บทที่ 540
บทที่ 540
บทที่ 540
"หึหึ เพราะงั้น นี่แหละความทุกข์ของคนที่มีพรสวรรค์สูงเกินไป"
ฟังคำตอบของหลี่จื้อหยวนจบ เจ้าอี้ก็หัวเราะเยาะอย่างสะใจ
หลี่จื้อหยวนพนมมือ เส้นด้ายสีทองจำนวนมากพุ่งออกมา วนเวียนรอบตัวเฉินซีหยวน เด็กหนุ่มสวดมนต์ เสียงสวดดังกังวานไปทั่วห้อง
เจ้าอี้เหลือบมอง เขาไม่สัมผัสถึงพลังพุทธะเลยแม้แต่น้อย
เขารู้ว่า แซ่หลี่แค่ยืมเปลือก "พระโพธิสัตว์" มาใช้ช่วยสงบจิตใจเฉินซีหยวน ขับไล่ผลกระทบจากมารในใจเท่านั้น
ใช้งานได้จริงแหละ แต่มันก็บอกเป็นนัยว่า พระโพธิสัตว์แซ่หลี่องค์นี้ มีแต่ชื่อไม่มีเนื้อใน
เรื่องนี้เจ้าอี้ไม่ได้เยาะเย้ยอะไร ความจริงเขาดูความพิเศษของแซ่หลี่ออกเร็วกว่าหลิวยี่เหมยเสียอีก
สิบห้านาทีผ่านไป หลี่จื้อหยวนหยุดสวดมนต์ ความขุ่นมัวระหว่างคิ้วของเฉินซีหยวนคลายลง
เจ้าอี้คลายผนึกให้เธอ เธอก็หลับปุ๋ยไปอย่างสบายใจ นอนตะแคงเอาขาหนีบผ้าห่ม แถมยังกัดฟันกรอดๆ เบาๆ
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เฉินซีหยวนคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเกือบธาตุไฟเข้าแทรก อาจจะนึกว่าตัวเองเป็นไข้หวัดใหญ่
เจ้าอี้: "ต้องหวีสางต่อเนื่องอีกแปดวัน ถึงจะมั่นใจว่าสลายลางบอกเหตุมารในใจครั้งนี้ไปได้หมดจด ไม่ทิ้งรากเหง้าไว้ นายเริ่มไว้แล้ว ที่เหลือไม่ยาก พรุ่งนี้นายไปฟูเจี้ยนกับอาโหย่วตามแผนเถอะ ที่เหลือฉันจัดการให้เอง"
หลี่จื้อหยวนมองเจ้าอี้ หมอนี่หัดตอบคำถามล่วงหน้าแล้ว
เจ้าอี้: "ฉันไม่อยากให้อาโหย่วเสียงาน"
หลี่จื้อหยวนออกจากบ้านเคราดก กลับมาถึงลานบ้านปู่ทวด ประตูห้องตะวันออกก็เปิดออก อาหลี่เดินออกมา
เด็กสาวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ สวมชุดกระโปรงสีแดง ผมยาวสลวยไม่ได้หวี ปล่อยสยายคลุมไหล่ เธอกำลังรอเขาอยู่
หลี่จื้อหยวนเดินไปข้างกายเด็กสาว เงยหน้ามองระเบียงชั้นสอง
พิธีการเล็กๆ ที่ถูกขัดจังหวะ ต้องสานต่อให้จบ
ตอนอาบน้ำและกินข้าว เด็กสาวคงคิดเรื่องนี้อยู่ตลอด ตอนนี้ เธอได้คำตอบแล้ว
อาหลี่แบมือ ยื่นมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม
หลี่จื้อหยวนยื่นมือไปประสานนิ้วทั้งสิบแน่น
กระแสลมหมุนวนแผ่ออกมาจากตัวเด็กสาว
สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่ง แต่แฝงความอ่อนโยน
หรุ่นเซิงทำได้แค่ใช้แรงอย่างผ่อนหนักผ่อนเบา แต่ถ้าต้องพลิกแพลงกว่านี้ หรุ่นเซิงก็ไปไม่เป็นแล้ว
อาหลี่ต่างออกไป นอกจากวิชาตัวเบาและกระบวนท่าแบบคนตระกูลฉินดั้งเดิม เธอยังผสานเคล็ดวิชาตระกูลหลิวเข้าไปด้วย ความแข็งแกร่งผสมความอ่อนโยนเป็นแค่พื้นฐาน การแปรเปลี่ยนที่แตกยอดออกไปต่างหาก คือความน่ากลัวที่แท้จริงของพรสวรรค์เธอ
วินาทีถัดมา ทั้งสองเคลื่อนไหวพร้อมกัน
หลี่จื้อหยวนรู้สึกเหมือนถูกยกขึ้น การห่อหุ้มทั้งตัวทำให้เขารักษาสมดุลได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนถูกหิ้วเป็นสัมภาระ
จะบอกว่าอาหลี่พาเขากระโดด ก็ไม่ถูก เรียกว่าทั้งสองคนเหาะขึ้นไปพร้อมกันน่าจะถูกกว่า
เพิ่งจะพ้นความสูงของระเบียง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากห้องหลี่ซานเจียง ปู่ทวดตื่นแล้ว กำลังจะเปิดประตู
อาหลี่แตะปลายเท้าที่ขอบระเบียง พาเด็กหนุ่มเหินขึ้นไปอีกครั้ง ทั้งสองลงไปนั่งบนหลังคาห้อง
"แอ๊ด..."
ประตูถูกผลักเปิดออก
หลี่ซานเจียงเดินงัวเงียออกมา ไปที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของระเบียง เริ่มปลดทุกข์
ตรงนั้นติดแม่น้ำ ไม่มีห้องอยู่ข้างล่าง ตอนหลี่จื้อหยวนย้ายเข้ามาใหม่ๆ หลี่ซานเจียงก็ชี้เป้าโถปัสสาวะธรรมชาตินี้ให้เหลนชาย ข้อเสียคือเวลาใช้ต้องดูทิศทางลม ไม่งั้นอาจโดนลูกหลงตัวเอง
หลี่ซานเจียงฉี่เสร็จ ตักน้ำในโอ่งล้างมือ ลมเย็นพัดมา ทำเอาตัวสั่น ห่อไหล่รีบเดินกลับเข้าห้อง ไม่รู้ตัวเลยว่าบนหลังคาห้องตัวเอง มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่
หลี่จื้อหยวนโอบศีรษะอาหลี่ บังลมให้เธอ; อาหลี่กอดเอวเด็กหนุ่ม กันไม่ให้เขาไถลลงไป
รอจนได้ยินเสียงปู่ทวดกลับขึ้นเตียงในห้อง และเสียงกรนดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม
อาหลี่ปล่อยมือ หลี่จื้อหยวนขยับลงมาหน่อย
...แล้วกระโดดลงมา ยืนบนพื้นอย่างมั่นคง
เด็กหนุ่มหันกลับไปทันที เงยหน้าขึ้น กางแขนออก
อาหลี่กระโดดลงมา ไม่ได้จงใจผ่อนแรง เมื่อถูกเด็กหนุ่มรับไว้ หลี่จื้อหยวนเซถอยหลังไปหลายก้าว ถึงจะไม่ล้ม
หลิวยี่เหมยนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้องตะวันออก มองลอดช่องหน้าต่างดูการกระทำของเด็กทั้งสองที่ระเบียง จานบ๊วยเค็มตรงหน้า ถูกเธอกินจนเหลือไม่กี่เม็ด
