เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43: พบเจอศิษย์พี่

บทที่ 43: พบเจอศิษย์พี่

บทที่ 43: พบเจอศิษย์พี่


ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ก่อนใครได้ที่แฟนเพจ

Facebook Fanpage กดเลย

====================

บทที่ 43: พบเจอศิษย์พี่

เจ้าอ้วนร่อนดาบบินลงมายังพระราชวังอันงดงามที่ตั้งอยู่บนยอดเขา มีเหล่าสาวกกำลังกวาดใบไม้อยู่ในลานด้านหน้า เมื่อพวกเขารู้ว่าผู้ฝึกตนได้มาถึงแล้ว เขาจึงรีบเข้ามาทำความเคารพทันที “เคารพเซียนอาวุโส ข้าขอถามว่าท่านมายังวัดเสวียนเทียนด้วยเหตุอันใดหรือ?”

“ข้าคือศิษย์นอกแห่งสำนักเสวียนเทียนและข้ามาที่นี่เพื่อทำภารกิจ!” เจ้าอ้วนกล่าวอย่างเรียบง่าย “โอ้ ดังนั้นท่านคืออาวุโสในสำนัก! กรุณาเข้ามาด้านในก่อน ข้าจะไปแจ้งเหล่าอาวุโสให้ทราบเรื่อง!” ขณะที่เขากล่าว เขารีบเชิญเจ้าอ้วนเข้าไปยังด้านใน

เจ้าอ้วนเดินตามเข้ามายังด้านในและนั่งรอบนเก้าอี้ในห้องรับรอง นักบวชเต๋าตัวน้อยได้เสิร์ฟชาให้กับเขา จากนั้นเพียงครู่หนึ่ง นักบวชเต๋าปรากฏกายออกมาจากด้านหลัง เขาเป็นชายชรามีเส้นผมขาวโพลน

การที่นักบวชผู้นี้ดูชรามากเป็นเพราะเขามิได้มีระดับที่สูงมากนัก ระดับของเขาเพียงเซียนเทียนขั้นหก ด้วยการมองผ่าน ๆ อาจจะเห็นว่าเขาไม่เคยคิดจะพยายามไปถึงระดับปฐมภูมิ อย่างไรก็ตามแม้ว่าความสามารถของเขาจะไม่มากนัก แต่จำนวนสมบัติที่อยู่ในตัวเขานั้นมิด้อยไปกว่าใคร ทั้งชุดลัทธิเต๋าทองคำ อีกทั้งหยกและอัญมณีอันล้ำค่า ขณะที่ร่างกายเขากำลังเคลื่อนไหว เหล่าอัญมณีจะส่องแสงระยิบระยับ

เมื่อเจ้าอ้วนเห็นเขาขมวดคิ้วแน่นพร้อมนึกถึงตนเอง ‘เราทุกคนฝึกฝนเพื่อหลีกหนีกฎแห่งสวรรค์ สิ่งที่เราทำอย่างแรกคือการแยกตัวออกจากทางโลก แต่เหตุใดคนผู้นี้จึงประดับร่างกายตนเองด้วยของเหล่านี้? หรือเกรงว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเขานั้นมาจากโลกมนุษย์?’

ขณะที่เขากำลังเดินเข้ามา เขายกมือคำนับพร้อมกับหัวเราะออกมา “ข้าคือหัวหน้าแห่งโถงมังกรครามในวัดเสวียนเทียน นามว่า หวังฉีหวู่ ข้าจะเรียกเจ้าว่าอย่างไรหรือศิษย์น้อง?”

วัดเสวียนเทียนมีห้องโถงสี่ห้อง มีชื่อว่า มังกรคราม พยัคฆ์ขาว เต่าดำ นกสีแดงชาตและเหล่าเซียนใช้มันในการทำพิธีกรรมต่างๆ ภายใต้สถานที่แห่งนี้ โถงทั้งสี่มีอำนาจที่สุด โดยปกติพวกเขาจะทำให้วิหารเหล่านี้มีความสงบมากที่สุดโดยปราศจากสิ่งรบกวนจากมนุษย์ทั้งหมด

เนื่องจากในคราวนี้คือครั้งแรกของเจ้าอ้วนที่ได้มายังดินแดนแห่งใหม่ เขายังไม่กล้าหยาบคายนัก เขาลุกขึ้นพร้อมกล่าวทันที “ข้าคือซ่งจง เคารพศิษย์พี่หวัง!”

“โอ้ เป็นศิษย์น้องซ่งจง!” หวังฉีหวู่ยิ้มแห้ง ในขณะที่กล่าวอยู่นั้น เขาเห็นหน้าอกของเจ้าอ้วนได้มีการปักดาบทองเล็ก ๆ ไว้ เขาเปลี่ยนแปลงใบหน้าของเขาทันทีและถามว่า “ศิษย์น้องซ่ง เจ้าคือศิษย์ผู้พิทักษ์ภายใต้หอคุมกฏงั้นหรือ?”

