- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 136 : จากลา
บทที่ 136 : จากลา
บทที่ 136 : จากลา
บทที่ 136 : จากลา
หลังจากเวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เงาร่างสองสายก็พลันปรากฏขึ้นพร้อมกันกลางฟากฟ้าเหนือลานกว้างนั้น
คือราชินีเมดูซ่าและอวิ๋นซานนั่นเอง
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว สภาพของคนทั้งสองดูไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก
แต่ทว่า หากสังเกตให้ดีพอ ก็จะสามารถมองเห็นได้ว่าบนใบหน้าที่เคยขาวผ่องของอวิ๋นซานนั้น บัดนี้กลับปรากฏร่องรอยของความซีดขาวจางๆขึ้นมาอย่างยากจะสังเกตเห็น อีกทั้งลมหายใจของเขาก็ยังมีจังหวะที่ติดขัดอยู่บ้าง
ในทางกลับกัน เมื่อหันไปมองทางเมดูซ่า นางยังคงงดงามเย้ายวนและเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันร้ายกาจเช่นเคย ทั้งยังดูเยือกเย็นและสงบนิ่ง ไอพลังปราณทั่วร่างก็ไม่มีระลอกคลื่นแห่งความปั่นป่วนให้เห็นแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าเหล่าคนของนิกายอวิ๋นหลานเฉกเช่นอวิ๋นเหลิงนั้น ด้วยระดับพลังฝีมือที่ไม่เพียงพอ จึงมิอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดนี้ได้
ณ ที่แห่งนั้น ผู้ที่สามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันแผ่วเบานี้ได้ จึงมีเพียงเจียสิงเทียนผู้เป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุด, ท่านปรมาจารย์โอสถ และสุดท้ายคือโจวฉางชิง ผู้มีพลังรับรู้ทางจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งเป็นเลิศ
“สตรีผู้นี้...นับวันยิ่งน่ากลัวขึ้นทุกที แม้กระทั่งเจ้าเฒ่าอวิ๋นซานที่ทะลวงผ่านกำแพงขอบเขตพลังนั้นไปได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงเสียเปรียบให้กับนางจนได้...”
“มีบางอย่างผิดปกติ...ราชินีเมดูซ่าผู้นี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
โจวฉางชิงไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดเช่นไร แต่สำหรับเขาแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ก็เพราะด้วยความช่วยเหลือจากปราณสายฟ้าของเขา การวิวัฒนาการของจิตวิญญาณอสรพิษของเมดูซ่าจึงเป็นไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติ…ไม่เปิดโอกาสให้จิตวิญญาณของอสรพิษกลืนสวรรค์เจ็ดสีเข้ากดข่มจิตวิญญาณของนางได้เลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรวมเข้ากับสายเลือดของเผ่าพันธุ์มนุษย์​งูอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึงแล้ว
การที่ราชินีเมดูซ่าจะมีพลังฝีมือถึงเพียงนี้...มันน่าแปลกใจตรงไหนกัน?
เขากลับรู้สึกเสียด้วยซ้ำว่า หากสตรีผู้นี้เอาจริงขึ้นมาแล้วล่ะก็ อวิ๋นซานคงต้องพ่ายแพ้ในเวลาอันสั้นเป็นแน่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์หนึ่งดาวที่อาศัยเพียงทางลัดในการเลื่อนขั้นนั้น ทั้งรากฐานยังไม่มั่นคง พลังต่อสู้ก็ยังแกว่งไกว
เเบบนี้เเล้วจะเอาอะไรไปเทียบกับราชินีเมดูซ่าผู้มีสายเลือดอันทรงพลังถึงสองสาย ทั้งของอสรพิษกลืนสวรรค์เจ็ดสีและของเผ่าพันธุ์มนุษย์​งูได้กันเล่า?
….
