เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

175 - เมื่อขุนเขาหมุนวนแม่น้ำย่อมหลั่งไหล

175 - เมื่อขุนเขาหมุนวนแม่น้ำย่อมหลั่งไหล

175 - เมื่อขุนเขาหมุนวนแม่น้ำย่อมหลั่งไหล


175 - เมื่อขุนเขาหมุนวนแม่น้ำย่อมหลั่งไหล

เอี้ยนลี่เฉียงเดินไปหาลู่เปียนและถามอย่างสุภาพว่า “นายท่านหก ท่านมีธุระอะไรในเมืองผิงซี?”

“ฮะฮะ เรื่องมันยาว!” ลู่เปียนส่ายหัวและยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะหัวเราะขึ้นอีกครั้ง

“สองเดือนนานมากแล้ว! ลี่เฉียง ดูจากรูปลักษณ์แล้วเจ้าก็มีความก้าวหน้าขึ้นบ้างในวันที่เจ้าจะเป็นนักรบคงใกล้มากแล้ว !”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าไม่มีภาระเหมือนคนสำคัญเช่นนายท่านหกที่ยุ่งอยู่เสมอ!”

“เจ้านี่เก่งเรื่องการเยินยอจริงนะ!” หลู่เปียนก็หัวเราะเช่นกัน รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่พูดคุยกับเอี้ยนลี่เฉียง

เขาอดไม่ได้ที่จะลืมอายุและปฏิบัติต่อเอี้ยนลี่เฉียงอย่างผู้ใหญ่ เฉียนซูบอกเขาแล้วว่าหลานชายของเขาค่อนข้างจะแก่แดดมีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ดูเหมือนว่าเขาจะพูดไม่ผิด

“ข้ายังต้องเรียนรู้จากนายท่านหกอีกมาก!”

“เอ่อ ไปกันเถอะ ข้าต้องเข้าไปข้างในก่อน ข้ามีธุระกับอาจารย์ใหญ่ เจ้าทำธุระของตัวเองก่อนแล้วเราค่อยไปทานอาหารกันที่หอหลิงป๋อในเมืองผิงซี…”

"ตอนนี้ข้าไม่มีอะไรจะทำมาก หากมีอะไรต้องการให้ข้าช่วยเหลือนายท่านหกก็สามารถบอกได้ตลอด”

ครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวของเขาเผชิญภัยพิบัติก็เป็นตระกูลลู่นี่แหละเป็นคนช่วยเหลืออย่างถึงที่สุด

เอี้ยนลี่เฉียงยังคงจำได้ว่าเป็นนายผู้เฒ่าลู่ที่ส่งนายท่านหกไปยังเมืองผิงซีเพื่อขอร่างที่ไร้วิญญาณของพ่อและเขาคืนภายใต้แรงกดดันมหาศาล

เขาต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในเมืองถึงจะนำศพของเอี้ยนลี่เฉียงออกมาได้ แม้ว่าตระกูลหลู่จะเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลในมณฑลหวงหลงแต่สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในเมืองผิงซีก็นับว่าน้อยนิดนัก

ดังคำกล่าวที่ว่า 'หนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน' แม้ว่าเขาจะตายและชื่อเสียงสูญเสียไปแล้วแต่ตระกูลลู่ก็ยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับสหายคนหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าเอี้ยนลี่เฉียงมีความกระตือรือร้นและรอบคอบเพียงใด ลู่เปียนก็แอบมองเขาอย่างจริงจัง ลู่เปียนอดนับถือสายตามองคนของนายผู้เฒ่าไม่ได้

เมื่อเอี้ยนลี่เฉียงผู้ซึ่งมาที่เมืองผิงซีเป็นเวลาสองเดือนแม้ว่าจะเคยสอบได้อันดับหนึ่งแต่ความเคารพที่แสดงออกมาต่อลู่เปียนนั้นก็เป็นความจริงใจทั้งสิ้น และนั่นคืออะไร?