"ไอ้แก่เอ๊ย ดูหลานเขยแกสิ แล้วดูตัวแก เฮ้อ~"
หลิวยี่เหมยมองดูเสี่ยวหยวนจูงมืออาหลี่เดินลงบันไดมา ส่งอาหลี่ถึงหน้าห้องตะวันออก แล้วเสี่ยวหยวนก็เดินขึ้นบันไดไประเบียงกลับห้องตัวเอง
หญิงชรายิ้มพลางส่ายหน้า น่าเบื่อจริงๆ เลยนะ
น่าเบื่อจนหลิวยี่เหมยเทบ๊วยเค็มที่เหลือก้นจานเข้าปากรวดเดียวตอนอาหลี่เดินเข้าห้องมา
"อาหลี่ ดึกแล้ว พักผ่อนกันเถอะ"
อาหลี่เดินไปหาหลิวยี่เหมย ยื่นมือออกไปกอดคุณย่าเบาๆ
หลิวยี่เหมยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบผมสวยของหลานสาว
คนเราชั่วชีวิตนี้ ความหวานที่ได้ลิ้มรส ล้วนเตรียมไว้เพื่อเจือจางความขมขื่นในอนาคต ส่วนความขมขื่นที่ได้กิน ก็เพื่อขับเน้นความหวานที่จะตามมา
"วางใจเถอะ เสี่ยวหยวนไม่โทษย่าหรอก เสี่ยวหยวนเข้าใจย่า"
หลิวยี่เหมยก้มลง จูบหน้าผากหลานสาวเบาๆ ทีหนึ่ง
อาหลี่ไม่ได้แสดงอาการต่อต้านชัดเจน แต่ก็ยังขัดขืนเล็กน้อย
อาการป่วยของเด็กสาวดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แต่กับความใกล้ชิดเกินงามกับ "คนนอก" เธอยังไม่ค่อยชิน
หลิวยี่เหมยรู้ดีว่า "คนนอก" ในที่นี้ ไม่รวมเสี่ยวหยวนแน่นอน
เวลานี้หญิงชราแทบอยากจะปลุกอาถิงขึ้นมา เติมบ๊วยเค็มให้เธออีกสักโอ่ง!
เช้าวันรุ่งขึ้น ถานเหวินปินปิดไฟฉาย ขยี้ตา เก็บเอกสารทบทวนสอบปลายภาค กางแผนผังค่ายกลออกมาแทน
วิธีสลับสมองเรียนแบบนี้ช่วยให้ไม่เสียเวลาทั้งสองด้าน ตอนนี้เขาทบทวนเนื้อหาสอบปลายภาคทุกวิชาอย่างละเอียดจบไปหนึ่งรอบแล้ว
ตามความเร็วนี้ ก่อนจะทำความเข้าใจแผนผังค่ายกลเสร็จ เขาคงทบทวนจบรอบสอง รอบสาม...
"พี่ปิน พี่ยังเรียนอยู่อีกเหรอ?"
หลินซูโหย่วปีนออกจากโลงศพ ชะโงกหน้ามาที่ปากโลงถานเหวินปิน เห็นกองแผนผังค่ายกลหนาปึ้ก ก็โล่งอก
"ต้องรีบหน่อย หรุ่นเซิงคงส่งแบบแปลนไปเฟิงตูแล้ว พอนายกับพี่เสี่ยวหยวนไปวัดบรรพชนที่ฟูเจี้ยน การยกระดับของนายก็จะเสร็จสมบูรณ์ เป็นไปได้สูงว่าพอนายกลับมา ฉันยังตะลุยโจทย์พวกนี้ไม่จบ"
"แล้วพี่ปินจะทบทวนสอบปลายภาคเมื่อไหร่?"
"ฉันแนะนำให้นายเริ่มทบทวนตั้งแต่ตอนนี้"
"ไม่ได้ ฉันจะทิ้งเพื่อนไม่ได้"
"อาโหย่ว เพื่อนยาก"
"อื้ม!"
