- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 141: ความโกลาหลในเมืองหลวง
บทที่ 141: ความโกลาหลในเมืองหลวง
บทที่ 141: ความโกลาหลในเมืองหลวง
บทที่ 141: ความโกลาหลในเมืองหลวง
“สหายเซียว เจ้าพาท่านลุงเซียวกับคนอื่นๆออกไปจากที่นี่ซะ”
“หลังจากนั้นก็รีบอพยพคนในตระกูลของเจ้าออกไปให้หมด ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!”
โจวฉางชิงเอ่ยกำชับขึ้น ในขณะเดียวกันมือของเขาก็ยังคงสร้างม่านพลังป้องกันเอาไว้อย่างมั่นคง
“ได้เลย สหายโจว เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย”
เซียวเหยียนพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม​
ด้วยการควบคุมของโจวฉางชิง ม่านพลังป้องกันที่เคยมีรูปร่างคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำ พลันเปลี่ยนรูปทรงกลายเป็นม่านแสงที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของเขาทันที
หลังจากนั้น เซียวเหยียนและคนอื่นๆก็รีบเผ่นออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
ในใจของพวกเขาต่างรู้ดีว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับนี้ พวกตนก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวก
ดังนั้น การดึงดันที่จะอยู่ต่อ นอกจากจะเป็นการรนหาที่ตายแล้ว ก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้…สู้รีบจากไปเสียแต่เนิ่นๆเพื่อที่จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงให้กับโจวฉางชิงจะดีกว่า
ทางด้านผู้พิทักษ์อู้ซึ่งกำลังต่อสู้กับราชินีเมดูซ่าอย่างดุเดือดนั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ในความคิดของเขา ขอเพียงแค่จัดการสตรีนางนี้ได้เสียก่อน คนอย่างเซียวจ้านและพรรคพวกก็ไม่มีทางหนีรอดไปจากเงื้อมมือของเขาได้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น พลังในการโจมตีของผู้พิทักษ์อู้ก็พลันรุนแรงขึ้นอีกหลายส่วน ด้วยความตั้งใจที่จะเผด็จศึกให้รู้ผลโดยเร็วที่สุด
การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์นั้นก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวที่สะเทือนเลื่อนลั่นอย่างยิ่ง
ในทุกกระบวนท่า ล้วนแฝงไว้ด้วยอานุภาพทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวชนิดที่สามารถทลายภูผาและแยกแผ่นดินออกจากกันได้
เพียงชั่วพริบตา ทั่วมิติสมรภูมิจึงเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง วายุบ้าคลั่งโหมกระหน่ำ พลังสีดำสนิทและสีแดงเพลิงสาดประสานเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง ย้อมท้องฟ้ายามราตรีให้สว่างวาบขึ้นมา!
...
“นั่นมันอะไรกัน?!”
“เร็วเข้า! รีบหนีเร็ว! มียอดฝีมือต่อสู้กันอยู่!”
“ความเคลื่อนไหวรุนแรงถึงเพียงนี้...เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์รึ?!”
“เจ้ายังมีแก่ใจมาสนใจเรื่องพวกนี้อีกรึ? ไม่รักชีวิตแล้วหรือไง? ยังไม่รีบวิ่งหนีอีก!”
ไม่เพียงแต่บริเวณโดยรอบของตระกูลเซียวเท่านั้น แต่ทว่าผู้คนทั่วทั้งเมืองอูถันต่างก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่นั้น!
ผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน
และทันทีที่พวกเขาเปิดประตูออกมาเห็นภาพความผิดปกติของแสงสีดำและแดงที่พัวพันกันอยู่บนฟากฟ้า พร้อมกับแผ่นดินที่สั่นสะเทือนเป็นระยะๆความง่วงงุนทั้งหมดก็มลายหายไปในบัดดล!
ด้วยเหตุนี้ เมืองอูถันจึงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย ชาวเมืองจำนวนมากต่างรีบเก็บข้าวของมีค่าของตนด้วยความเร็วสูงสุด จากนั้นก็พากันกรูกันออกจากประตู วิ่งหนีไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับจุดที่เกิดเหตุการณ์ความผิดปกตินั้น!
ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น แน่นอนว่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับจวนตระกูลเซียวคือกลุ่มที่มีปฏิกิริยาตอบสนองและวิ่งหนีได้รวดเร็วที่สุด
นั่นก็เพราะพวกเขาอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุมากที่สุด ดังนั้นหลายคนจึงสามารถมองเห็นลำแสงสองสายที่พุ่งเข้าปะทะกันอย่างต่อเนื่องบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
รวมไปถึงคลื่นพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาหลังจากการปะทะกันในแต่ละครั้ง!
ที่น่าเศร้าคือ มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่บ้านเรือนของพวกเขาถูกคลื่นพลังที่ส่งผ่านมาถึงพื้นดินซัดถล่มจนพังพินาศ ทำให้ต้องถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง!
โชคยังดีที่ผู้คนที่สามารถอาศัยอยู่ใกล้กับจวนตระกูลเซียวได้ ส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นแม้จะถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง พวกเขาก็ยังสามารถหนีรอดออกมาได้ แล้วรีบออกห่างจากสมรภูมินั้นไป
ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีผู้โชคร้ายอยู่บ้างที่ต้องมาจบชีวิตลงจากภัยพิบัติที่ไม่ได้ก่อขึ้นนี้
และนี่เองคือความโหดร้ายของโลกแห่งจินตนิยาย
ผู้แข็งแกร่งไม่เคยใส่ใจในชีวิตของผู้ที่อ่อนแอกว่า ในขณะที่ผู้อ่อนแอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่ง ก็ไม่มีพลังอำนาจใดๆที่จะต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อย
ต่อให้ผู้อ่อนแอไม่ได้ไปหาเรื่องผู้แข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็อาจจะถูกลูกหลงจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และต้องจบชีวิตน้อยๆของตนเองไปอย่างน่าอนาถ
...
ในขณะที่เมืองอูถันกำลังตกอยู่ในความโกลาหลนั้นเอง
เซียวเหยียนก็ได้พาเซียวจ้านและคนอื่นๆไปพบกับผู้อาวุโสสามที่ได้รวบรวมคนในตระกูลเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“ท่านประมุข เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? นั่นมัน...”
เมื่อผู้อาวุโสสามเห็นเซียวจ้านและพรรคพวก ในตอนแรกเขาก็แสดงความดีใจออกมา แต่หลังจากนั้นก็รีบชี้นิ้วไปยังลำแสงสองสายบนท้องฟ้าที่ยังคงพัวพันปะทะกันและส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับต้องการจะถามให้รู้ความ
เซียวจ้านโบกมือขัดจังหวะคำถามของผู้อาวุโสสาม พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องพวกนั้น รีบพาคนในตระกูลออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี! เร็วเข้า!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสสามก็หุบปากฉับในทันที จากนั้นจึงเริ่มสั่งการให้คนในตระกูลเริ่มอพยพ
เซียวเหยียนเหลือบมองไปยังสมรภูมิบนท้องฟ้าแวบหนึ่ง แววตาพลันแข็งกร้าวขึ้น ก่อนจะหันไปพูดกับเซียวจ้าน
“ท่านพ่อ พวกท่านไปก่อนเถิด ข้าต้องกลับไปที่นั่น”
“ว่ากระไรนะ?! เหยียนเอ๋อร์ เจ้าไปไม่ได้นะ!”
เซียวจ้านตกใจอย่างมาก เขารีบคว้าแขนของเซียวเหยียนเอาไว้ทันที ด้วยหวังว่าจะห้ามไม่ให้บุตรชายของตนกลับไปตาย
เนื่องจากก่อนหน้านี้ หลังจากที่เซียวเหยียนได้เล่าเรื่องราวของสัญญาหมั้นหมายสามปีให้ฟัง เขาก็ได้รับรู้แล้วว่าสตรีที่ปรากฏตัวขึ้นข้างกายของโจวฉางชิงนั้นคือราชินีเมดูซ่าผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งจักรวรรดิเจียหม่า
ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ด้วยว่าราชินีเมดูซ่าในตอนนี้นั้น ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของปรมาจารย์ยุทธ์ในตำนานไปแล้ว
ดังนั้น การที่สามารถต่อสู้กับราชินีเมดูซ่าได้อย่างสูสีถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเงาร่างในม่านหมอกสีดำนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
การต่อสู้ในระดับนี้ ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่คนระดับมหาคุรุยุทธ์อย่างพวกเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้?
เมื่อครู่นี้ หากไม่ใช่เพราะมีโจวฉางชิงคอยปกป้องเอาไว้ ป่านนี้พวกเขาคงถูกคลื่นพลังที่แผ่ออกมาซัดจนตายไปแล้ว!
เซียวเหยียนจับมือของบิดาที่กำแขนของตนเอาไว้แน่น ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆด้วยท่าทีที่แน่วแน่
“ท่านพ่อ เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะข้า บัดนี้ภัยพิบัติได้ลุกลามมาถึงตระกูล ทั้งยังดึงสหายโจวเข้ามาพัวพันด้วยอีก”
“พวกท่านไปได้ แต่ข้าไปไม่ได้”
“หากในยามนี้ข้าหนีไป ปล่อยให้สหายโจวต้องมาคอยรับเคราะห์แทนข้า...แล้วข้าจะยังเป็นคนอยู่ได้อย่างไร?”
