- หน้าแรก
- ระบบล่าท้าตายในวันสิ้นโลก
- บทที่ 41 - ปลดอาวุธ
บทที่ 41 - ปลดอาวุธ
บทที่ 41 - ปลดอาวุธ
บทที่ 41 - ปลดอาวุธ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ควันดำสองสายพวยพุ่งขึ้นจากดาดฟ้าตึก หนึ่งใกล้หนึ่งไกล มันปาดป้ายไปบนท้องฟ้าที่เพิ่งจะสางอย่างหยาบคาย ทำให้ภาพตรงหน้าดูราวกับวันสิ้นโลก
หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่ใช่การบุกโจมตีของซอมบี้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังเลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากศูนย์วิจัย แต่ก็ยังมีพวกใจกล้าบางคนแอบซุ่มดูสถานการณ์อยู่ไม่ไกลอย่างระมัดระวัง
ไม่มีผู้เข้าร่วมแดนสังหารคนไหนลงมือกับพวกไทยมุงใจกล้าเหล่านี้ ต่างฝ่ายต่างก็อดทนรอคอยอย่างเงียบเชียบ
ผู้เข้าร่วมแดนสังหารทุกคนต่างคิดว่าการฆ่าฟันที่ดุเดือดเลือดพล่านอย่างแท้จริง จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อ "จุดเปลี่ยน" ถูกนำออกมาจากตึกเท่านั้น
ทว่าหลังจากลวี่ไป๋เดินจากไปได้ไม่นาน สถานการณ์กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
"ทำไมมีคนออกมาแล้วล่ะ"
"หมอนั่นเป็นใคร"
"ผู้เข้าร่วมแดนสังหารเหรอ"
เสียงแห่งความสงสัยดังระงมขึ้นในความมืด
อากู่ในชุดเสื้อกาวน์นักวิจัยเดินออกมาจากประตูใหญ่ของศูนย์วิจัย สีหน้าท่าทางดูทุลักทุเลไม่น้อย
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะตะโกนเสียงแหบแห้งสุดเสียง "ยามอยู่ไหน ยามหายไปไหนหมด"
นักวิจัยของศูนย์วิจัยงั้นเหรอ
เมื่อเกิดความคิดนี้ขึ้น เงาร่างหลายสายก็พุ่งตรงเข้าไปหาอากู่ทันที เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะรีดข้อมูลสถานการณ์ภายในตึกจากปากของเขา
...
"แม่งเอ๊ย พวกนี้มันเป็นใครมาจากไหนกันวะ"
โจวจงหมิงหน้าดำคร่ำเครียดจนเหมือนถ่าน
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะประชาชนประสาทเสียจนเกินเหตุ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย
คิดไม่ถึงว่าพอเขาพาทหารมาถึงที่เกิดเหตุ ก็ถูกกลุ่มคนร้ายถือปืนกว่าสิบคนซุ่มโจมตีทันที
แค่โดนยิงถล่มชุดเดียว พี่น้องทหารก็ล้มลงไปหกเจ็ดคนคาที่
รอบด้านมีแต่เต็นท์ที่พัก อย่างมากก็แค่ช่วยบังสายตา แต่ไม่สามารถใช้เป็นที่กำบังกระสุนได้เลย
และด้วยเหตุนี้เอง หลังจากพวกผู้เข้าร่วมแดนสังหารจากทีมสำรวจคุมสถานการณ์ได้แล้ว พวกเขาก็กังวลว่าฝั่งโจวจงหมิงยังมีปืนอยู่ จึงเลือกยิงตอบโต้เฉพาะตอนที่มั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การดวลปืนยืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ข้างกายโจวจงหมิงก็เหลือทหารเพียงแค่สองนายที่กำลังยิงคุ้มกันพลางถอยร่น
เส้นทางกลับตึกบัญชาการถูกผู้เข้าร่วมแดนสังหารจากทีมสำรวจดักรออยู่ ขืนฝ่าออกไปก็มีแต่ตายกับตาย
แถมเสียงระเบิดที่ดังต่อเนื่องนั่น โจวจงหมิงและลูกน้องก็ได้ยินกันชัดเจน คิดว่าสถานการณ์ทางฝั่งนั้นก็คงไม่สู้ดีนัก
