- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 155: แอบมอง….
บทที่ 155: แอบมอง….
บทที่ 155: แอบมอง….
บทที่ 155: แอบมอง….
ด้วยเหตุนี้เอง หากใครคิดจะจู่โจมเขาเป็นคนแรก ก็จำเป็นต้องบุกเข้ามาในทะเลอัสนีและเข้าปะทะจากทางด้านหน้าของเขาเท่านั้น
“เอาล่ะ…แบบนี้ก็น่าจะปลอดภัยไร้กังวลแล้ว”
เมื่อเห็นดังนั้น โจวฉางชิงก็พยักหน้าเบาๆอย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงเริ่มชักนำสายฟ้าเข้ามาฝึกฝนร่างกายได้อย่างสบายใจ
ทว่า…เขากลับไม่ทันได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยว่า ในพุ่มหญ้าแห่งหนึ่งบนภูเขาใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปทางด้านข้างของเขา มีดวงตาคู่โตสุกใสคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองมาที่เขาอยู่
“ในที่สุดก็มาเสียที”
เมื่อเห็นโจวฉางชิงปรากฏตัว เด็กสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มหญ้าพลางเก็บซ่อนกลิ่นอายของตนเองจนมิดชิดก็รู้สึกยินดีขึ้นมาในใจ ก่อนจะเริ่มเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบๆต่อไป
อันที่จริงแล้ว นางซุ่มรออยู่บริเวณนี้มานานถึงสามวันเต็ม จนเกือบจะคิดไปแล้วว่าโจวฉางชิงคงจากไปแล้ว
และแล้ว…เมื่อนางได้เห็นภาพที่โจวฉางชิงยื่นมือออกไปสัมผัสทะเลอัสนี พร้อมกับจงใจชักนำสายอสนีบาตเข้าสู่ร่างกายของตนเอง
ริมฝีปากเล็กราวผลเชอร์รี่ที่แดงระเรื่อของนางก็พลันอ้าออกน้อยๆด้วยความตกตะลึง
ต้องรู้ก่อนว่า สายอสนีบาตอันบ้าคลั่งที่อยู่ในทะเลอัสนีแห่งนั้น แม้แต่ร่างกายอันแข็งแกร่งของนางเองก็ยังไม่กล้าที่จะสัมผัสโดยตรงเช่นนี้!
แล้วเหตุใดมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ถึงได้กล้าใช้ร่างกายเนื้อสัมผัสกับมันโดยตรง โดยปราศจากการใช้พลังยุทธ์ป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย…หรือว่าเขาไม่ต้องการชีวิตแล้วกันแน่
แต่ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับทำให้เด็กสาวต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม
เพราะว่าโจวฉางชิงไม่เพียงแต่จะทนรับสายฟ้าที่เข้าสู่ร่างกายได้เท่านั้น แต่เขายังดูเหมือนกำลังหลอมรวมสายฟ้าที่รุกล้ำเข้ามาในร่างของตนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทั่วทั้งร่างของเขายังเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามออกมา!
ภาพที่เห็นนั้น ดูราวกับรูปสลักมนุษย์ที่หล่อหลอมขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ แลดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด!
