- หน้าแรก
- ระบบล่าท้าตายในวันสิ้นโลก
- บทที่ 43 - การทำลายล้างขนานใหญ่
บทที่ 43 - การทำลายล้างขนานใหญ่
บทที่ 43 - การทำลายล้างขนานใหญ่
บทที่ 43 - การทำลายล้างขนานใหญ่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
พอหลิวเยว่พูดแบบนี้ออกมา สีหน้าของโอซาสก็ดูปั้นยากขึ้นมาทันที
ยังดีที่แม้ปกติหลิวเยว่จะทำตัวเหมือนสก๊อยสาวซ่า แต่ก็ยังพอดูทิศทางลมเป็นอยู่บ้าง
เธอจึงเดินเข้าไปหาด้วยท่าทางกระตือรือร้น เขย่งเท้าขึ้นไปโอบไหล่โอซาสอย่างสนิทสนม "ไม่ต้องเกร็งน่า พวกเดียวกันทั้งนั้น"
โอซาสส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปให้เธอ
เซียวเสวียอิ๋นส่งสายตาสงสัยมาทางลวี่ไป๋ เหมือนจะถามว่าทำไมถึงไม่ฆ่าปิดปากไปซะ
ลวี่ไป๋ไม่ได้คิดจะอธิบายอะไร เขาเพียงแค่มองไปทางศูนย์วิจัย แล้วถามว่า "ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง"
ในเมื่อโอซาสเสียมือไปทั้งสองข้างแล้ว ก็คงไม่สามารถสร้างภัยคุกคามอะไรได้มากนัก เซียวเสวียอิ๋นจึงไม่จำเป็นต้องซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ เขาหันกลับมาอธิบายสถานการณ์แทน
"หลังจากคุณออกไปได้ไม่นาน ก็มีนักวิจัยคนหนึ่งหนีออกมาจากตึก จากคำพูดของนักวิจัยคนนั้นทำให้สรุปได้ว่า จุดเปลี่ยน ตกไปอยู่ในมือของพี่ฮุย หรือก็คือหัวหน้าทีมสำรวจแล้ว
ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะตั้งใจยึดศูนย์วิจัยเป็นป้อมปราการหลังจากได้ จุดเปลี่ยน ไป การที่มีสมาชิกทีมสำรวจทยอยเข้าไปในตึกหลายคนก็ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี"
"นักวิจัยเหรอ" ลวี่ไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตอนนี้เขาอยู่ไหน แล้วเขาได้บอกไหมว่าตัวเองชื่ออะไร"
"ตอนนั้นเกิดการแย่งชิงกันขึ้น สุดท้ายนักวิจัยคนนั้นก็ถูกทีมสิบดาบมรณะแย่งตัวไป มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ หรือว่านักวิจัยคนนั้น..." เซียวเสวียอิ๋นพูดไปช่วงท้าย น้ำเสียงก็เริ่มเร็วขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขาก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่าง
จุดเปลี่ยน ตกไปอยู่ในมือพี่ฮุย และพวกเขากำลังวางแผนจะปักหลักสู้ตายในศูนย์วิจัย
ข้อสรุปนี้ความจริงแล้วเป็นการรวบรวมข้อมูลจากปากของนักวิจัย แล้วนำมาวิเคราะห์ต่อยอดเอาเอง ดังนั้นเซียวเสวียอิ๋นจึงไม่ได้สงสัยในข้อนี้ และเชื่อว่าผู้เข้าร่วมแดนสังหารส่วนใหญ่ก็คงคิดแบบเดียวกัน
แต่พอใจเย็นลงแล้วลองตรึกตรองดูดีๆ ก็จะพบจุดน่าสงสัยอยู่ไม่น้อย
อย่างแรกที่เป็นจุดสำคัญที่สุด ถ้านั่นเป็นแค่นักวิจัยธรรมดา ทำไมพี่ฮุยถึงปล่อยให้เขารอดชีวิตออกมาจากศูนย์วิจัยหลังจากที่รู้ความลับแล้ว
สำหรับระดับพี่ฮุยแล้ว การฆ่านักวิจัยสักคนมันจะไปลำบากอะไร
แถมจนถึงตอนนี้ ทีมสิบดาบมรณะที่ได้ตัวนักวิจัยไป ก็ยังไม่ได้ส่งสมาชิกคนไหนเข้าไปในตึกเลย
"อาจจะมีปัญหาทั้งคู่นั่นแหละ"
ลวี่ไป๋ส่ายหน้า "ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าพวกเขาใช้วิธีไหน แต่ทีมสำรวจน่าจะวางแผนเก็บกวาดผู้เข้าร่วมแดนสังหารทุกคนที่เข้าไปในศูนย์วิจัย"