“สหายโจว...แม้เราจะไม่ได้เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แต่ทว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นยิ่งใหญ่กว่าพี่น้องแท้ๆเสียอีก จะให้ข้าทอดทิ้งเขาแล้วหนีเอาตัวรอดไปเพียงลำพัง...ข้าทำไม่ได้หรอก!”
“แต่ว่า...”
เซียวจ้านมองหน้าเซียวเหยียน ยังคงคิดที่จะเกลี้ยกล่อมต่อไป
เซียวเหยียนยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตบลงบนมือของบิดาเบาๆ
“วางใจเถิดท่านพ่อ ลูกของท่านไม่ใช่คนบุ่มบ่าม…หากไม่มีความมั่นใจ ข้าไม่กลับไปตายเปล่าแน่นอน”
“จะไม่ปิดบังท่านแล้ว...ที่จริงแล้ว การที่ลูกมีพลังฝีมืออย่างเช่นทุกวันนี้ได้ ก็เพราะได้คารวะยอดฝีมือท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ และด้วยความช่วยเหลือของท่านอาจารย์ ข้าถึงสามารถเอาชนะน่าหลันอวิ๋นหรานมาได้”
“ดังนั้นหากมีท่านอาจารย์คอยช่วยเหลือ สหายโจวและคนอื่นๆก็อาจจะสามารถเอาชนะเงาร่างสีดำนั่นได้”
“ด้วยเหตุนี้...ข้าจึงต้องไป”
“เฮ้อ...”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เซียวจ้านก็รู้ได้ในทันทีว่าเซียวเหยียนได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะคลายมือที่จับแขนของบุตรชายเอาไว้
“เหยียนเอ๋อร์...ทุกเรื่องจงระวังตัวให้ดี พ่อจะรอเจ้ากลับมา”
“ขอรับ ข้าจะระวังตัวอย่างแน่นอน ท่านพ่อ พวกท่านรีบไปเถิด”
เซียวเหยียนพยักหน้ารับ ครั้นแล้วจึงสยายปีกเมฆม่วงออก โบยบินกลับไปยังลานหน้าจวนด้วยความเร็วสูงสุด
ขณะที่มองตามแผ่นหลังของเซียวเหยียนที่ลับหายไป ในแววตาของเซียวจ้านนั้นฉายชัดทั้งความภาคภูมิใจและความกังวลใจระคนกัน
ที่ภาคภูมิใจ นั่นก็เพราะนี่ต่างหากคือลูกผู้ชายแห่งตระกูลเซียว ผู้ซึ่งเปี่ยมด้วยคุณธรรมน้ำมิตร รู้จักบุญคุณความแค้นอย่างชัดเจน
ส่วนที่กังวลใจนั้น ย่อมเป็นความรู้สึกในฐานะของบิดาที่เห็นบุตรชายกำลังจะเผชิญหน้ากับภยันตราย จึงอดหวาดหวั่นไม่ได้ว่าอาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเขา
เซียวจ้านละสายตาที่อาวรณ์กลับมาอย่างยากลำบาก พลันปลุกเร้ากำลังใจของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะร่วมมือกับผู้อาวุโสทั้งสามนำพาคนในตระกูลอพยพออกไป
...
“ท่านอาจารย์ ครั้งนี้คงต้องรบกวนท่านอีกแล้ว”
“เสี่ยวเหยียนจื่อ ต่อให้เจ้าไม่เอ่ยปาก อาจารย์ก็คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว”
“เพราะเบื้องหลังของเงาร่างสีดำนั่นมีความแค้นกับอาจารย์อยู่เล็กน้อย นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ถือโอกาสนี้เก็บดอกเบี้ยคืนมาบ้าง!”
“อะไรนะ! ท่านอาจารย์! มันคือขุมกำลังใดกัน?!”
“ด้วยระดับของเจ้าในตอนนี้นั้น ยังไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”
“ถึงแม้ว่าเจ้าพวกนั้นจะน่ารังเกียจน่าขยะแขยงดุจหนูในท่อโสโครก แต่ทว่าแม้แต่อาจารย์ก็ต้องยอมรับว่าขุมกำลังของพวกมันนั้นยิ่งใหญ่มหาศาล ทั้งยังมียอดฝีมืออยู่มากมายอีกด้วย”
“อย่างไรก็ตาม อาจารย์เชื่อมั่นว่า ด้วยพรสวรรค์และความมุมานะของเจ้า สักวันหนึ่งจะต้องต่อกรกับพวกมันได้อย่างแน่นอน”
เซียวเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความมั่นใจ
“ท่านอาจารย์วางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!”
“ในอนาคตข้างหน้า ข้าจะต้องกระชากตัวคนร้ายที่ทำร้ายท่านอาจารย์ออกมาทีละคนๆและทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม!”
“ฮ่าๆๆๆ~ ดียิ่ง ดียิ่ง! นี่สิถึงจะสมกับเป็นศิษย์ของเย่าเฉินผู้นี้! ต้องมีใจกล้าหาญเช่นนี้!”
“เปิดจิตใจของเจ้าออก ปล่อยให้อาจารย์ควบคุมร่างกายของเจ้า แล้วไปช่วยเสี่ยวฉางชิงกับราชินีเมดูซ่ากัน!”
ในวินาทีถัดมา เปลวเพลิงสีขาวซีดที่แผ่ไอเย็นยะเยือกก็ลุกโชนขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของเซียวเหยียนด้วยความเร็วสูง
พร้อมกันนั้น ปีกเมฆม่วงที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยปีกแห่งปราณยุทธ์สีขาวบริสุทธิ์คู่หนึ่ง
ในชั่วพริบตา ความเร็วของเซียวเหยียนก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
คลื่นอากาศแผ่ออกมาจากร่างของเขาเป็นวงๆราวกับคลื่นกระแทกโซนิกบูมของเครื่องบินรบ และแล้วร่างของเขาก็หายลับไปสุดขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงภาพติดตา ณ จุดเดิมเท่านั้น!
...
หลังจากที่เซียวเหยียนและคนอื่นๆจากไปแล้ว
โจวฉางชิงก็สลายม่านพลังป้องกันลง ทันใดนั้นปีกคู่สายฟ้าสีทองก็กางสะบัดออกมาจากแผ่นหลังของเขา ก่อนที่ร่างจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็นลำแสงสายหนึ่ง!
ณ เบื้องล่าง ภายใต้แสงจันทร์นวลกระจ่าง
การต่อสู้ระหว่างราชินีเมดูซ่าและผู้พิทักษ์อู้ยิ่งทวีความดุเดือดรุนแรงขึ้น
งูยักษ์พลังงานสีแดงเพลิงและม่านหมอกสีดำทะมึนเข้าปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ส่งเสียงคำรามกึกก้องและเสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตผีวิญญาณดังระงมไปทั่ว!
โจวฉางชิงบินมาจนถึงขอบของสมรภูมิ พลางจับจ้องไปยังคนทั้งสองที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด
ทันใดนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาก็รวบรวมพลังทั้งหมดใช้วิชา ‘อสนีบาตหมื่นมังกร’ โจมตีเข้าใส่ผู้พิทักษ์อู้ทันที!
หากต้องเผชิญหน้ากันตรงๆเขาไม่มีทางต้านทานการโจมตีของผู้พิทักษ์อู้ได้อย่างแน่นอน แต่ทว่าการคอยโจมตีตอดเล็กตอดน้อยอยู่รอบนอกนั้นยังพอทำได้
และถึงแม้ว่ามันจะทำได้เพียงแค่ก่อกวน แต่มันก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย
จะอย่างไรเสีย เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ราชินีเมดูซ่าต่อสู้อยู่เพียงลำพัง แล้วตัวเองได้แต่ยืนมองตาปริบๆอยู่เบื้องล่างได้หรอก
“โฮก!”
พร้อมกับเสียงคำรามก้อง มังกรสายฟ้าสีทองขนาดมหึมาหลายร้อยจั้งก็ปรากฏกายขึ้น ก่อนที่มันจะนำพาพลังอันบ้าคลั่งพุ่งทะยานเข้าใส่ผู้พิทักษ์อู้!
ในตอนแรก ผู้พิทักษ์อู้คาดว่าตนเองจะกำชัยชนะได้อย่างง่ายดาย แต่กลับคาดไม่ถึงว่าราชินีเมดูซ่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
มันทำให้เขาทำได้เพียงแค่กุมความได้เปรียบไว้เล็กน้อยเท่านั้น และนั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทีละน้อย
นอกจากนี้ เมื่อเขาสัมผัสได้ว่าโจวฉางชิงซึ่งเป็นเพียงแค่ราชันยุทธ์ตัวเล็กๆกล้าที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของระดับปรมาจารย์ยุทธ์…ยิ่งไปกว่านั้นยังกล้าลงมือกับตนเองอีก ความหงุดหงิดในใจของผู้พิทักษ์อู้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงซัดฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้งเพื่อสกัดราชินีเมดูซ่าที่กำลังพุ่งโจมตีเข้ามาให้ถอยกลับไป
“หึ! แค่แมลงตัวเล็กๆก็ยังกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยว...รนหาที่ตาย!”
เขาสบถออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะฉวยโอกาสในช่วงเวลาสั้นๆนี้ สะบัดแขนเสื้อออกไปครั้งหนึ่ง
ทันใดนั้นโซ่เหล็กสีดำทมิฬสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศออกไป ตรงเข้าจู่โจมใส่มังกรสายฟ้าทันที!
(จบตอน)