นั่นคือศีลธรรมของบุคคล คนแบบนี้ย่อมประสบความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาอย่างแน่นอน

“แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญจริงๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้ลี่เฉียงช่วยในตอนนี้ เราจะคุยกันหลังจากทานอาหารกลางวันก็แล้วกัน…”

“ถ้าอย่างนั้นนายท่านหก ค่อยพบกันอีกครั้งหลังจากที่ท่านทำธุระกับอาจารย์ใหญ่เสร็จแล้ว…”

หลังจากพูดคุยกับเอี้ยนลี่เฉียง ลู่เปียนก็มุ่งหน้าไปยังทางเข้าหลักของสถาบันศิลปะการต่อสู้ทันที

ยามที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าหยุดเขา ลู่เปียนจึงหยิบนามบัตรปิดทองยื่นให้กับพวกเขา ยามทั้งสองมองดูนามบัตรก่อนจะก้าวออกไปอย่างสุภาพเพื่อให้ลู่เปียนเข้าไปข้างใน

เอี้ยนลี่เฉียงเดิมวางแผนที่จะกลับไปที่สะพานเก้ามังกร แต่เนื่องจากเขาพบกับลู่เปียนที่นีและดูจากสีหน้าของลู่เปียนแล้ว บางทีตระกูลลู่อาจประสบปัญหาหรือความยากลำบากบางอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย

ดังนั้นเอี้ยนลี่เฉียงในฐานะมิตรสหายที่ดีจึงจำเป็นต้องอยู่เพื่อแบ่งเบาภาระของเพื่อน

“พี่ใหญ่จะรังเกียจไหมหากข้าถามชื่อท่าน” เมื่อเห็นว่าลู่เปียนเข้าไปข้างในแล้วเอี้ยนลี่เฉียงก็เริ่มสนทนากับผู้คุ้มกันของเขา จากเครื่องแต่งกายที่สวมอยู่เขาน่าจะมาจากตระกูลลู่ด้วย

“โอ้ นายน้อยเกรงใจเกินไป! ข้าชื่อลู่ต้าหยวนถ้านายน้อยไม่รังเกียจก็เรียกชื่อของข้าก็ได้!”

“ฮ่าฮ่า พี่ลู่ รู้จักข้าด้วยเหรอ”

“แน่นอน วิธีที่นายน้อยเอี้ยนช่วยชีวิตคนจมน้ำนั้นน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก อีกทั้งพวกเราก็ยังกระจายเรื่องนี้ออกไปตามเจตนาของท่าน

ในตอนที่ท่านสอบได้อันดับหนึ่งขอพูดตามตรงว่าตระกูลลู่ของเรานั้นมีความสุขเป็นอย่างมาก นายผู้เฒ่าถึงกับให้จัดงานเลี้ยงฉลองถึง 3 วัน 3 คืนเลยทีเดียว!" ลู่ต้าหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้มและยกย่องอย่างจริงใจ

“ท่านผู้เฒ่าลู่ยังแข็งแรงอยู่หรือไม่?”

“ใช่ ท่านผู้เฒ่าสามารถยกหินก้อนใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งร้อยจินทุกวันนานถึงสองชั่วยาม…”

“ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น ท่านรองหกมาที่สถาบันศิลปะการต่อสู้ของเมืองไม่ทราบว่าตระกูลลู่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“นี่..ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะบอกได้!” ลู่ต้าหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัวด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย นายน้อยเอี้ยน ถ้านายน้อยอยากรู้ข้าเชื่อว่าท่านสามารถสอบถามนายท่านหกในภายหลังได้”

“เข้าใจแล้ว ข้าจะสอบถามนายท่านหกเป็นการส่วนตัวในภายหลังเอง

“นายน้อยอย่ากังวลใจเลยเรื่องนี้นายท่านหกย่อมบอกท่านแน่นอน”

“อ้อใช่ พี่ลู่เป็นผู้คุ้มกันมานานแค่ไหนแล้ว…?”

“เกือบสองทศวรรษ!”

"ความแตกต่างระหว่างการขับรถม้าและการขี่ม้าคืออะไร? มีเคล็ดลับอะไรบ้างไหม?"

...