ไม่แปลกที่หวังฉีหวู่จะแปลกใจเช่นนี้ เหตุเพราะหอคุมกฏเป็นสถานที่ที่สำคัญยิ่งในนิกายและเหล่าศิษย์จะต้องอยู่ในระดับของกลุ่มคนชั้นนำของนิกายเท่านั้น หากว่าได้รับการเชิญชวนให้เข้าสู่หอคุมกฎแล้ว อนาคตของคนผู้นั้นจะรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด เหล่าสาวกจำนวนน้อยมากที่ได้รับสิทธิ์เช่นนี้ และศิษย์นอกมีโอกาสไม่ถึงสิบ แต่เหตุใดบุคคลสำคัญเช่นนี้จึงมาอยู่ที่นี่?

เห็นได้ชัดว่าหวังฉีหวู่สับสนมาก จึงแสดงอาการตกใจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง อย่างไรก็ตามเจ้าอ้วนตอบออกมาอย่างเรียบง่าย “ถูกต้อง ข้าเป็นศิษย์ผู้พิทักษ์ภายใต้หอคุมกฎ!”

“อ๋า ศิษย์น้องเจ้าช่างเยาว์วัยนัก อีกทั้งยังได้รับเลือกเป็นศิษย์ผู้พิทักษ์แห่งหอคุมกฎ ข้าว่ามันเหลือเชื่ออย่างยิ่ง!” หวังฉีหวู่พยายามจะทดสอบอะไรบางอย่างพร้อมกับถามออกไป “แต่ว่าศิษย์น้องมาที่นี่เพื่อจัดการธุระ? หรือเพียงเพราะว่าแค่ผ่านมาเท่านั้นหรือ?”

“ข้ามาที่นี่เพราะได้รับคำสั่งให้มาปกป้องสถานที่แห่งนี้เป็นเวลาสามปี!” เจ้าอ้วนกล่าวพร้อมกับส่งมอบแผ่นหยกจากนิกาย

หวังฉีหวู่ตรวจสอบแผ่นหยกอย่างระมัดระวัง เขาพยักหน้าพร้อมกับถามออกไป “แต่ว่าศิษย์น้องซ่งเป็นถึงศิษย์ผู้พิทักษ์ เหตุใดจึงต้องมาประจำในที่แห่งนี้? อย่าบอกข้านะว่าศิษย์น้องมีภารกิจอื่นอีก?”

“ไม่มีอันใด เพียงแค่ตลอดเวลาสามปีในนิกาย ข้ามิเคยทำภารกิจอันใดเลย ดังนั้นข้าจึงถูกบังคับให้มาที่นี่!” เจ้าอ้วนกล่าวพร้อมหัวเราะออกมาเสียงเบา

แม้ว่าหวังฉีหวู่ยังคงสงสัยกับคำพูดของเจ้าอ้วน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจพร้อมกับกล่าวต่อ “อา เป็นเช่นนั้น ข้าเข้าใจแล้ว!”

ในเวลาต่อมา ใบหน้าของหวังฉีหวู่เปลี่ยนไปเล็กน้อยพร้อมกับถามว่า “ศิษย์น้องในเมื่อเจ้ามาถึงที่แห่งนี้แล้ว ไปกับข้าเพื่อไปยังสถานที่ที่สำคัญที่สุดของวัดนี้เถิด! เนื่องจากเจ้าเป็นถึงศิษย์ผู้พิทักษ์แห่งหอคุมกฎ ข้ามิอาจสั่งให้เจ้าเดินไปทั่วเช่นนั้นได้ ข้าจะขอให้ท่านผู้นำจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้กับเจ้าในอนาคต!”

“ประเสริฐ!” เจ้าอ้วนพยักหน้าพร้อมกล่าว “ข้าต้องการไปเคารพส่วนที่สำคัญที่สุดของวัดนี้!”

“แน่นอน ย่อมได้ โปรดตามข้ามา!” หวังฉีหวู่เดินนำออกไปหลังกล่าวจบประโยค

ทั้งสองเดินออกจากห้องโถงใหญ่และเดินออกไปยังด้านหลังของภูเขา ระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย ทั้งไม้ไผ่และดอกไม้ เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์เป็นบรรยากาศที่น่าหลงใหล ราวกับว่าปล่อยให้จิตวิญญาณหลุดลอยออกไปอย่างง่ายดาย เจ้าอ้วนมองพร้อมกับคิดในใจ ‘สถานที่เช่นนี้แหละที่ผู้ฝึกตนควรจะอาศัยอยู่ บรรยากาศเหล่านี้มันสำคัญยิ่ง’

หลังจากเดินมาไม่กี่ลี้ พวกเขาได้มาถึงทางเข้าถ้ำ หวังฉีหวู่ใช้นิ้วแตะไปบนแผ่นโลหะ มันเกิดแสงออกมานิดหน่อยพร้อมกับประตูที่เปิดออกในเวลาต่อมา

หวังฉีหวู่เชิญเจ้าอ้วนเข้ามาด้านใน ถ้ำหลังประตูมิได้ลึกมากนัก หลังจากเดินผ่านไปไม่กี่โค้ง พวกเขามาถึงสถานที่ที่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีโต๊ะและม้านั่งอยู่เพียงไม่กี่ที่ พร้อมกับนักบวชเต๋าที่นั่งอยู่ตรงกลางโถงอย่างเงียบ ๆ