ทางเดียวในตอนนี้คือต้องไปรวมตัวกับกองกำลังหลักที่ต้านทานซอมบี้อยู่ อย่างน้อยที่ "แนวหน้า" ก็ยังมีทหารอีกสองกองร้อยและหน่วยตอบโต้เร็ว
ทหารรูปร่างผอมบางคนหนึ่งเปลี่ยนซองกระสุนเสร็จ ก็หันหลังกลับมานั่งชันเข่าเล็งปืนทันที "ผู้กอง รีบไปก่อนเลย"
"ไอ้หนู อย่าตายนะเว้ย"
โจวจงหมิงรู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งมีชีวิต จึงทิ้งคำพูดไว้แล้ววิ่งฝ่าเข้าไปในช่องว่างระหว่างเต็นท์ต่อทันที
ทหารที่อาสาระวังหลังคนนั้นจ้องมองไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง นิ้วชี้ไม่เคยละออกจากไกปืน
น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่เงาของศัตรู มีเพียงกระสุนนัดหนึ่งที่พุ่งมาจากทางซ้ายหน้า
ปัง
ศีรษะระเบิดออกเหมือนแตงโมสุกงอมที่ถูกหินทุบ กะโหลกแตกกระจายในพริบตา
หลังจากศพของทหารนายนี้ล้มลงไม่ถึงครึ่งนาที ชายสี่คนก็เดินออกมาจากทิศทางที่ต่างกัน
ถ้าตัดปืนไรเฟิลอัตโนมัติในมือออกไป การแต่งกายของพวกเขาดูเหมือนโปรแกรมเมอร์ธรรมดาๆ ทั่วไป
"ทุกคน มาจูนภาพรวมให้ตรงกันหน่อย"
"โอซาส นายรีบตอบสนองเส้นทางวิกฤติ ใช้กลยุทธ์เดิมซ้ำเลย"
"เหลืออีกกี่คน"
"เหลือสอง"
"งั้นก็ขยายผลต่อ พี่ฮุยอุตส่าห์ทิ้งพวกเราไว้ที่นี่ ก็เพื่อให้เรามาเสริมศักยภาพงานเก็บกวาดไม่ใช่รึไง"
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก
ลวี่ไป๋เคาะปลายกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมกับพื้นขณะเดินเข้าไปหากลุ่มโปรแกรมเมอร์พวกนี้ รอจนกระทั่งผู้เข้าร่วมแดนสังหารทั้งสี่คนหันมาสนใจเขา
เขาถึงได้หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า "ตรรกะพื้นฐานของคำพูดพวกคุณคืออะไร ดีไซน์ภาพรวมอยู่ตรงไหน มูลค่าที่ส่งมอบสุดท้ายคืออะไร จุดเกาะเกี่ยวของกระบวนการอยู่ที่ไหน แล้วจะรับประกันการปิดจ็อบได้อย่างไร"
"แกเป็นใครวะ" ผู้เข้าร่วมแดนสังหารที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มสังเกตจากปริมาณผมบนหัวถามสวนกลับมา
ระหว่างที่พูด เขาแอบส่งสายตาให้พวกพ้องอย่างแนบเนียน
ไม่ต้องลังเลเลย ในสถานการณ์แบบนี้ คนที่พกกระบี่ติดตัวมาด้วย ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นผู้เข้าร่วมแดนสังหาร
โปรแกรมเมอร์กลุ่มนี้มีความเข้าขากันอย่างน่าประหลาด โปรแกรมเมอร์เสื้อลายสกอตสีแดงตอบสนองรวดเร็ว ยกปากกระบอกปืนขึ้นเตรียมจะสาดกระสุนใส่ลวี่ไป๋สักชุด
ในมุมมองของพวกเขา ถ้าเป่าหัวได้คาที่เลยก็ดีที่สุด หรืออย่างแย่ที่สุดก็ต้องทำให้แขกไม่ได้รับเชิญที่โผล่มาจากไหนไม่รู้คนนี้หมดสภาพการต่อสู้ไปซะ
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว
ตอนที่ลวี่ไป๋เอ่ยปากถาม เขาก็ย่นระยะห่างระหว่างสองฝ่ายเข้ามาจนเหลือเพียงระยะที่พุ่งตัวครั้งเดียวก็ฟันถึงแล้ว
เท้าของเขาขยับวูบ ร่างกายเคลื่อนไหวราวกับภูตผีไปปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งสี่คน จากนั้นก็ตวัดกระบี่ฟันขวาง