หลินซูโหย่วรีบล้างหน้าแปรงฟัน คว้ากุญแจรถ ขับรถกระบะสีเหลืองไปบ้านโจวอวิ๋นอวิ๋น
พ่อแม่โจวอวิ๋นอวิ๋นรู้ว่าเฉินหลินจะตามแฟนกลับบ้านไปพบพ่อแม่ ก็เตรียมของฝากขึ้นชื่อเมืองหนานทงไว้ให้เธอมากมาย พ่อโจวยัดบุหรี่ที่ปกติตัวเองไม่กล้าสูบให้สองคอตตอน แม่โจวดึงมือหลินซูโหย่วกำชับกำชาไม่หยุด
หลักๆ คือเมื่อก่อนถานเหวินปินพาหลินซูโหย่วมาบ่อย ทั้งช่วยทำนา ทั้งช่วยซ่อมไฟ
พ่อแม่โจวประทับใจอาโหย่วมาก เสียดายที่ตัวเองไม่มีลูกสาวอีกคน
หลังขอบคุณเสร็จ หลินซูโหย่วก็รับเฉินหลินและโจวอวิ๋นอวิ๋นกลับบ้าน
รถเพิ่งเข้าทางเดินเล็กๆ ก็เห็นหลี่ซานเจียงเดินลงมา หลินซูโหย่วจอดรถ
"โหวย่ว (ท่านโหย่ว) ปู่ทวดจะออกไปสวดมนต์แล้ว นี่ซองแดงของนังหนูหลิน"
หลี่ซานเจียงยื่นซองแดงให้เฉินหลิน แล้วไม่รอให้ขอบคุณก็โบกมือเดินจากไป เขาตั้งใจรออยู่แล้ว เดี๋ยวจะเสียงานเสียการ
ซองแดงรับขวัญหลานสะใภ้ครั้งแรกเฉินหลินรับไปแล้ว ซองที่สองนี้ให้เพราะหลี่ซานเจียงถือว่าตัวเองเป็นผู้ปกครองของอาโหย่วครึ่งคน
ลงจากรถ ขึ้นลานบ้าน น้าหลิวขนกล่องของขวัญที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากห้องเก็บของในห้องตะวันออก กองไว้บนโต๊ะรับแขก
แม้จะไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่แค่วัสดุทำกล่อง ในสายตาคนในยุทธภพก็ล้ำค่ามาก ปกติแค่ขูดเศษไม้มาใช้ยังเสียดาย
หลิวยี่เหมย: "เอาไปด้วย"
เฉินหลินเดินไปตรงหน้าหญิงชรา เตรียมคารวะขอบคุณ
หลิวยี่เหมยปรายตามองเธอ
เฉินหลินหยุดคารวะ เข้าไปรินชาให้หญิงชรา พูดเสียงอ้อน: "คุณย่ารักหนู"
หลิวยี่เหมยยกถ้วยชา จิบคำหนึ่ง
หลี่จื้อหยวนหิ้วเป้เดินลงมาจากชั้นบน
เฉินหลินกระทุ้งแขนอาโหย่ว อาโหย่วทำหน้างง
เฉินหลินกระทุ้งอีกที สื่อให้ไปถือเป้
อาโหย่วกำลังจะอธิบายว่าเวลาออกเดินแม่น้ำ ต่างคนต่างแบกเป้ของตัวเอง
ผลคือเฉินหลินผลักอาโหย่วไปทีหนึ่ง อาโหย่วจำต้องเข้าไปรับ เตรียมรอคำปฏิเสธจากพี่เสี่ยวหยวน แต่คราวนี้พี่เสี่ยวหยวนไม่ปฏิเสธ ส่งเป้ให้เขา
เฉินหลินเห็นดังนั้น สีหน้าฉายแววซาบซึ้งใจ นี่แสดงว่าพี่เสี่ยวหยวนไปวัดตระกูลหลินเพื่อคุยเรื่องแต่งงานในฐานะผู้อาวุโส จะให้ผู้อาวุโสถือของเองได้ยังไง?
