- หน้าแรก
- แต่งนิยายอยู่ดีๆ ไหงจอมยุทธ์ทั่วหล้าถึงคลั่งกันขนาดนี้
- บทที่ 24 - แย่แล้ว ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด!
บทที่ 24 - แย่แล้ว ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด!
บทที่ 24 - แย่แล้ว ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด!
บทที่ 24 - แย่แล้ว ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด!
"แล้วเจ้าล่ะ? เวลาเมาเจ้าเป็นยังไง?"
หลี่หานอีชะงักไปเล็กน้อย นางไม่คิดว่าเขาจะย้อนกลับมาถามตนด้วยคำถามนี้
"ข้าไม่เคยเมา จะว่าไปปกติข้าก็ไม่ค่อยดื่มเหล้าอยู่แล้ว"
แม้ว่าศิษย์พี่ของนางจะมีฉายาว่า 'เซียนกระบี่ขี้เมา' ทว่าตัวนางเองกลับไม่เคยแตะต้องสุราเลย นับตั้งแต่เล็กจนโต จำนวนครั้งที่นางเคยดื่มยังนับนิ้วได้
"สำหรับสุราของเจ้านั้น ทางที่ดีอย่าให้คนอื่นล่วงรู้จะดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดอันตรายร้ายแรงได้"
เฉินผิงอันเห็นสีหน้าจริงจังของนางจึงกล่าวติดตลก "อย่ากังวลไปเลยน่า ข้าให้เพียงแค่พวกเจ้าไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ลิ้มรส คนอื่นไม่มีทางล่วงรู้เรื่องนี้หรอก"
หลี่หานอีแสร้งทำเป็นหยอกเย้า "เจ้าไม่กลัวหรือว่าข้าจะเป็น 'คนอื่น' ที่ว่านั้น?"
เฉินผิงอันตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ "ถ้าเจ้าเป็นคนชั่วร้ายจริง คงไม่มาเตือนข้าเช่นนี้ อีกทั้งคงไม่ยื่นมือเข้าช่วยแม่นางเยี่ยนด้วย"
สำหรับเรื่องนี้ เฉินผิงอันมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ตอนนี้จะรู้เพียงว่าหลี่เถาฮวาเป็นยอดยุทธ์ แต่ก็ยังไม่ทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของนาง ทว่า เมื่อพิจารณาจากการที่นางช่วยเหลือเยี่ยนหลิงจีแล้ว นางย่อมไม่ใชคนชั่วร้ายเป็นแน่
มิเช่นนั้นแล้ว เฉินผิงอันคงไม่กล้านำ 'สุรากิเลน' ออกมาให้เห็นเช่นนี้
บางครั้ง การมองคนก็ใช้เวลาตัดสินเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
แน่นอนว่าอาจจะมีคนประเภทที่ซ่อนเขี้ยวเล็บได้อย่างแนบเนียน แต่เขาก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์แล้ว
เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ ในแขนเสื้อของเขายังซ่อนยาพิษชนิดร้ายแรงเอาไว้ ต่อให้ช้างสารโดนเข้าไปก็ต้องหลับยาวข้ามวัน
คติประจำใจของเขาคือ: จงเชื่อใจเพียงเปลือกนอก และเตรียมมีดไว้แทงข้างหลังเสมอ
อันที่จริง นี่เป็นเพียงมาตรการป้องกันตนเองเท่านั้น เนื่องจากเขามองคนได้ค่อนข้างแม่นยำ
แม้จะไม่รู้ชื่อจริงและสถานะที่แท้จริงของหลี่เถาฮวา แต่ดูจากราศีและบุคลิกแล้ว นางไม่น่าจะเป็นพวกที่ฆ่าคนเพื่อชิงสมบัติ
ส่วนหวงหรงกับเยี่ยนหลิงจีนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง สองสาวนี้แสดงความในใจเขียนแปะไว้บนใบหน้าทั้งหมด คาดว่าหากโดนเขาจับไปขายก็คงยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
"โฮก~"
เจ้าถวนถวนกระตุกขากางเกงเขา
เมื่อเขาก้มลงมองเจ้าตัวน้อยที่ทำตาแป๋วออดอ้อน เห็นแล้วใจก็ละลาย
"เจ้าก็จะดื่มด้วยหรือ?"
"โฮก~"
มุมปากของเฉินผิงอันกระตุก เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองเมาแล้วหรือไม่ สุนัข... ถุย เสือที่ไหนกันที่ดื่มเหล้า?