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเด็กสาวมากที่สุด นอกเหนือจากเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา กลับเป็นคิ้วของโจวฉางชิงที่ขมวดแน่นเข้าหากันด้วยความเจ็บปวด และใบหน้าด้านข้างที่ดูบิดเบี้ยวทุกข์ทรมานของเขา
และภาพนั้นเอง…ที่ทำให้นางหวนนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายบางอย่างขึ้นมา
นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่นางมาถึงหุบเขาพันอัสนีเป็นครั้งแรก
หลังจากที่รู้สึกคุ้นเคยกับหุบเขาแห่งนี้อย่างน่าประหลาด เด็กสาวก็เคยพยายามที่จะเข้าไปในทะเลอัสนี เพื่อค้นหาต้นตอของความรู้สึกคุ้นเคยนั้น
แต่ทว่า ทันทีที่นางสัมผัสกับทะเลอัสนี อสนีบาตอันบ้าคลั่งภายในนั้นก็ราวกับเจอที่ระบาย พลันถาโถมเข้าเกาะกุมและทะลวงเข้ามาในร่างกายนางอย่างบ้าคลั่ง
ความรู้สึกเหน็บชาและแผดเผาอย่างรุนแรง ประกอบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการปะทะของพลังงานอันน่าสะพรึงกลัว ทั้งหมดนั้นได้สลักลึกลงในความทรงจำของนางอย่างไม่มีวันลืม
หากไม่เป็นเพราะนางรีบกระชากมือกลับมาในทันที ป่านนี้นางคงได้จบชีวิตลงที่นี่ไปแล้ว
และถึงแม้จะทำเช่นนั้นแล้วก็ตาม ในตอนนั้นเสื้อผ้าของนางก็ยังถูกสายฟ้าฟาดจนขาดรุ่งริ่ง ผิวหนังไหม้เกรียมเป็นสีดำ หรือแม้แต่เส้นผมก็ยังหงิกงอชี้ตั้งขึ้นทุกเส้น
นับว่าโชคดีที่ในตอนนั้นร่างกายของนางแข็งแกร่งเทียบเท่ากับระดับจ้าวยุทธ์ ทั้งพลังยุทธ์ก็ไม่ได้อ่อนด้อย มิเช่นนั้นเรื่องคงไม่จบลงง่ายๆแค่นี้เป็นแน่ รับรองได้เลยว่านางจะต้องบาดเจ็บสาหัสปางตายคาที่อย่างไม่ต้องสงสัย!
พอย้อนนึกถึงเรื่องราวในตอนนั้นขึ้นมาทีไร เด็กสาวก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่หาย
“อึก…ช่างวิปริตเสียจริง!”
เมื่อสายตาของนางจับจ้องไปยังใบหน้าด้านข้างของโจวฉางชิงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจเล็กน้อย เด็กสาวก็อดที่จะกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่และพึมพำออกมาเบาๆไม่ได้
เห็นได้ชัดว่า ภาพที่โจวฉางชิงแสดงออกมานั้น ได้สร้างความตกตะลึงและความรู้สึกพ่ายแพ้เล็กๆขึ้นในใจของเด็กสาว
เพียงแค่ดูจากการกระทำของเขา นางก็สามารถตัดสินได้ในทันทีว่า ร่างกายของอีกฝ่ายนั้นมีแนวโน้มสูงมากที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าร่างกายของนางเสียอีก
และเรื่องนี้เอง จะไม่ทำให้นางผู้ซึ่งภูมิใจในความแข็งแกร่งของร่างกายตนเองมาโดยตลอด รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าได้อย่างไร
….