หลี่จื้อหยวนไม่ชอบธรรมเนียมหยุมหยิมพวกนี้ แต่ตระกูลหลินและตระกูลเฉินถือเรื่องพวกนี้มาก ทำตัวเป็นกันเองเกินไปเขาจะหาว่าไม่ให้เกียรติ วางท่าหน่อยกลับจะทำให้พวกเขาสบายใจ
ลุงฉินช่วยขนของขวัญขึ้นรถ จากนั้น ลุงฉินก็นั่งไปด้วย
หลินซูโหย่วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจทันที
หรุ่นเซิงไม่อยู่ พี่ปินเรียนจนหัวหมุน อาหลี่ไม่ได้ตามไปด้วย ลำพังเขาคนเดียว รับประกันความปลอดภัยสูงสุดให้พี่เสี่ยวหยวนไม่ได้ ลุงฉินเลยต้องไปด้วย
หลินซูโหย่วสตาร์ทรถ ขับออกจากหมู่บ้าน
ข้างหลัง เจ้าอี้ยืนพิงต้นไม้แก่สูบบุหรี่ มองรถกระบะแล่นจากไปไกล
ถ้าเขาไม่ช่วยดัน ให้เฉินหลินติดสอยห้อยตามแซ่หลี่ไปฟูเจี้ยนด้วยคราวนี้ ไม่รู้ว่าอาโหย่วต้องดูตัวไปอีกนานแค่ไหน
เครื่องลงจอด
เดินออกจากอาคารผู้โดยสาร มาที่ลานจอดรถ คนของวัดตระกูลหลินนำโดยหลินฝูอานและเฉินโซ่วเหมิน คารวะหลี่จื้อหยวน
"คารวะท่านประมุข!"
หลี่จื้อหยวนไม่ปฏิเสธและไม่หลบเลี่ยง ยืนรับการคารวะนั้น
รอบๆ มีธงค่ายกลปักอยู่ ปิดกั้นการรับรู้ของคนรอบข้าง คนตระกูลหลินแม้ตอนนี้จะเข้าทรงไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามให้เกียรติสูงสุดเท่าที่จะทำได้
หลี่จื้อหยวนแนะนำเฉินหลิน: "นี่คือแฟนของอาโหย่ว"
หลินฝูอานทำท่าจะคารวะเฉินหลินด้วยความเคยชิน เฉินหลินตกใจแทบทรุดลงไปกราบตอบ
หลินฝูอานกระทุ้งแขนเฉินโซ่วเหมิน เฉินโซ่วเหมินคลำกระเป๋า สุดท้ายควักป้ายเจ้าอาวาสออกมา ยื่นให้เฉินหลินเป็นของรับขวัญ
เฉินหลินทำตัวไม่ถูก แต่ก็รับไว้อย่างมีมารยาท
เฉินโซ่วเหมินรีบเสริมว่า: "วันหน้าเรื่องในบ้าน ยังต้องรบกวนหนูช่วยดูแล"
เฉินหลิน: "อาจารย์พูดหนักไปแล้ว มีผู้อาวุโสอยู่ ผู้น้อยอย่างเราจะกล้าข้ามหน้าข้ามตาได้ยังไงคะ"
หลี่จื้อหยวนดูออกว่า อาโหย่วไม่ได้แจ้งที่บ้านเรื่องจะพาแฟนมาด้วย เล่นเอาปู่กับอาจารย์ตั้งตัวไม่ทัน ของรับขวัญยังต้องควักป้ายเจ้าอาวาสออกมา ยังดีที่เฉินโซ่วเหมินหัวไว แก้สถานการณ์ไปได้
อาโหย่วตัวต้นเหตุ ยังยืนยิ้มเขินๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หารู้ไม่ ปู่กับอาจารย์ด่าเขาในใจด้วยภาษาถิ่นไปไม่รู้กี่รอบแล้ว
อาโหย่วไม่ได้โทรบอกที่บ้านจริงๆ นี่ก็เป็นคำสั่งของปู่กับอาจารย์เองว่าถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นอย่าติดต่อกลับมา เขาเลยแจ้งแค่เรื่องพี่เสี่ยวหยวนจะมา
วัดตระกูลหลินเพิ่งทำความสะอาดครั้งใหญ่ ทาสีผนังและประตูใหม่ ลงสีรูปปั้นเทพใหม่ แม้แต่ถนนหน้าวัดก็ล้างจนสะอาดเอี่ยม
หลี่จื้อหยวนเดินเข้าวัดตระกูลหลินโดยมีหลินฝูอานเดินเคียงข้าง
เฉินโซ่วเหมินเดินกับลุงฉิน เขามองลุงฉินด้วยสายตาชื่นชมและระลึกถึงความหลัง
เห็นลุงฉินก้าวข้ามธรณีประตูวัด หลินซูโหย่วที่เดินรั้งท้ายหยุดเดิน
เฉินหลินถามอย่างสงสัย: "คิดอะไรอยู่คะ?"
หลินซูโหย่ว: "ลุงฉิน เข้าประตูวัดบ้านผมแล้ว"
กาลครั้งหนึ่ง ลุงฉินเข้าวัดตระกูลหลิน คือฝันร้ายที่หลอกหลอนใจอาโหย่ว
แม่หลินรออยู่ในวัด พอหลินฝูอานกระซิบข้าหู ก็รีบพาว่าที่ลูกสะใภ้ไปนั่งคุยข้างๆ
ที่โต๊ะกลม หลี่จื้อหยวนนั่งลง คนอื่นยืน หลินฝูอานนั่งเป็นเพื่อนข้างล่าง
หลี่จื้อหยวนยกถ้วยชา ชนกับหลินฝูอาน กล่าวว่า:
"เธอชอบอาโหย่ว คุณย่าที่บ้านก็ชอบเธอ"
หลินฝูอาน: "ขอบคุณท่านย่าที่ประทานคู่ครองที่ดีให้"
หลี่จื้อหยวน: "ตามความต้องการของอาโหย่ว เขาอยากรอให้ธุระตอนนี้เสร็จสิ้นก่อน ค่อยจัดงานแต่ง ครั้งนี้แค่พามาให้รู้จักบ้าน"
หลินฝูอาน: "สมควรแล้ว สมควรแล้ว ควรเห็นแก่ภารกิจสำคัญเป็นหลัก"
หลินซูโหย่วกะจะเลียนแบบถานเหวินปิน "เรียนไม่จบมหาลัย" ไม่แต่งงาน พี่ปินไม่ทบทวนสอบ ฉันก็ไม่ทบทวน
หลี่จื้อหยวนลุกขึ้น: "ไปเถอะ ไปวัดบรรพชน"
หลินฝูอานลุกขึ้นรับคำสั่ง: "ครับ"
การหมั้นหมายของอาโหย่วเป็นแค่พิธีการ หลี่จื้อหยวนมานั่งเป็นพิธีให้เกียรติ รายละเอียดจุกจิกย่อมไม่ต้องให้เขามาเจรจา
แค่ประโยคที่ว่าคุณย่าชอบเธอ ก็เพียงพอแล้ว คนตระกูลหลินไม่กล้าขัดใจคุณย่า และไม่กล้าเสี่ยงหาหลานสะใภ้คนใหม่ว่าจะถูกใจคุณย่าอีกไหม
ต่อไป คือเวลาทำงานจริง
เพื่ออาโหย่ว และเพื่อวัดตระกูลหลิน
ตอนออกมา เฉินหลินไม่ได้ตามมา แต่ถูกแม่หลินและญาติผู้หญิงในบ้านล้อมหน้าล้อมหลังชวนคุย เห็นได้ชัดว่า ต่อให้ตัดเรื่องฐานะที่หลี่จื้อหยวนหนุนหลังออกไป เฉินหลินก็เป็นที่รักของพวกแม่หลินมาก
คนที่วางตัวเรื่องมารยาท กฎระเบียบ และน้ำใจคนได้สมบูรณ์แบบ ย่อมต้องมีความคิดความอ่าน ซึ่งเข้าคู่กับลูกชายหัวทึ่มของบ้านพอดี
วัดบรรพชนกวนเจียงโส่วยังคงสภาพเดิม ตอนนั้นหลี่จื้อหยวนกับหรุ่นเซิงขึ้นเขา ยืมพลังค่ายกลสู้กับสัตว์อสูรตระกูลอวี๋ตลอดทาง ใช้ไปง่าย แต่ซ่อมแซมยาก จนป่านนี้ยังซ่อมไม่เสร็จ
แจ้งล่วงหน้าแล้ว เคลียร์พื้นที่แล้ว ในวัดเหลือแค่ผู้มีอำนาจไม่กี่คนกับเด็กน้อยไม่กี่คน
เด็กน้อยพวกนี้คือจีถง (ร่างทรง) น้อยที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่วัดสาขาส่งมาปีนี้ เป็นตัวแทนอนาคตของการสืบทอดกวนเจียงโส่ว
ตอนนั้น หลินซูโหย่วในวัยนี้ ก็เป็นหนึ่งในพวกเขา
เด็กน้อยมองดูเด็กหนุ่มที่ดูโตกว่าพวกเขาไม่เท่าไหร่ สายตามีความสงสัยมากกว่าความเคารพยำเกรง
หลี่จื้อหยวนเดินตรงเข้าวัด มีแค่อาโหย่วตามเข้าไป ลุงฉินยืนหันหลังขวางประตู กอดอก
อย่าว่าแต่หลี่จื้อหยวนเลย แม้แต่หลินซูโหย่วก็ยังรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ป้ายวิญญาณเทพเจ้าทั้งหมดที่บูชาในวัด สำแดงเดชพร้อมกัน เงาเทพเจ้าก่อตัวขึ้น คารวะหลี่จื้อหยวน:
"คารวะพระโพธิสัตว์!"