"ช่วงที่คุณไม่อยู่ มีผู้เข้าร่วมแดนสังหารเข้าไปในศูนย์วิจัยเกือบสี่สิบคนแล้วนะ" จัวลี่พูดโพล่งออกมา
คนในกลุ่มต่างก็หัวไวกันทั้งนั้น ทุกคนตระหนักได้ถึงความเป็นไปได้บางอย่างทันที
"ถ้าคนที่เข้าไปในตึกถูกเก็บเรียบ ทีมสำรวจบวกกับทีมสิบดาบมรณะ..." ชายสวมเสื้อฮู้ดพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
ตอนนี้จำนวนผู้เข้าร่วมแดนสังหารที่เหลือรอด มีอยู่ร้อยนิดๆ เท่านั้น
หากคนที่เข้าไปในตึกถูกกำจัดรวดเดียว ทีมสำรวจกับทีมสิบดาบมรณะที่มีคนรวมกันกว่าสามสิบชีวิต ก็เพียงพอที่จะไล่เก็บกวาดคนที่เหลือได้สบายๆ
จริงอยู่ที่สองกลุ่มนี้ไม่มีทางไว้ใจกันเองได้ แต่พวกที่กระจัดกระจายกันอยู่ยิ่งไม่มีทางรวมกลุ่มกันติด
พูดกันตามตรง ผู้เข้าร่วมแดนสังหารที่แปลกหน้ากัน ไม่มีพื้นฐานความเชื่อใจกันอยู่แล้ว
ในยามวิกฤต ไม่กระทืบซ้ำก็ถือว่าไว้หน้ากันมากแล้ว
ทันใดนั้น เสียงอุทานด้วยความตกใจก็ดังขึ้นประปราย
ที่แท้ตำแหน่งของ จุดเปลี่ยน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
เพล้ง
กระจกบานใหญ่ชั้นห้าแตกกระจาย เศษกระจกที่ร่วงกราวลงมาต้องแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
จากนั้น เงาร่างหลายสายก็กระโดดตามกันออกมาจากหน้าต่างราวกับทิ้งดิ่งพสุธา
แต่คนพวกนี้ไม่ได้ร่วงลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง เชือกสลิงหลายเส้นพุ่งออกจากตัวพวกเขา ปลายเชือกยึดติดกับตึกบัญชาการที่อยู่ห่างออกไป ดึงร่างของพวกเขาให้ลอยข้ามไปได้อย่างง่ายดาย
"จุดเปลี่ยน ออกมาแล้ว อยู่ที่ใคร"
"คนไหนคือพี่ฮุย"
"ฮึ คิดจะหนีเหรอ"
อุตส่าห์เตรียมตัวกันมาตั้งนาน พอเห็นสถานการณ์เปลี่ยนไป ผู้เข้าร่วมแดนสังหารที่ซุ่มอยู่ตามมุมมืดแม้จะตกใจแต่ก็ไม่แตกตื่น เงาร่างหลายสายพุ่งไล่ตามไปตามทางเดินระหว่างเต็นท์
แต่ในวินาทีถัดมา
ตูม
การระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวก็ปะทุขึ้น โดยเริ่มไล่จากชั้นล่างของศูนย์วิจัยขึ้นไปด้านบน
กระจกทั้งตึกแตกละเอียดแทบจะพร้อมกัน ต่อหน้าแรงระเบิดมหาศาลนี้ ผนังตึกดูเปราะบางราวกับเต้าหู้ มันถูกทำลายย่อยยับจนพังครืนลงมา
โครม
ตึกสูงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนจะถล่มลงมา เศษหินและกระจกถูกแรงอัดกระแทกจนปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ
เสียงกึกก้องกัมปนาทราวกับภูเขาถล่มทลาย ทำเอาแก้วหูแทบฉีกขาด
"หมอบลง"
ทันทีที่เกิดระเบิด เซียวเสวียอิ๋นก็รีบหันกลับมาตะโกนบอก แต่เขาก็รู้ตัวทันทีว่าเสียงของเขาคงส่งไปไม่ถึงหูเพื่อนร่วมทีม จึงรีบใช้มือกดลงต่ำเป็นสัญญาณอย่างร้อนรน
ลวี่ไป๋ไม่ต้องรอให้ใครเตือน ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขายังอุตส่าห์คว้าผ้านวมมาคลุมหัวตัวเองได้ทัน
ทันทีที่หมอบลง แรงอัดอากาศที่บ้าคลั่งก็หอบเอาเศษวัสดุก่อสร้างจำนวนมหาศาลซัดสาดเข้ามา ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
เต็นท์นับไม่ถ้วนถูกแรงลมพัดปลิวหายไป ฝุ่นควันที่ปกคลุมพื้นที่ผ่านไปหลายนาทีก็ยังไม่จางหาย
...