ฉัวะ
ตุ้บ
มือสองข้างที่ยังสมบูรณ์ร่วงลงสู่พื้นโดยที่นิ้วยังกำด้ามปืนแน่น
ผู้เข้าร่วมแดนสังหารเสื้อลายสกอตสีแดงมองข้อมือที่เลือดพุ่งกระฉูดของตัวเอง ยังไม่ทันจะรู้สึกเจ็บปวด ร่างทั้งร่างก็ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันชั่วขณะ
และเรื่องนี้ก็อยู่ในความคาดหมายของลวี่ไป๋อยู่แล้ว เขาไม่ได้หยุดมือ กระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมในมือพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อบินวน ข้อมือสะบัดวูบวาบ ผู้เข้าร่วมแดนสังหารทั้งสี่คนก็ถูก "ปลดอาวุธ" ทางกายภาพไปตามๆ กัน
ไม่ใช่ว่าผู้เข้าร่วมแดนสังหารจากทีมสำรวจกลุ่มนี้ไม่ได้พยายามจะตอบโต้หรือหลบหนี แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความห่างชั้นของพลังการต่อสู้มหาศาล ความคิดต่างๆ ยังไม่ทันได้ลงมือทำก็ต้องพับเก็บไปเสียก่อน
พูดแบบไม่เกินจริงเลยนะ สมรรถภาพร่างกายของลวี่ไป๋ที่ได้รับการเสริมแกร่งจากไวรัสซอมบี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนปกติ มันก็ง่ายดายเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เขาได้รับบัฟจากสกิล โดดเด่นเหนือใคร มาอีก
เขาไม่จำเป็นต้องเปิดใช้สกิล ระเบิดโลหิต ด้วยซ้ำ อาศัยแค่ความเร็วและความคมกริบของกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยม ก็เพียงพอที่จะปิดเกมได้แล้ว
หลังจากกำจัดโอกาสในการตอบโต้ของทั้งสี่คนจนหมดสิ้น ลวี่ไป๋ก็ยืนถือกระบี่นิ่ง สถานการณ์พลันเงียบสงัดลง
ผ่านไปประมาณสิบกว่าวินาที ถึงได้มีผู้เข้าร่วมแดนสังหารสองคนงอตัวร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด
ผู้เข้าร่วมแดนสังหารที่เป็นหัวหน้ากลุ่มไม่ได้แสดงอาการน่าสมเพชขนาดนั้น แม้ตัวเขาจะงอลงเล็กน้อย แต่ก็กัดฟันฝืนทนไม่ร้องออกมา
เขาจ้องมองลวี่ไป๋ด้วยสายตาเคียดแค้น ราวกับจะจดจำใบหน้านี้ไว้ให้ขึ้นใจ
เห็นดังนั้น ลวี่ไป๋ก็ไม่เกรงใจ ตวัดกระบี่กลับหลังส่งเขาออกจากเกมไปทันที
ในระหว่างกระบวนการนี้ ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
มันเหมือนกับความรู้สึกตอนเด็กๆ ที่ถือไม้ฟาดดอกหญ้าริมทางอย่างสนุกสนาน ไม่มีความหมายลึกซึ้งอะไร เป็นแค่ความสุขที่บริสุทธิ์และจริงใจที่เกิดขึ้นมาเฉยๆ
ผู้เข้าร่วมแดนสังหารเสื้อลายสกอตแดงหน้าถอดสี ก่อนจะตะโกนด่าทอ "มึงจบเห่แน่ มึงรู้ไหมว่าพวกกู..."
ฉึก
กระบี่อีกเล่มแทงทะลุหัวใจอย่างแม่นยำ
[ติ๊ง]
[คะแนน +2 คะแนนปัจจุบัน 19 อันดับปัจจุบัน 1/104]
ลวี่ไป๋ตั้งใจจะรีดข้อมูลจากปากพวกเขาจริงๆ นั่นแหละ
แต่เขาก็รู้อีกว่า ต่อให้สับศพจนเละ สำหรับผู้เข้าร่วมแดนสังหารคนนั้น มันก็แค่ถูกคัดออกจากการแข่งเท่านั้นเอง
ภายใต้เงื่อนไขนี้ วิธีการสอบสวนแบบข่มขู่ คุกคาม หรือทรมาน จึงไม่มีความหมายอะไรเลย
ดังนั้นถ้าเจอพวกหัวแข็ง ไม่ว่าจะใจแข็งจริงหรือแกล้งทำ ก็ฟันทิ้งไปก่อนดีกว่า
[จบแล้ว]