“เรื่องราวในวันนี้ ให้มันจบลงแต่เพียงเท่านี้”
“พวกเจ้าไปได้แล้ว”
อวิ๋นซานพยายามข่มความเจ็บปวดจากอวัยวะภายในที่ได้รับการกระทบกระเทือนเอาไว้ พร้อมกับรักษาท่าทีอันสง่างามของผู้เป็นปรมาจารย์
เขาตวัดสายตาคมกริบมองไปยังกลุ่มของโจวฉางชิงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
โจวฉางชิงแย้มยิ้มพลางประสานมือคารวะ
“เช่นนั้นก็ต้องขออภัยที่รบกวนท่านประมุขอวิ๋นซานแล้ว…ขอตัวลา”
กล่าวจบ เขาก็โบกมือเป็นสัญญาณ พลางพาเซียวเหยียนเหินร่างลงจากภูเขาไป
ในขณะเดียวกัน เมดูซ่าก็เหลือบมองอวิ๋นซานแวบหนึ่ง ในดวงตาสวยคู่นั้นฉายแววผิดหวังออกมาเล็กน้อย ก่อนที่ร่างของนางจะเลือนหายไปในพริบตา
อวิ๋นซานสัมผัสได้ถึงสายตาของเมดูซ่าคู่นั้นได้อย่างชัดเจน หางตาของเขาพลันกระตุกวูบ และแล้วประกายแห่งความหวาดระแวงอย่างยิ่งยวดก็ปรากฏขึ้นที่ก้นบึ้งของดวงตา
“ท่านประมุขเฒ่า...”
ในตอนนั้นเอง อวิ๋นเหลิงที่มองตามร่างของเซียวเหยียนและพวกพ้องซึ่งกำลังจากไปก็เอ่ยเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
อวิ๋นซานหันขวับกลับไปทันที สายตาของเขาคมปลาบราวกับกระบี่เล่มหนึ่งขณะจ้องมองไปยังอวิ๋นเหลิงที่อยู่ในสภาพน่าสมเพช ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“นี่ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ? ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้ให้มันจบลงเพียงเท่านี้”
ร่างของอวิ๋นเหลิงสั่นสะท้าน เขาก้มหน้าลงต่ำไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
ซึ่งนั่นก็ทำให้อวิ๋นซานไม่ได้ทันสังเกตเห็นแววตาอันเคียดแค้นและมุ่งร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาของอีกฝ่าย
“หึ!”
อวิ๋นซานแค่นเสียงอย่างเย็นชาหนหนึ่ง จากนั้นก็ไม่คิดจะชายตามองอวิ๋นเหลิงอีก…ร่างของเขาก็อันตรธานหายไป
และเมื่ออวิ๋นซานจากไปแล้ว เรื่องวุ่นวายครั้งนี้ก็เป็นอันต้องปิดฉากลง
เจียสิงเทียนและคนอื่นๆเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้ดูแล้ว ต่างก็รีบแยกย้ายจากไปเช่นกัน
เพราะอย่างไรเสีย เรื่องที่อวิ๋นซานทะลวงขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้นั้น ย่อมไม่ใช่ข่าวดีสำหรับราชวงศ์เป็นแน่
ส่วนไห่โป๋ตงนั้นไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับกลุ่มของเซียวเหยียน
เขานั้นหวาดกลัวเมดูซ่าราวกับอสรพิษร้าย การที่ไม่วิ่งหนีไปก็ถือว่าดีมากแล้ว ไหนเลยจะยังกล้าเข้าไปเฉียดใกล้อีกเล่า
...........
หลังจากที่ออกมาจากเขตภูเขาอวิ๋นหลาน โจวฉางชิงและพวกพ้องก็กลับมายังตระกูลหมี่เท่อเอ่ออีกครั้ง
เมดูซ่ามาเพื่อรับเอาปราณสายฟ้าส่วนของวันนี้ตามปกติ…แล้วก็จากเรือนพักของโจวฉางชิงไป ทิ้งไว้เพียงเขากับเซียวเหยียนสองคนตามลำพัง
ณ ข้างโต๊ะหิน ทั้งสองคนกำลังนั่งดื่มสุราสนทนากันอย่างออกรส บรรยากาศนั้นช่างคล้ายคลึงกับวันวานเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในเรือนเล็กๆที่เมืองอูถ่านไม่มีผิด
โจวฉางชิงเอื้อมแขนไปโอบรอบคอของเซียวเหยียนพลางเอ่ยถาม
“สหายเซียว ศึกประลองสามปีก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อจากนี้เจ้ามีแผนจะทำอะไรต่อไปรึ?”