"คารวะพระโพธิสัตว์!"
หลี่จื้อหยวนยืนหน้าพระพุทธรูปทองคำ รูปลักษณ์ยังคงเป็นซุนป๋อเซิน
เมื่อก่อน หลี่จื้อหยวนคิดว่าซุนป๋อเซินจะทุ่มเทแย่งชิงความเป็นใหญ่กับพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ต่อให้เพื่อแก้แค้น ก็จะไม่ยอมให้พระโพธิสัตว์องค์จริงอยู่อย่างสงบสุข
ผลคือ ซุนป๋อเซินพิสูจน์ด้วยการกระทำว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ เทียบกับการเป็นพระโพธิสัตว์เอง เขายินดีที่จะลากพระโพธิสัตว์ที่เขาคิดว่าไม่คู่ควร ลงจากตำแหน่งมรรคผลมากกว่า
หลี่จื้อหยวนประสานอิน เส้นด้ายสีทองจำนวนมากแผ่ออกมา หลอมรวมเข้ากับพระพุทธรูปทองคำ
เด็กหนุ่มไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์พระพุทธรูปให้เป็นตัวเอง แต่คงรูปลักษณ์ซุนป๋อเซินไว้
มีตำแหน่งมรรคผล อัดฉีดเส้นด้ายทอง ทุกอย่างก็ง่ายดาย
หลี่จื้อหยวนแก้ไขระบบเจินจวินก่อน เตรียมพร้อมเสร็จสรรพ เด็กหนุ่มทำสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงน่าเกรงขาม:
"หลินซูโหย่ว ก้าวออกมารับราชโองการ!"
หลินซูโหย่วเดินมาหน้าหลี่จื้อหยวน คุกเข่าข้างหนึ่ง เงาเด็กชายกระเรียนขาวลอยออกจากตัวอาโหย่ว คุกเข่าอยู่ข้างๆ
สายตาของเหล่าเทพเจ้ารอบๆ ร้อนแรง จิตวิญญาณที่แผดเผานั้น ทำให้เด็กชายกระเรียนขาวสบายตัวจนแทบครางออกมา
แม้จะคุกเข่า แต่เหมือนเงยหัวนกกระเรียนอย่างภาคภูมิ ถงจื้อที่เคยตกต่ำเป็นเบ๊ วันนี้คือจุดสูงสุดของกวนเจียงโส่วทั้งหมด
"แต่งตั้งเจ้าเป็นไป๋เหอเจินจวิน (เทพกระเรียนขาว) แห่งยุคปัจจุบัน!"
หลี่จื้อหยวนชี้นิ้วไปข้างหน้า พระพุทธรูปทองคำลืมตา ตราประทับเจินจวินที่หว่างคิ้วหลินซูโหย่วปรากฏขึ้นอีกครั้ง เงาเด็กชายกระเรียนขาวหลอมรวมกลับเข้าไป
วินาทีนี้ เด็กชายกระเรียนขาวสัมผัสได้ถึงการเข้าทรงของคนตระกูลหลินอีกครั้ง
ถงจื้อตะโกนอย่างตื่นเต้น: "คืนนี้ไม่ต้องเฝ้าประตูแล้ว เข้าหอ! ทีมเตะตะกร้อ ทีมเตะตะกร้อ!"