แต่เมื่อนึกได้ว่าสุรานี้มีส่วนผสมของเลือดกิเลน บางทีเจ้าตัวเล็กอาจอยากดื่มเพราะเหตุนี้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็เทสุราใส่ชามเล็กวางไว้บนพื้น
เป็นจริงดังคาด เจ้าถวนถวนรีบสาวเท้าสั้นป้อมวิ่งไปเลียแผล็บ ๆ ทันที
หลี่หานอีมองเขาอย่างเอือมระอา "เจ้าช่างใจป้ำเหลือเกิน ของล้ำค่าขนาดนี้ดันเอาให้เสือกิน"
"เมื่ออยู่ชายคาเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะแบ่งแยกไปทำไม"
ครอบครัว?
แววตาของหลี่หานอีวูบไหว ประโยคนี้ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ พัดผ่านเข้าไปในกลางใจนาง
หลังจากท่านแม่จากไป นางก็ติดตามอาจารย์มาโดยตลอด แม้อาจารย์ ศิษย์พี่ และศิษย์น้องจะดีต่อนางมาก แต่ก็ยังรู้สึกแตกต่างออกไปอยู่ดี
ครอบครัว... คนที่ทำให้นางเป็นห่วงได้ ก็มีแต่น้องชายที่ไม่เอาไหนคนนั้น
หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดคำว่าครอบครัวกับนาง
"นี่พวกเจ้าสองคนเพลา ๆ หน่อยสิ เฮ้ย ๆ นั่นยกซดจากไหเลยเหรอ"
หลี่หานอีมองแผ่นหลังที่วุ่นวายของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มออกมา
นั่นสินะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ จิตใจของนางก็สงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ความปรารถนาในการฝึกยุทธ์ก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน
ประโยคที่เขาเคยพูดไว้ ชีวิตไม่ได้มีแค่การฝึกยุทธ์เพียงอย่างเดียว ยังมีสิ่งอื่นข้างหน้าอีกมากมายที่น่าค้นหา
หลี่หานอีนั่งยอง ๆ เอามือเท้าคางมองเจ้าถวนถวนที่กำลังดื่มสุรา นิ้วเรียวงามยื่นไปลูบหัวปุกปุยของมัน
เจ้าถวนถวนทำหน้าเคลิบเคลิ้ม ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นเหมือนกันหมดสำหรับสัตว์ตระกูลแมวทุกตัว
แต่เมื่อมันลืมตาปรือขึ้นมา กลับพบว่าคนที่กำลังลูบหัวมันอยู่ไม่ใช่เจ้านาย
แฮ่!
ทว่ากลับกลายเป็นสตรีที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคนนั้นแทน!
ถวนถวนตกใจจนหูตั้งชัน ขนทั่วตัวพองฟูฟ่องขึ้นมา
ใจของมันอยากจะแยกเขี้ยวขู่เต็มที แต่เมื่อนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของสตรีผู้นี้แล้ว มันจึงทำได้เพียงส่งเสียงครางหงิง ๆ ร้องขอความเมตตาเท่านั้น
เจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารและไร้ทางต่อกร ทำได้แค่แสดงความขี้อ้อนไปวัน ๆ เช่นนี้แหละ
หลี่หานอีมองเจ้าเสือน้อยผู้น่ารัก (สมองเสื่อม... เอ๊ย) ตัวนี้ พลางคิดว่าการใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบเช่นนี้ ก็ดูไม่เลวเลยจริง ๆ
เช้าวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ไก่ตัวผู้ข้างบ้านที่ฝึกขันมาเป็นเวลากว่าสองปีครึ่ง ก็เริ่มส่งเสียงปลุก
หวงหรงรู้สึกเพียงว่าไหล่ซ้ายขวาของตนนั้นอยากจะขยับขยาย อาจเป็นเพราะพลังเทพบางอย่างกำลังไหลเวียน
พอลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย นางก็เห็นใบหน้าขนาดใหญ่โผล่มาตรงหน้าในทันที
แฮ่!
"ผีหลอก!"
เฉินผิงอันมองนางด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"เจ้าศิษย์เนรคุณ มองดูให้ดี ๆ ว่าข้าคือใครกันแน่"
หวงหรงเบิกตากว้าง เมื่อความง่วงงุนหายไป นางก็มองเห็นชัดเจนว่าคนตรงหน้าคือใคร ความตื่นตระหนกบนใบหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธในทันที
"ไอ้คนชั่ว! ท่านจงใจแกล้งข้า!"
"ใครแกล้งเจ้า? เจ้ามันขวัญอ่อนเกินไปต่างหาก"
เมื่อเห็นใบหน้ายียวนกวนประสาทของเขา หวงหรงก็กัดฟันกรอด ในเมื่อทนไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไป นางกระโจนเข้าใส่และกัดแขนของเขาอย่างแรง
"ข้าจะกัดท่านให้ตายเลย!"
