปรยปรายลงมาภายในลูกแก้วคริสตัลสีฟ้า ช่างงดงามจับตา

"สวยเหลือเกิน ขอบใจนะจ๊ะสี่จื่อ" เด็กสาวมักชื่นชอบของสวยงามเช่นนี้อยู่แล้ว และองค์หญิงชางเล่อก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

จางซุนฮองเฮาและถังไท่จงต่างมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน

สายตาของถังไท่จงเลื่อนต่ำลง มองสลับระหว่างกล่องดนตรีในมือองค์หญิงชางเล่อกับกระเป๋าสะพายข้างใบจิ๋วที่แบนราบตัวสี่จื่อ

ของชิ้นใหญ่ขนาดนั้นยัดเข้าไปในกระเป๋าใบแค่นั้นได้อย่างไร? แล้วทำไมเมื่อครู่เขาถึงไม่สังเกตเห็นอะไรเลย?

ขณะที่ถังไท่จงกำลังครุ่นคิด สี่จื่อก็นึกถึงผลไม้ที่ท่านอาจารย์เก็บให้ขึ้นมาได้ นางถอยหลังออกมาสองสามก้าวเพื่อเปิดทาง

ท่ามกลางสายตาฉงนของทุกคน จู่ๆ สี่จื่อก็เสกตะกร้าผลไม้สองใบใหญ่ออกมาจากความว่างเปล่า

"นี่มัน... สี่จื่อ เจ้าเสกมาอย่างนั้นรึ?" ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง ถังไท่จงมองเด็กน้อยตัวเล็กด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

หรือว่าสี่จื่อของข้าจะเป็นอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียรจริงๆ? นางเรียนรู้วิชาอาคมลึกล้ำเช่นนี้ได้ในเวลาเพียงวันเดียว

การเสกสิ่งของออกมาจากความว่างเปล่า นี่คือวิชาเซียนของแท้ จะไม่ให้ผู้คนตกใจได้อย่างไร?

จบบทที่ บทที่ 15 เจ้าอ้วนของข้ามาแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว