- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 146: ระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว
บทที่ 146: ระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว
บทที่ 146: ระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว
บทที่ 146: ระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว
ณ ห้องพักในโรงเตี๊ยม
“สหายโจว เจ้าไม่สงสัยในตัวตนของท่านอาจารย์ข้าบ้างเลยรึ?”
“ไม่ได้สงสัยเสียหน่อย”
“แล้ว...เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือว่าทำไมข้าถึงมีเพลิงพิเศษได้ถึงสองชนิด?”
“ไม่ได้สงสัยเสียหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้น...เจ้าไม่สงสัยบ้างเหรอว่าข้าไปเข้าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ได้อย่างไร?”
“ไม่ได้สงสัยเสียหน่อย”
“โธ่เว้ย!”
เซียวเหยียนมองโจวฉางชิงที่นั่งจิบชาอย่างเชื่องช้าอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจ
เพราะหลังจากที่ผ่านเรื่องราวเมื่อคืนวานนี้มา เขาก็ตั้งใจแล้วว่าจะเปิดไพ่เผยเรื่องการมีอยู่ของท่านอาจารย์ให้อีกฝ่ายได้รับรู้
แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าอีกฝ่ายกลับทำตัวเหมือนไม่มีความปรารถนาที่จะอยากรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
โจวฉางชิงวางถ้วยชาลง พลางเหลือบมองใบหน้าที่บูดบึ้งของเซียวเหยียน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า
“ที่เจ้าถ่อมาหาข้าแต่เช้าตรู่ ก็เพื่อจะมาพูดเรื่องนี้เนี่ยนะ?”
“แล้วจะให้ข้ามาทำไมเล่า?”
“ข้าว่าเจ้าคงจะว่างงานเกินไปเสียมากกว่า ตอนนี้ตระกูลเซียวยังมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกตั้งมากมาย แต่เจ้าซึ่งเป็นถึงคุณชายสามกลับดูสบายใจเฉิบ”
โจวฉางชิงส่ายศีรษะ ในใจเขารู้เรื่องของท่านอาจารย์โอสถดียิ่งกว่าตัวเซียวเหยียนเองเสียอีก แล้วจะให้เขาไปสงสัยอะไรกันเล่า?
“เจ้าไปคิดให้ดีๆเถอะว่าหลังจากนี้จะจัดการกับตระกูลเซียวอย่างไร เพราะจากคำพูดของเจ้าภูตผีตนนั้นเมื่อวานนี้ ดูเหมือนว่าตระกูลเซียวของเจ้าจะไม่ใช่ตระกูลธรรมดาเสียแล้ว ในนั้นจะต้องมีบางสิ่งที่ขุมกำลังเบื้องหลังของมันต้องการอย่างแน่นอน”
“ถึงแม้ว่าตอนนี้คนผู้นั้นจะอยู่ในมือของผู้อาวุโสโอสถแล้ว แต่ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่มีคนจากขุมกำลังที่เรียกว่าวิหารวิญญาณมาหาตระกูลเซียวอีก”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น สีหน้าของเซียวเหยียนก็พลันจริงจังขึ้น ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก ปัญหานี้จะต้องจัดการอย่างรอบคอบ”
“จริงสิ ข้าคิดว่าจะเริ่มออกเดินทางแล้วล่ะ”
เซียวเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“คิดจะไปเมื่อไหร่?”
“คงจะเป็นวันนี้แหละ เพราะเรื่องที่เหลือของตระกูลเซียวข้าเองก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว คงต้องพึ่งพาตัวเจ้าเอง”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าเองก็ดูแลตัวเองให้ดี”
“เฮ้ พลังฝีมือระดับข้าแล้ว…สบายมากน่า”
“นั่นสิ….เเต่เจ้าไปกินอะไรมากันแน่? พลังถึงได้พัฒนาเร็วขนาดนี้”
“อิจฉาล่ะสิ? น่าเสียดายนะ แต่วิธีฝึกฝนของข้าน่ะ เจ้าทำตามไม่ได้หรอก”
“เหอะๆ….ไสหัวไปเลยไป!”
...
หลังจากที่กล่าวอำลาเซียวเหยียนและคนอื่นๆแล้ว…โจวฉางชิงก็พาราชินีเมดูซ่าออกจากเมืองอูถ่านไป
ณ เบื้องบนท้องฟ้า ลำแสงสองสายได้ขีดผ่านไป มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้
...
ณ บริเวณนอกเมืองชุ่ยสุ่ย
บนยอดเขาที่เคยถูกขุดเจาะเอาไว้ในคราวก่อน…โจวฉางชิงและราชินีเมดูซ่ายืนเคียงข้างกัน
“ฝ่าบาทราชินี ข้าเตรียมที่จะฝึกฝนต่อที่นี่ แล้วหลังจากนี้ท่านมีแผนจะทำอะไรต่อรึ?”
“ข้าจากเผ่ามาได้ระยะหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องกลับไปดูเสียหน่อย”
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามนี้ การเดินทางไปยังเมืองหลวงในครั้งนี้ รวมไปถึงเรื่องราวที่เมืองอูถ่านก็ต้องขอบคุณฝ่าบาทราชินีเป็นอย่างยิ่ง วันหน้าหากมีเรื่องอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ ก็โปรดเอ่ยปากมาได้เลย เรื่องใดที่ทำได้…ข้าจะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน”
“อืม”
ฟุ่บ~
ขณะที่มองดูภาพติดตาของนางที่ค่อยๆเลือนหายไปจากข้างกาย…โจวฉางชิงก็รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขามองไปยังสีครามอันไกลโพ้นที่ขอบฟ้า เนิ่นนานหลังจากนั้นจึงค่อยๆส่ายศีรษะ กดข่มอารมณ์ความรู้สึกนี้ลงไป ก่อนจะบินลงไปยังเชิงเขา
เมื่อกลับมาถึงถ้ำที่พักบริเวณเชิงเขา…โจวฉางชิงก็เริ่มต้นการฝึกฝนในทันที
การต่อสู้ที่เมืองอูถันนั้น ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเร่งรีบขึ้นมาในใจของเขา
ถึงแม้ว่าตัวเขาในตอนนี้จะมีระดับพลังถึงราชันยุทธ์สามดาว และมีพลังต่อสู้ที่ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงทั่วไปก็ตาม
ซึ่งดูเผินๆแล้วอาจจะดูแข็งแกร่งมาก แต่ในความเป็นจริง เมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือที่แท้จริงแล้ว เขาก็ยังคงอ่อนแอจนไม่อาจต้านทานได้
วิชา โซ่วิญญาณ….กระบวนท่านั้นของผู้พิทักษ์อู้ ได้ทุบทำลายความหยิ่งทะนงเล็กๆที่เกิดจากการเป็นยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยในใจของเขาจนแหลกสลายไปจนหมดสิ้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด
โจวฉางชิงไม่อยากให้วันใดวันหนึ่งต้องมาเผชิญหน้ากับอันตรายอีกครั้ง แล้วทำได้เพียงแค่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม หรือต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่นจึงจะผ่านพ้นไปได้
ความรู้สึกไร้พลังเช่นนั้น...เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
...
จากนั้น
นับตั้งแต่ที่กลับมายังเขตเมืองชุ่ยสุ่ย…โจวฉางชิงก็แทบจะไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย
ในแต่ละวันหากไม่ฝึกฝน ก็จะใช้วัตถุดิบและสมบัติที่ได้มาจากการเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อหลอมศาสตราวุธ หรือไม่ก็ฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเอง
และทุกครั้งที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง เขาก็จะขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อล่อสายฟ้ามาชำระล้างร่างกาย
ภายใต้การฝึกฝนอย่างหนักหน่วง…พลังฝีมือของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราชันยุทธ์...สี่ดาว...
ราชันยุทธ์...ห้าดาว...
หกดาว...
พลังกายระดับราชันยุทธ์...เก้าดาว...
พลังกายระดับจักรพรรดิยุทธ์...
พลังกาย...หนึ่งดาว…
….