หลังหายเห่อ ถงจื้อพบว่า ภายใต้กฎใหม่ของเจินจวิน กุศลที่ได้จากการปราบภูตผีปีศาจ ตนกับจีถง (ร่างทรง) แบ่งกันคนละครึ่ง
นี่ไม่ใช่แค่การแบ่งระหว่างท่านกับหลินซูโหย่ว แต่รวมถึงรูปแบบการแบ่งกับคนตระกูลหลินและลูกหลานของอาโหย่วในอนาคตด้วย
แน่นอน นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ที่สำคัญที่สุดคือ เด็กหนุ่มที่เป็นพระโพธิสัตว์ ไม่หักหัวคิว!
ถงจื้อไม่รังเกียจที่จะแบ่งกุศลครึ่งหนึ่งให้จีถงตระกูลหลินในอนาคต หลี่จื้อหยวนเคยเป็นห่วงท่าทีของถงจื้อที่มีต่อจีถงตระกูลหลิน แต่อย่างน้อยตอนนี้ ถงจื้อมีความกระตือรือร้นต่อรุ่นลูกของอาโหย่วมาก แทบอยากจะเลี้ยงเด็กเอง
หลี่จื้อหยวนประสานอินต่อ ต่อไป เขาจะแก้ไขกฎกวนเจียงโส่ว
พระพุทธรูปทองคำลืมตาอีกครั้ง สายตากวาดมองทั่วลาน
ทันใดนั้น จิตวิญญาณของเทพเจ้าทั้งลานก็สั่นสะเทือนพร้อมกัน ก่อนจะก้มกราบลงอีกครั้ง คารวะหลี่จื้อหยวนใหม่ด้วยท่าทีราวกับคลื่นมหาสมุทรซัดสาด:
"พระคุณพระโพธิสัตว์!"
"พระคุณพระโพธิสัตว์!"
ถงจื้อ: "เจ้าพวกนี้ เป็นบ้าอะไรกัน? หรือว่า..."
ถงจื้อลอบส่งจิตสัมผัสทักทายเทพเจ้าองค์ที่ใกล้ที่สุด ไม่นานก็ได้คำตอบ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างกวนเจียงโส่วกับจีถง กุศลแบ่งสี่หก เทพสี่ คนหก พระโพธิสัตว์ไม่หักหัวคิว
ต้องรู้ว่า สมัยโบราณ พระโพธิสัตว์หักหัวคิวไปเก้าส่วนกว่า การแบ่งปันในปัจจุบัน เทพเจ้าได้ประโยชน์มหาศาล
ในทางปฏิบัติ จะทำให้เทพเจ้าถนอมร่างกายจีถง ไม่ใช้ร่างกายจีถงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนเมื่อก่อน พวกท่านจะปกป้องจีถงที่คุ้นเคยและมีความสามารถมากยิ่งขึ้น และจะตั้งใจฟูมฟักจีถงน้อยที่มีพรสวรรค์
ในแง่ความหมาย คนอยู่เหนือเทพ
ครั้งแรกที่เห็นหลินซูโหย่วเข้าทรง หลี่จื้อหยวนก็รู้สึกไม่สบายใจกับความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้ากับจีถง วันนี้ เด็กหนุ่มในที่สุดก็ได้ทำตามความคิดในตอนนั้น แก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระโพธิสัตว์ควรทำ พระโพธิสัตว์ควรนั่งกินหัวคิว;
นี่คือสิ่งที่ราชามังกรควรทำ ลบสิ่งที่ขวางหูขวางตาในยุทธภพทิ้งไป
หลี่จื้อหยวนเอ่ยเสียงเข้ม:
"กวนเจียงโส่ว!"
เทพเจ้าทุกองค์ในวิหาร รวมถึงเด็กชายกระเรียนขาวในตัวหลินซูโหย่ว ตอบรับด้วยจิตวิญญาณพร้อมกัน:
"ผีร้าย ฆ่าไม่เลี้ยง~"
(จบบทที่ 540)