“จะมีแผนอะไรได้อีกเล่า? ก็ต้องไปรายงานตัวที่สำนักศึกษาเจียหนานน่ะสิ…สหายโจว สนใจจะไปด้วยกันหรือไม่?”
“เหอะๆ…ข้าคงไม่ไปที่สำนักศึกษาเจียหนานด้วยหรอก”
“เหอะเหอะ นั่นสินะ…ด้วยระดับฝีมือของเจ้าในตอนนี้ ต่อให้ไปที่สำนักศึกษาเจียหนานก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมอยู่ดี”
“จะให้ไปเป็นศิษย์ก็ดูจะเกินเลยไปหน่อย ครั้นจะให้ไปเป็นอาจารย์ ข้าว่าเจ้าก็คงไม่มีแก่ใจจะทำเช่นนั้นหรอก”
เซียวเหยียนหัวเราะ ‘เหอะๆ’ ออกมา จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“แต่ถ้าเจ้าไม่ไปสำนักศึกษาเจียหนาน เช่นนั้นก็ตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่อาณาจักรเจียหม่าต่อไปงั้นรึ?”
“คงไม่หรอก อาณาจักรเจียหม่ามันเล็กเกินไป หากข้าต้องการจะก้าวไปให้ไกลกว่านี้ การจากไปย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ส่วนจะไปที่ไหนนั้น ก็คงแล้วแต่โชคชะตาจะพาไปนั่นแหละ”
เซียวเหยียนพยักหน้ารับ
ถึงแม้ว่าคนทั้งสองจะเป็นสหายรักกัน แต่ทว่าต่างก็มีชีวิตและเส้นทางเป็นของตนเอง การที่จะมาคลุกคลีอยู่ด้วยกันตลอดเวลากลับไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
อีกอย่าง หากสหายโจวติดตามเขาไปด้วย นั่นก็ไม่เท่ากับว่าเขาจะมีที่พึ่งพิงอันแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกคน ราวกับมีท่านอาจารย์คอยหนุนหลังอยู่หรอกหรือ?
แม้ว่าความรู้สึกเช่นนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องเติบโต
การที่จะให้ท่านอาจารย์และสหายรักคอยปกป้องอยู่ร่ำไป มีแต่จะทำให้ตัวเขาเองไม่มีวันเติบโตขึ้นได้เลย
สิ่งที่เซียวเหยียนผู้นี้ต้องการ ไม่ใช่การเป็นเพียงไม้ประดับของสหายโจว หากแต่คือการเป็นผู้ร่วมเส้นทางที่สามารถยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหายโจวได้อย่างทัดเทียม!
ทิวทัศน์บนจุดที่สูงกว่า หากปล่อยให้สหายโจวต้องชื่นชมอยู่เพียงลำพังแล้ว สหายโจวจะไม่รู้สึกอ้างว้างเกินไปหน่อยหรือ?
“จริงสิ แล้วเรื่องของเจ้ากับราชินีเมดูซ่านั่นมันเป็นมาอย่างไรกันแน่? สตรีที่แสนจะดุร้ายอำมหิตผู้นั้น...เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึไง!”
“ข้าพูดจริงๆนะสหายโจว เมื่อก่อนข้าไม่เคยสังเกตเลยว่าเจ้าจะมีแววเป็นไอ้หนุ่มเจ้าชู้แบบนี้ด้วย”
“เฮ้ๆๆ…อย่าคิดว่าเพราะเราสนิทกันแล้วเจ้าจะมาใส่ร้ายข้าได้นะ!”
“เหอะๆนี่ยังจะบอกว่าไม่ใช่อีกรึ? เห็นๆกันอยู่ว่ามีพี่หยาเฟยอยู่แล้วทั้งคน ยังจะไปยุ่งเกี่ยวกับราชินีเมดูซ่าอีก...”
“แค่กๆ! ไสหัวไปเลย! เจ้าเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีมาจากไหน อีกอย่างนะ ข้ากับท่านราชินีเป็นเพียงความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่บริสุทธิ์ใจต่อกันเท่านั้น เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล เดี๋ยวจะไม่ตายดีนะรู้ไหม?”
“เอ่อ...คงไม่หรอกมั้ง อยู่ไกลขนาดนี้จะได้ยินด้วยรึ?”
“เจ้ารู้จักความน่าเกรงขามของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ดีแค่ไหนกันเชียว?”
“เอ่อ…งั้นขอตัวลาล่ะ!”
“ไอ้บ้าเอ๊ย! ขี้ขลาดชะมัด เมื่อกี้ยังทำใจกล้าอยู่เลยไม่ใช่รึไง?”
.........
วันรุ่งขึ้น
โจวฉางชิงเดินทางมายังสำนักงานใหญ่ของตระกูลหมี่เท่อเอ่อเพื่อพบกับหยาเฟยที่กำลังง่วนอยู่กับงาน
“ว่าอะไรนะ? ท่านจะจากไปหรือ?”
ภายในห้อง หยาเฟยที่เดิมทีมีรอยยิ้มประดับอยู่เต็มใบหน้า พลันแข็งค้างไปในทันทีที่ได้ยินคำพูดของโจวฉางชิง
จากนั้น…สีหน้าของนางหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อได้เห็นท่าทีของหญิงงามตรงหน้า หัวใจของโจวฉางชิงก็อ่อนยวบลง เขากระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“อืม...การบำเพ็ญเพียรของข้าค่อนข้างพิเศษ เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เหมาะกับข้าเท่าไรนัก ดังนั้นข้าจึงจำเป็นต้องจากไป”
แม้ว่าในใจลึกๆเขาจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์หยาเฟยอยู่บ้าง แต่ทว่าการฝึกฝนย่อมเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เขาไม่อาจจะทิ้งอนาคตของตนเองและหยุดอยู่กับที่เพียงเพราะหยาเฟยได้
หยาเฟยเป็นสตรีที่เข้าใจในเหตุผล…ทันใดนั้นนางก็กลับมาแย้มยิ้มได้อีกครั้ง
“นั่นสินะ...อาณาจักรเจียหม่าสำหรับเจ้าแล้ว...มันคงจะเล็กเกินไปจริงๆ”
“เมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่เมืองอูถ่าน พี่สาวก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่ใช่ปลาในบ่อ วันหนึ่งจะต้องทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วถึงเพียงนี้”
“การจากไปของเจ้าในครานี้ ก็ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด เมื่อออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว ย่อมไม่เหมือนกับอยู่ในอาณาจักรเจียหม่าแห่งนี้…ทุกเรื่องต้องระมัดระวังให้ดี หากพบเจออันตรายใดๆก็อย่าได้อวดเก่ง รีบหนีไปเสีย...”
พลางพูด หยาเฟยก็ช่วยจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ของโจวฉางชิงให้เข้าที่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ พร้อมกับกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
โจวฉางชิงไม่ได้รู้สึกรำคาญแม้แต่น้อย เขายืนฟังอย่างเงียบๆ
กระทั่งหยาเฟยพูดจบ เขาก็พลันยื่นมือออกไปรวบร่างของหญิงงามเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
ขณะที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนุ่มนวล และสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยอบอวลอยู่รอบปลายจมูก โจวฉางชิงก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูอันใสดุจแก้วผลึกของหยาเฟยด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า
“พี่หยาเฟย...รอข้ากลับมาเมื่อใด ข้าจะไปสู่ขอท่านกับตระกูลหมี่เท่อเอ่อ...เเบบนั้นดีหรือไม่?”
ไออุ่นชื้นที่ระรินอยู่ข้างใบหูทำให้ร่างของหยาเฟยอ่อนระทวยลง นางเอนกายพิงอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างหมดเรี่ยวแรง
คำกระซิบอันอ่อนโยนนั้น ยิ่งทำให้สมองของนางขาวโพลนไปชั่วขณะ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะตั้งสติได้
นางอดไม่ได้ที่จะทุบลงบนแผงอกของโจวฉางชิงเบาๆพร้อมกับค่อนขอดด้วยน้ำเสียงงอนๆ
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน...ฉางชิงน้อย เจ้าชักจะร้ายกาจขึ้นทุกวันแล้วนะ แม้แต่พี่สาวก็ยังกล้ามาหยอกล้อเล่นอีก!”
(จบตอน)