ในช่วงเวลานั้น ราชินีเมดูซ่าได้กลับมาหาเขาอยู่หลายครั้ง
และทุกครั้งที่นางกลับมา นอกจากการมาขอรับพลังปราณสายฟ้าแล้ว ราชินีเมดูซ่าก็ยังทำหน้าที่เป็นคู่ซ้อมไปในตัว เพื่อช่วยให้โจวฉางชิงสามารถควบคุมพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตนเองได้อย่างชำนาญ
วันเวลาเช่นนี้ ถึงแม้จะน่าเบื่อหน่าย แต่ทว่าก็เปี่ยมไปด้วยความหมาย
เพียงพริบตาเดียว…เวลาก็ล่วงเลยไปราวห้าเดือน
ในวันนั้นเอง
ณ ฟากฟ้าเหนือป่าเขา ร่างสองสายกำลังพุ่งเข้าปะทะสลับกันไปมาด้วยความเร็วที่คนธรรมดาสามัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ในทุกครั้งที่เกิดการปะทะกัน ล้วนก่อให้เกิดคลื่นกระแทกอันรุนแรงมหาศาล
และภายใต้การซัดกระหน่ำของคลื่นกระแทกที่แผ่กระจายออกไปนั้น ต้นไม้ใหญ่เบื้องล่างจำนวนมากก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง หรือไม่ก็ถูกซัดจนหักโค่นกลางลำต้น ถึงขนาดที่ว่าพื้นดินเองก็ยังเต็มไปด้วยเศษดินเศษหินที่ปลิวกระจายไปทั่ว
เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่เละเทะไม่มีชิ้นดี
เปรี้ยง!
หมัดและฝ่ามือเข้าปะทะกัน พลันเกิดเป็นพลังสะท้อนอันน่าสะพรึงกลัวซัดเข้าใส่ ร่างของโจวฉางชิงจึงกระเด็นถอยหลังออกไป ก่อนจะไถลไปกลางอากาศเป็นระยะทางกว่าสิบเมตร จึงจะสามารถหยุดนิ่งลงได้อย่างทุลักทุเล
ขณะที่มองไปยังเงาร่างอันงดงามในชุดสีแดงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โจวฉางชิงก็เผยรอยยิ้มขื่นออกมาที่มุมปาก
“ยังคงสู้ไม่ได้อยู่ดี...ช่องว่างระหว่างผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์ยุทธ์กับผู้ที่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว มันช่างยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
“เจ้าหนุ่ม อย่าได้ไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มีอยู่เลย หากเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุดคนใดก็ตาม ก็คงจะทนมือข้าได้ไม่เกินสามกระบวนท่าหรอก”
ราชินีเมดูซ่ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่เท้าเปล่าของนางย่างเหยียบอากาศธาตุราวกับเดินอยู่บนพื้นราบเข้ามาใกล้
ในถ้อยคำนั้นเจือปนไปด้วยความรู้สึกจนปัญญาอยู่เล็กน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเห็นแววตาที่ผิดหวังของโจวฉางชิง ในใจของราชินีเมดูซ่าก็ยิ่งรู้สึกจนปัญญามากขึ้นไปอีก
ด้วยนิสัยที่เย็นชาและหยิ่งทระนงของนาง ยังเกือบจะอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เกรงว่าคงจะได้พ่นวาจาหยาบคายออกมาแล้ว
แค่ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว สามารถยืนหยัดต่อสู้กับนางซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์สองดาว ทั้งยังแข็งแกร่งกว่าปรมาจารย์ยุทธ์สองดาวทั่วไปได้ถึงสิบกว่ากระบวนท่าโดยไม่พ่ายแพ้
...นี่มันไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจหรอกรึ?
แล้วไอ้สีหน้าที่ผิดหวังของเจ้ามันคืออะไรกัน?
หรือว่าเจ้าคิดจะใช้พลังปราณยุทธ์ระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว กับความแข็งแกร่งทางกายภาพที่เทียบเท่ากับจักรพรรดิยุทธ์สองดาว มาเอาชนะนางให้ได้จริงๆน่ะรึ?
ราชินีเมดูซ่าชักจะไม่เข้าใจแล้วว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเอาความคิดเพ้อฝันเช่นนี้มาจากที่ใดกัน
คิดว่านางเป็นแค่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ธรรมดาๆรึ? คิดว่าช่องว่างระหว่างระดับพลังนั้นเป็นสิ่งที่อยากจะข้ามก็ข้ามไปได้ง่ายๆอย่างนั้นรึ?
เมื่อได้ฟังดังนั้น โจวฉางชิงก็ส่ายศีรษะเล็กน้อยโดยไม่ได้อธิบายอะไร
จะให้เขาพูดออกไปได้อย่างไรว่า ในอนาคตข้างหน้า เซียวเหยียนในช่วงที่เป็นราชันยุทธ์ขั้นสูงสุดนั้น มีพลังฝีมือที่สามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้?
เพราะในเนื้อเรื่องดั้งเดิมนั้น เซียวเหยียนได้อาศัยบัวอัคคีสามสีทำร้ายอวิ๋นซานซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์จนบาดเจ็บสาหัสได้สำเร็จ และหลังจากนั้นก็สังหารเขาลงได้
เมื่อเทียบกันแล้ว ตัวเขาซึ่งมีระดับพลังราชันยุทธ์เจ็ดดาวผนวกกับพลังกายระดับจักรพรรดิยุทธ์สองดาว กลับสามารถยืนหยัดต่อสู้กับราชินีเมดูซ่าที่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์สองดาวได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆเช่นนี้…นี่ย่อมดูอ่อนแอไปบ้าง
ทว่าโจวฉางชิงหารู้ไม่ว่า ตัวเขาในตอนนี้นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเซียวเหยียนในช่วงที่เป็นราชันยุทธ์ขั้นสูงสุดเลยแม้แต่น้อย
ที่เซียวเหยียนในช่วงราชันยุทธ์ขั้นสูงสุดสามารถสังหารอวิ๋นซานได้นั้น สาเหตุหลักก็เพราะอาศัยความได้เปรียบของบัวอัคคีสามสี ประกอบกับระดับพลังของอวิ๋นซานที่เป็นเพียงแค่ปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งดาวเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ของอวิ๋นซานยังเป็นการทะลวงระดับโดยอาศัยวิธีลัดและพลังภายนอก ซึ่งด้อยกว่ายอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งดาวทั่วไปเสียอีก
ดังนั้นหากไม่มีเพลิงพิเศษ…ด้วยพื้นฐานที่มั่นคงและรากฐานที่ลึกซึ้งของเซียวเหยียน พลังฝีมือของเขาก็คงจะพอๆกับยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้นทั่วไป อย่างมากก็ทำได้เพียงแค่ต่อกรกับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลางโดยไม่พ่ายแพ้เท่านั้น
ในขณะที่โจวฉางชิงในตอนนี้นั้น หากไม่ใช้พลังทางกายภาพ ใช้เพียงแค่พลังปราณยุทธ์ระดับราชันยุทธ์เจ็ดดาว เขาก็สามารถทำได้ถึงระดับนั้นเช่นกัน
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคู่ต่อสู้ของเขานั้น คือราชินีเมดูซ่าผู้มีสายเลือดถึงสองสายพันธุ์
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า เซียวเหยียนมีเพลิงพิเศษ ในขณะที่โจวฉางชิงมีร่างกายที่แข็งแกร่งและธาตุคู่ ความได้เปรียบของทั้งสองคนนั้นแทบจะหักล้างกันไปพอดี
ถึงขนาดที่ว่าเมื่อเทียบกับเซียวเหยียนผู้มีเพลิงพิเศษถึงสองชนิดและทักษะยุทธ์ระดับปฐพีอีกมากมาย ความได้เปรียบของโจวฉางชิงนั้นน้อยกว่าเสียอีก
เมื่อทำได้ถึงขนาดนี้แล้ว ใครกันจะกล้าพูดว่าพลังต่อสู้ของเขาด้อยกว่าเซียวเหยียน?
เมื่อเห็นว่าโจวฉางชิงไม่มีทีท่าว่าจะสู้ต่อ ราชินีเมดูซ่าก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก พลางพุ่งร่างกลับไปยังถ้ำที่พักบริเวณเชิงเขาทันที
โจวฉางชิงสงบสติอารมณ์ของตนเองลงเล็กน้อย ก่อนจะตามนางไป
….
ณ ภายในถ้ำที่พัก
ทันทีที่คนทั้งสองนั่งลง
โจวฉางชิงก็มองไปยังราชินีเมดูซ่าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“ท่านราชินี ช่วงนี้ข้าคิดว่าจะเดินทางออกจากที่นี่แล้ว”
“เตรียมจะไปที่ใดรึ?”
มือเรียวงามของราชินีเมดูซ่าที่กำลังรินชาอยู่นั้นชะงักไปเล็กน้อย อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้วาบผ่านแววตาของนางไปชั่วครู่
แต่ทว่าภายนอกกลับดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง ราวกับเป็นเพียงคำถามที่เอ่ยขึ้นลอยๆเท่านั้น
“คงจะเป็นแดนเมฆาทมิฬกระมัง”
“ข้าเตรียมที่จะไปฝึกฝนที่แดนเมฆาทมิฬสักพัก รอจนกว่าพลังฝีมือจะเพียงพอแล้ว ก็จะมุ่งหน้าไปยังจงโจว”
(จบตอน)