บุรุษนี้อยู่ในชุดสีเทา รูปลักษณ์ของเขาสะอาดสะอ้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้ รอบตัวของเขาดูสงบเยือกเย็น แม้ว่าเขาจะนั่งอยู่เงียบ ๆ แต่กลับมีความกดดันแผ่ออกมาอย่างมากมาย ทำให้คนที่อยู่รอบข้างเขากราบไหว้อย่างโง่เขลา

ขณะที่เจ้าอ้วนได้เห็นคนผู้นั้น เขารู้ได้ทันทีว่าผู้นี้คือบุคคลที่มีระดับปฐมภูมิคอยคุ้มครองวิหารแห่งนี้อยู่ เขาไม่กล้าที่จะหยาบคาย พร้อมกับยกมือคำนับและกล่าวว่า “ศิษย์ซ่งจงเคารพท่านอาวุโส!”

“ซ่งจง?” สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น เขาถามทันที “บิดาของเจ้าเป็นศิษย์ในของนิกาย นามว่าซ่งซือหมิงใช่หรือไม่?”

“อา? ถูกแล้ว เป็นเขา!” เจ้าอ้วนตกใจมากพร้อมกับถามทันที “ท่านอาวุโสรู้จักกับบิดาของข้าด้วยหรือ?”

“เป็นเจ้าจริง ๆ!” เขาพูดออกมาอย่างร่าเริงพร้อมกับกล่าวต่อ “การที่เจ้าเรียกข้าว่าอาวุโสนั้นคืออะไร มันควรจะเป็นอาจารย์ลุง! ข้าฝึกตนร่วมกับบิดาของเจ้านับยี่สิบปี เมื่อตอนเจ้าเกิด ข้ายังได้อุ้มเจ้า แต่ในตอนนั้นเจ้ายังไร้เดียงสาแถมฉี่ใส่ตัวของข้าเลอะเทอะไปหมด!”

เจ้าอ้วนกำลังคิดว่าลุงคนนี้เป็นคนจริงจัง เจ้าอ้วนรู้ได้ทันทีว่าบุคคลนี้เข้าถึงได้ง่ายมากเพียงเขาเปิดปากอีกทั้งยังบังเอิญเป็นศิษย์พี่ของบิดาเขา เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีพร้อมกล่าวออกไปอย่างกระปรี้กระเปร่า “รับทราบแล้วอาจารย์ลุง! หลานชายผู้นี้ขออภัยหากหยาบคาย!”

เมื่อกล่าวเช่นนั้น เจ้าอ้วนสะบัดผ้าคลุมไปด้านหลังพร้อมกับคุกเข่าและวางทองคำบนพื้น พร้อมกับป้ายหยกของเขา สิ่งนี้คือการที่ผู้น้อยควรกระทำเมื่อได้เข้าพบอาวุโสเป็นครั้งแรก

เมื่ออีกฝ่ายเห็นเขาทำเช่นนั้น อีกฝ่ายจึงพยักหน้าอย่างผ่อนคลาย เขาพยุงเจ้าอ้วนให้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวออกมาอย่างอาวรณ์ “ผ่านมาสิบปีแล้ว ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเติบโตได้ถึงเพียงนี้! หากบิดามารดาของเจ้ายังอยู่และสามารถเห็นความสามารถของเจ้าในตอนนี้ พวกเขาต้องดีใจมาก!”

เมื่อกล่าวถึงบิดามารดาของเขา เจ้าอ้วนไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป ข้อข้องใจตลอดหลายสิบปีที่ผ่าน ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมกับน้ำตาไหลอาบแก้ม

“อย่าร้อง อย่าร้องไห้เลย ข้าเฝ้าอยู่ที่แห่งนี้มานานนับสิบปีและไม่เคยได้ดูแลเจ้าให้ดี ข้าปล่อยให้น้องชายของข้าต้องตายตกไป แต่ในตอนนี้เจ้าอยู่ที่นี่ แน่นอนว่ามันคือบ้าน เพียงแค่มั่นใจในตัวข้าผู้นี้จะไม่มีผู้ใดกล้าข่มเหงเจ้าอีกต่อไป!” อีกฝ่ายรีบปลอบโยนเจ้าอ้วนอย่างรีบร้อน

“ขอบคุณอาจารย์ลุง!” เจ้าอ้วนเช็ดน้ำตาของตนด้วยความกระดากอายพร้อมกับถามว่า “อาจารย์ลุง ข้ายังไม่ทราบว่าจะเรียกท่านได้อย่างไร?”

“ฮ่าฮ่า ข้าลืมเสียได้! ข้ามิได้ใช้ชื่อทางโลกนานยิ่งแล้ว นามของข้าคือ ฉิงเฟิงซี เจ้าจงเรียกข้าว่าอาจารย์ลุงเถิด!” ฉิงเฟิงซีหัวเราะออกมา

“ขอรับ อาจารย์ลุง!” เจ้าอ้วนตอบกลับ

จบบทที่ บทที่ 43: พบเจอศิษย์พี่

คัดลอกลิงก์แล้ว