เนื่องจากเอี้ยนลี่เฉียงไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เขาจึงใช้เวลาพูดคุยเกี่ยวกับคำแนะนำและเคล็ดลับในการขับรถรถม้ากับลู่ต้าหยวน นั่นรวมไปถึงวิธีดูแลม้าและม้าแรด อีกทั้งยังมีเรื่องการให้อาหารและดูแลม้าที่ป่วย

ตอนแรกหลู่ต้าหยวนคิดว่าเอี้ยนลี่เฉียงไม่รู้ว่าจะดูแลม้าอย่างไร แต่หลังจากพูดคุยกับเอี้ยนลี่เฉียงจริงๆ เขาก็ตระหนักว่าเอี้ยนลี่เฉียงนั้นมีความรู้และประสบการณ์ไม่น้อยเลย

ในบางครั้งประสบการณ์ของเอี้ยนลี่เฉียงยังมีมากกว่าลู่ต้าหยวนด้วยซ้ำ ดังนั้นมันจึงทำให้ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอราวกับพี่น้องที่คลานตามกันมา

เกือบชั่วยามผ่านไปในที่สุดลู่เปียนก็ออกจากสถาบันศิลปะการต่อสู้

ทั้งคู่ดูเหมือนยังมีเรื่องต้องคุยกันอีกมาก ลู่ต้าหยวนชื่นชมความรู้ความสามารถของเอี้ยนลี่เฉียงจากใจจริง หลังจากขับรถม้ามาหลายปีการพูดคุยกับเอี้ยนลี่เฉียงของเขาในวันนี้น่าพึงพอใจที่สุด

“นายท่านหก!”

“นายท่านหก!”

“พวกเจ้าคุยอะไรกันน่ะ ดูเหมือนเจ้าสองคนจะสนุกกันมาก!”

“นี่ไม่ใช่การยกยอนะนายท่าน แต่ว่านายน้อยเอี้ยนมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเรื่องม้ามากมายจริงๆแม้แต่ข้าก็ยังอดที่จะนับถือเขาไม่ได้…” ลู่ต้าหยวนชิงตอบออกไปก่อน

“ลี่เฉียง เจ้ารู้วิธีดูแลม้าด้วยเหรอ?”

“ตอนที่อยู่บ้านข้าก็มีอยู่ตัวหนึ่งเช่นกัน และเมื่อมาที่นี่ข้าก็ได้ศึกษาเพิ่มเติมไว้บ้าง.” เอี้ยนลี่เฉียงกล่าวอย่างถ่อมตน

ลู่เปียนยิ้มและจ้องมองเอี้ยนลี่เฉียงอย่างลึกซึ้งและมีความหมาย

บางทีคนส่วนใหญ่อาจดูหมิ่นคนอย่างเอี้ยนลี่เฉียงที่ปะปนอยู่กับชนชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตามสำหรับคนทางโลกเช่นลู่เปียนเขาจะให้ความสำคัญกับเอี้ยนลี่เฉียงแทนและแอบชื่นชมมีเรื่องนี้ด้วย

“ลี่เฉียง เจ้าไม่ได้มีธุระอะไรเหรอ”

“ไม่มีอะไรเลยข้าเพียงรอนายท่านหกที่นี่เพื่อให้พาไปทานอาหารดีๆเท่านั้น!”

ทำไมคนอย่างเอี้ยนลี่เฉียงถึงต้องใส่ใจกับอาหารดีๆสักมื้อจนรอคอยลู่เปียนเป็นเวลานานโดยไม่ไปไหน?

ก็ย่อมเพราะต้องการช่วยเหลือลู่เปียนแก้ปัญหานั่นเอง แน่นอนว่าลู่เปียนก็รู้สึกซาบซึ้งต่อน้ำใจของเด็กหนุ่มคนนี้มากเขาจึงหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า

“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ไปกันเถอะเราจะไปที่นั่นด้วยรถม้า”

“ฮิฮิ หวังว่านายท่านหกคงไม่เลี้ยงข้าจนหมดตัวหรอกนะ!”

จบบทที่ 175 - เมื่อขุนเขาหมุนวนแม่น้ำย่อมหลั่งไหล

คัดลอกลิงก์แล้ว