เมื่อเวลาผ่านไป…
ความรู้สึกตกใจและตกตะลึงของเด็กสาวในตอนแรกก็ค่อยๆจางหายไป และแล้วความเบื่อหน่ายก็เริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่
การต้องจ้องมองคนๆเดิม ที่ทำท่าทางซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดเวลา นานวันเข้าจะไม่ให้รู้สึกเบื่อได้อย่างไรกัน
ด้วยเหตุนี้ เด็กสาวจึงหยิบสมุนไพรหนึ่งในหลายต้นที่นางหามาได้ในช่วงนี้ออกจากแหวนมิติของตนเอง ก่อนจะอ้าปากแล้วกัดเข้าไปคำหนึ่ง
“อื๋อ…ขมชะมัด”
ทันทีที่กัดเข้าไปคำแรก น้ำรสขมฝาดก็ระเบิดออกเต็มปากเล็กๆของนาง ทำเอาใบหน้าน้อยๆอันงดงามนั้นยับยู่เข้าหากันในทันที
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่ได้คายมันออกมา กลับฝืนใจกลืนลงท้องไป
และเมื่อสมุนไพรตกลงสู่กระเพาะ พลังงานที่แฝงอยู่ภายในก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของนาง ก่อนจะถูกหลอมรวมอย่างรวดเร็วเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง
และแล้ว…เรื่องราวก็ดำเนินไปเช่นนี้
ฝ่ายหนึ่งมุ่งมั่นกับการชักนำสายฟ้าเพื่อฝึกฝนร่างกาย ส่วนอีกฝ่ายก็แอบมองไปพลางแทะเล็มสมุนไพรไปพลาง
พริบตาเดียว…วันทั้งวันก็ผ่านพ้นไป
โจวฉางชิงมาถึงขีดจำกัดของตนเองในที่สุด เขาจึงบินออกจากหุบเขาไปด้วยสภาพที่เหนื่อยล้าทางจิตใจเฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
เมื่อเห็นภาพนั้น ดวงตาของเด็กสาวก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
นางรีบยัดสมุนไพรที่ยังกินไม่หมดในมือเข้าปากแล้วกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง…
เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายจากไปจริงๆแล้ว เด็กสาวจึงเริ่มเคลื่อนไหว
นางไม่ได้ใช้ปีกพลังยุทธ์ เพราะกลัวว่าคลื่นพลังที่เกิดขึ้นจะไปกระตุ้นความสนใจของโจวฉางชิงเข้า
ดังนั้น นางจึงเลือกที่จะเดินเท้าเข้าไปแทน
ด้วยสมรรถภาพทางร่างกายอันแข็งแกร่ง ทำให้เด็กสาวก้าวย่างได้รวดเร็วราวกับเหาะเหิน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการควบคุมพลังของตนเองได้อย่างละเอียดอ่อน จึงไม่เกิดเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย
เพียงไม่กี่ลมหายใจ…นางก็มาถึงสถานที่ที่โจวฉางชิงใช้นั่งบำเพ็ญ
“มีจริงๆด้วย!”
เด็กสาวลองใช้สัมผัสรับรู้ดู และในชั่วพริบตานั้นเอง นางก็สัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวพลังยุทธ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ณ ที่แห่งนี้
ทว่านั่นไม่ใช่พลังที่หลงเหลือจากการฝึกฝนร่างกายของโจวฉางชิง แต่เป็นพลังที่ตกค้างมาจากการใช้ปีกพลังยุทธ์ของเขาต่างหาก
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เด็กสาวรีบดูดซับเศษเสี้ยวพลังยุทธ์ที่อ่อนบางจนใกล้จะสลายไปนี้เข้ามาในร่างทันที
แน่นอนว่าเศษเสี้ยวพลังเพียงน้อยนิดนี้ย่อมไม่สามารถทำให้นางพอใจได้ ดังนั้นเด็กสาวจึงย่อตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะใช้เท้าเล็กๆดีดส่งร่างทะยานขึ้นไปตามเส้นทางที่โจวฉางชิงเคยบินผ่านไปก่อนหน้านี้
ตลอดเส้นทางนั้น เด็กสาวได้ดูดซับเศษเสี้ยวพลังยุทธ์ที่ตกค้างอยู่ทั้งหมดเข้ามาในร่างกาย
หลังจากตรวจสอบอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีส่วนไหนตกหล่นแล้ว เด็กสาวก็รีบออกจากหุบเขาไปในทันที
ขาสั้นๆของนางก้าวอย่างบ้าระห่ำ จนทั้งร่างกลายเป็นเพียงเงาพร่ามัวที่พุ่งทะยานผ่านผืนป่าไปอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาไม่นาน เด็กสาวก็มาถึงจุดหนึ่งที่อยู่ห่างจากหุบเขาพันอัสนีราวร้อยเมตร
นางปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กที่สร้างอยู่บนกิ่งไม้
เด็กสาวนั่งขัดสมาธิลงพลางสำรวจทุกสิ่งภายในร่างกายของตนเอง
ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนกับครั้งก่อน…ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นเลย
เรื่องนี้ทำให้เด็กสาวต้องเบ้ปากน้อยๆใบหน้าน่ารักของนางบูดบึ้งลงด้วยความหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง
“หรือว่า…ข้าจะรู้สึกไปเองกันแน่”
เด็กสาวพึมพำกับตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้
แต่แล้วนางก็ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
“เป็นไปไม่ได้! สัญชาตญาณของข้าไม่เคยผิดพลาด!”