ในยามเช้าตรู่ของวันใหม่ เรือนชิงเฟิงก็เริ่มบรรเลงเพลงแห่งความวุ่นวาย
หลี่หานอีนั่งอยู่ในลานบ้าน จิบชาร้อนในมืออย่างสบายอารมณ์
เมื่อได้เริ่มเสพสุขกับชีวิตเช่นนี้แล้ว มองสิ่งใดก็รู้สึกเจริญหูเจริญตาไปเสียหมด
ขณะเดียวกัน ที่ฝั่งตรงข้าม ณ โรงเตี๊ยมถงฟู ชายที่เฉินผิงอันช่วยชีวิตไว้เมื่อวานนี้ ในที่สุดก็ฟื้นคืนสติแล้ว
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น พร้อมมองไปรอบ ๆ อย่างอ่อนแรง
"ข้าอยู่ที่ไหน?"
ทันใดนั้น ใบหน้าขนาดใหญ่ยักษ์ก็ยื่นเข้ามา
"ที่นี่คือโรงเตี๊ยมถงฟู"
ต้าจุ่ย ถอยไป! เจ้าทำให้เขาตกใจหมดแล้วนะ
ไป๋จั่นถังยิ้มร่าพลางกล่าวว่า "ตื่นแล้วหรือ? เจ้าคงไม่รู้สินะ ตอนเจ้ามาถึงที่นี่นั้น แทบจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ หากไม่ได้ข้าช่วยไว้ เจ้าคงต้องไปรายงานตัวกับท่านยมบาลแล้ว"
กัวฟูหรงทำหน้าบึ้งตึง "ตาเฒ่าไป๋นี่ช่างกล้าพูดนัก ทั้งที่คนรักษาเขาคือตาแก่เฉินแท้ ๆ เหตุใดถึงได้รวบเอาความดีความชอบไปเป็นของตัวเองเสียหมดเช่นนี้"
"ข้า... ข้ากำลังจะพูดอยู่พอดีนี่แหละ"
หลินผิงจือฟังพวกเขาโต้เถียงกันไปมาด้วยความมึนงง
ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรกันแน่? แล้วคนพวกนี้ที่ดูเหมือนแปลกประหลาดนี้เป็นใครกัน?
ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือ คนพวกนี้น่าจะไม่ใช่คนของสำนักชิงเฉิง เพราะอวี๋ซางไห่คงไม่มีทางส่งคนประเภทนี้มาตามล่าเขาอย่างแน่นอน
โชคดีที่ถงเซียงอวี้ซึ่งดูปกติที่สุดได้เดินเข้ามา จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อหลินผิงจือฟังจบก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง พวกเขาช่วยชีวิตตนไว้แท้ ๆ ตนกลับไปมองว่าพวกเขาเป็นคนบ้า ช่างเป็นความอกตัญญูที่ร้ายกาจนัก!
ด้วยการอบรมสั่งสอนที่ดีงามจากตระกูล หลินผิงจือจึงเป็นวิญญูชนที่รักความยุติธรรมมาโดยตลอด
ในต้นฉบับเดิมนั้น แม้เขาจะต้องระหกระเหินกลายเป็นขอทาน ถูกหญิงปากร้ายด่าทอและถ่มน้ำลายใส่ เขาก็ไม่เคยใช้วรยุทธ์เพื่อรังแกตอบโต้เลย
จุดนี้พิสูจน์ได้ว่าการอบรมสั่งสอนของตระกูลหลินนั้นไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ
แต่น่าเสียดายที่เพราะความใสซื่อนี้เอง หลินผิงจือจึงไม่เข้าใจว่าจิตใจของผู้คนในโลกใบนี้ช่างอำมหิตโหดร้ายเพียงใด
"ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยชีวิต ข้า... หลิน... หลินมู่จือผิง ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน"
หลังจากผ่านเรื่องราวครั้งนี้ หลินผิงจือก็ฉลาดขึ้นมาในระดับหนึ่ง เขารู้ว่าชื่อจริงของตนอาจนำภัยมาให้ จึงเลือกใช้ชื่อปลอมแทน
แต่ทันทีที่เขาพูดจบ ถงเซียงอวี้ก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร... อีกเดี๋ยวเจ้าก็ได้ตอบแทนแล้ว"
กัวฟูหรงที่เคยโดนหลอกมาก่อนเช่นกัน ย่อมรู้ความหมายของรอยยิ้มนี้ดี นางจึงส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปให้หลินผิงจือ
พวกเราคือผู้ประสบภัยคนเดียวกัน
ทันทีที่ประสานเข้ากับแววตาเปี่ยมด้วยความสมเพชของทุกคน ใจของหลินผิงจือก็พลันเกิดความรู้สึกถึงลางร้ายที่ไม่ชอบมาพากล
(จบแล้ว)