"ถุย"
ลวี่ไป๋บ้วนทรายที่หลุดเข้าปากตอนไหนก็ไม่รู้ออกมา พลางปัดฝุ่นตามตัวแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้น
เขาตั้งสติเล็กน้อยแล้วมองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นคือความเละเทะย่อยยับ
ผ่านม่านฝุ่นควันที่เริ่มจางลง พอมองเห็นได้ว่าศูนย์วิจัยที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้กลายเป็นกองซากปรักหักพังไปแล้ว
[ติ๊ง]
[ตรวจพบว่าอัตราการคัดออกของผู้เข้าร่วมแดนสังหารในปัจจุบันสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์]
[เป้าหมายปัจจุบันของแดนสังหารเปิดใช้งานแล้ว เป้าหมายครั้งนี้เป็นแบบสองทางเลือก ผู้เข้าร่วมแดนสังหารสามารถเลือกได้ด้วยตนเอง]
[หนึ่ง ฟื้นฟูระเบียบ]
[สอง ทำลายระเบียบ]
[เมื่อทำเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งสำเร็จ แดนสังหารจะปิดตัวลงทันที และจะทำการจัดอันดับตามคะแนนปัจจุบันของผู้เข้าร่วมแดนสังหาร]
...
[ติ๊ง]
[อัตราการคัดออกของผู้เข้าร่วมแดนสังหารในปัจจุบันสูงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์]
[คำเตือน คลังความสามารถรอบที่สามเปิดใช้งานแล้ว สามารถทำการเลือกได้]
พูดตามตรง ตั้งแต่ลวี่ไป๋เข้ามาในแดนสังหาร เขาไม่เคยได้ยินระบบแจ้งเตือนยาวเหยียดขนาดนี้มาก่อน
เขาชำเลืองมองหน้าต่างระบบที่ลอยอยู่ตรงหน้า
[คะแนนปัจจุบัน 20 คะแนน อันดับปัจจุบัน 1/47]
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระเบิดครั้งนี้ไม่ได้ฆ่าแค่ผู้เข้าร่วมแดนสังหารที่เข้าไปในศูนย์วิจัยเท่านั้น
หัวหน้าทีมสำรวจ พี่ฮุยคนนั้นสินะ
ลวี่ไป๋เม้มปาก ปัดทรายที่ยังติดอยู่ออก "เล่นใหญ่จริงนะเนี่ย"
ฟึ่บ
ไม่ไกลนัก ซากเต็นท์ที่พังทับถมกันอยู่ก็ขยับไหว เผยให้เห็นเซียวเสวียอิ๋นที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้
แม้การใช้คำว่าน่าทะนุถนอมกับผู้ชายอาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่สภาพมอมแมมคลุกฝุ่นของเซียวเสวียอิ๋นในตอนนี้ ดูเปราะบางแตกสลายจนถึงขีดสุด มองยังไงก็ไม่เหมือนลูกหลานครอบครัวคนธรรมดา
เขาเดินโซซัดโซเซลุกขึ้นมา พอเห็นลวี่ไป๋ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ถามด้วยเสียงแหบแห้งว่า "คนอื่นล่ะครับ"
"อือ... อยู่นี่ อยู่นี่"
หลิวเยว่ออกแรงผลักโอซาสออกไป แล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่
ส่วนโอซาสก็ใช้ศอกยันพื้น ค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยท่าทางทุลักทุเล
รออยู่พักใหญ่ รอบข้างกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
"เหลือแค่พวกเราแค่นี้เหรอครับ" เซียวเสวียอิ๋นอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
[จบแล้ว]