ย้อนกลับไปในครั้งอดีต ก่อนที่ชายชราจะรับนางมาเลี้ยงดูและพาเข้ามายังนิกายเจียหนาน นางเคยใช้ชีวิตอยู่ในเทือกเขาอันไร้ที่สิ้นสุดใจกลางแดนทมิฬมาก่อน
ณ ที่แห่งนั้น มีอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่านางอยู่นับไม่ถ้วน
ในช่วงเวลาอันยาวนานก่อนที่นางจะสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ หากไม่ใช่เพราะสัญชาตญาณอันแม่นยำของตนเองแล้วล่ะก็ นางคงตายไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเป็นแน่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง…เด็กสาวก็รู้สึกว่าปัญหาคงเป็นเพราะปริมาณของพลังมันยังไม่เพียงพอ
หากนางสามารถรวบรวมพลังยุทธ์ชนิดนี้ได้ในปริมาณที่มากพอ เมื่อนั้นนางก็น่าจะรู้ได้ว่ามันมีผลต่อนางอย่างไร
แต่พอคิดถึงความเป็นไปได้ที่ว่านางคงสู้มนุษย์ผู้นั้นไม่ได้ เด็กสาวก็เริ่มกลัดกลุ้มขึ้นมา
หากสู้ไม่ได้ นั่นก็หมายความว่านางทำได้เพียงค่อยๆรวบรวมเศษเสี้ยวพลังยุทธ์ที่อีกฝ่ายทิ้งไว้เหมือนอย่างที่ทำในวันนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ทว่าหากเป็นเช่นนั้น ก็จะทำให้นางต้องเสียเวลาที่จะกลับไปแอบกินสมุนไพรเพื่อดูดซับพลังงานในคลังโอสถของนิกายชั้นใน
ทางหนึ่งคือเสียงเรียกจากส่วนลึกของสายเลือดที่โหยหาอย่างรุนแรง ส่วนอีกทางหนึ่งคือสิ่งยั่วยวนใจที่จะทำให้นางเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ในชั่วขณะนั้นเอง เด็กสาวก็ไม่รู้เลยว่าควรจะเลือกทางไหนดี
หลังจากที่ต่อสู้กับความคิดของตนเองอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเด็กสาวก็ตัดสินใจได้
“เอาเป็นว่า…จะลองรอไปอีกหนึ่งเดือนก่อนก็แล้วกัน ถ้าหากยังไม่ได้ผลอีก ค่อยกลับไป”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กสาวจึงลดระดับความสำคัญของการแอบกินสมุนไพรลงเป็นอันดับสอง
เพราะอย่างไรเสียสมุนไพรล้ำค่าในคลังโอสถก็ไม่ค่อยมีใครนำออกมาใช้อยู่แล้ว จะกลับไปกินเมื่อไหร่ก็ได้
แต่หากมนุษย์ผู้นั้นจากไปเสียก่อน การจะตามหาเขาอีกครั้งคงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง
นางจะต้องค้นหาให้ได้ว่าเศษเสี้ยวพลังยุทธ์เหล่านี้มีประโยชน์ต่อนางอย่างไรกันแน่ มิเช่นนั้นแล้ว เรื่องนี้คงจะติดค้างอยู่ในใจของนางไปตลอดกาลเป็นแน่
(จบตอน)