- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา
บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา
บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา
บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา
เรื่องราวทั้งหมดมีอยู่ว่า…หลังจากที่หยาเฟยเดินทางออกจากเมืองอูถ่านกลับมายังสำนักงานใหญ่ในเมืองหลวง
ด้วยผลงานอันโดดเด่นในการบริหารโรงประมูลที่เมืองอูถ่านจนสร้างผลกำไรมหาศาล ซึ่งแทบจะเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ๆที่ติดอันดับต้นๆได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ทันทีที่นางกลับมาถึง สภาอาวุโสแห่งตระกูลหมี่เท่อเอ่อจึงได้เสนอชื่อให้นางขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสฝ่ายตรวจสอบ
ทว่า...เนื่องจากมีเสียงคัดค้านมากกว่าครึ่งหนึ่ง ประกอบกับผู้นำตระกูลก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีใดๆเรื่องนี้จึงต้องเงียบหายไปในที่สุด
สุดท้าย บรรดาผู้อาวุโสในสภาที่สนับสนุนหยาเฟยจึงต้องยอมถอยมาหนึ่งก้าว โดยเสนอให้นางขึ้นดำรงตำแหน่ง 'รักษาการ' ผู้อาวุโสฝ่ายตรวจสอบไปก่อน
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอื่นๆก็ไม่สะดวกที่จะคัดค้านอีกต่อไป เรื่องราวทั้งหมดจึงได้ข้อสรุปตามนั้น
ส่วนเรื่องราวทุกอย่างที่หยาเฟยได้ทำไว้ที่เมืองอูถ่านนั้น...ย้อนกลับไปก่อนที่นางจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเสียอีก ทางตระกูลก็ได้ส่งคนไปสืบสวนจนกระจ่างแจ้งแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง...เหล่าผู้บริหารระดับสูงของตระกูลหมี่เท่อเอ่อจึงได้ล่วงรู้ว่าที่หยาเฟยสามารถสร้างผลงานอันน่าทึ่งเช่นนี้ได้นั้น เป็นเพราะความช่วยเหลือจากนักปรุงยาระดับสูงปริศนาผู้หนึ่ง
และช่างตีเหล็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งสามารถสร้างสรรค์อาวุธอันยอดเยี่ยมออกมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น...ช่างตีเหล็กหนุ่มผู้นี้ยังมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก
ทั้ง "ศาสตราตัดเหล็ก" ที่สามารถตัดเหล็กราวกับตัดเต้าหู้ และ "ศาสตราแกนอสูร" ที่เขาสร้างขึ้นมานั้น บรรดาผู้บริหารระดับสูงของตระกูลหมี่เท่อเอ่อต่างก็เคยได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างแล้ว
แต่ทว่า...มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ให้ความสนใจ ในขณะที่คนอื่นๆกลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
และช่างบังเอิญเหลือเกินว่า...หนึ่งในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่ให้ความสนใจในศาสตราตัดเหล็กและศาสตราแกนอสูรนั้น...ก็คือปู่ของเหลยเล่อนั่นเอง
เพื่อที่จะลอกเลียนแบบทักษะการตีเหล็กดังกล่าว ทุกวันนี้ในคลังเก็บของของสำนักงานใหญ่จึงยังคงมีตัวอย่างศาสตราแกนอสูรอยู่หลายชิ้น ซึ่งล้วนถูกส่งตรงมาจากเมืองอูถ่านทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่า...ต่อให้พวกเขาจะศึกษาอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้จนทะลุปรุโปร่งแล้วก็ตาม ก็ยังยากที่จะลอกเลียนแบบออกมาได้อย่างสมบูรณ์
อาวุธที่สร้างขึ้นมาได้นั้น...นอกจากศาสตราแกนอสูรที่พอจะแข็งแกร่งกว่าอาวุธฝังแกนอสูรทั่วไปอยู่บ้างเล็กน้อยแล้ว...ส่วนศาสตราตัดเหล็กนั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เลยแม้แต่น้อย
ตราบใดที่ยังพอมีสติปัญญาอยู่บ้าง ย่อมมองเห็นคุณค่าอันมหาศาลของอาวุธเหล่านี้ได้ไม่ยาก
แม้แต่ศาสตราตัดเหล็กระดับต่ำสุด หากสามารถผลิตออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในกองทัพได้แล้วล่ะก็...ก็จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองทัพได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
และเชื่อได้เลยว่า...ทางราชสำนักย่อมยินดีที่จะจ่ายไม่อั้นอย่างแน่นอน
ส่วนศาสตราแกนอสูรนั้น แม้ว่าในตอนนี้จะเห็นเพียงแค่ระดับที่ฝังแกนอสูรขั้นสองเท่านั้น แต่หากสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถสร้างศาสตราแกนอสูรที่ฝังแกนอสูรขั้นสามหรือแม้กระทั่งขั้นสี่ขึ้นมาได้
ศาสตราแกนอสูรขั้นสี่...นั่นคืออาวุธที่มีพลังเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์เลยทีเดียว!
ผลประโยชน์อันมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังนั้น ทำให้เหล่าผู้บริหารระดับสูงต่างน้ำลายสอด้วยความโลภ
แน่นอนว่า...แม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งจะสามารถยกระดับทักษะของตนเองได้ถึงขั้นนี้ในระยะเวลาอันสั้น
แต่แค่เพียงอีกฝ่ายสามารถสร้างศาสตราแกนอสูรขั้นสามขึ้นมาได้ภายในสิบปี...นั่นก็นับว่าน่าทึ่งอย่างยิ่งแล้ว
การได้ครอบครองทรัพยากรที่หาได้ยากยิ่งกว่าโอสถทิพย์ และในบางแง่มุมอาจมีค่ายิ่งกว่าเช่นนี้...ผลประโยชน์ที่จะได้รับนั้นมันจะมหาศาลน่าสะพรึงกลัวเพียงใดกัน?
ด้วยเหตุนี้เอง...ผู้บริหารระดับสูงอย่างปู่ของเหลยเล่อจึงคอยพูดจาเปรยๆและกดดันหยาเฟยอยู่เป็นระยะ เพื่อให้นางยอมเปิดเผยเบาะแสของช่างตีเหล็กหนุ่มผู้นั้นออกมา
พวกเขาถึงขนาดส่งคนไปยังเมืองต่างๆบริเวณใกล้เคียงเมืองอูถ่านและในเทือกเขาสัตว์อสูรเพื่อตามหา
น่าเสียดาย...ที่พวกเขาไม่สมหวัง
เพราะหลังจากที่ได้พบกับโจวฉางชิงและตระหนักถึงคุณค่าอันน่าสะพรึงกลัวของศาสตราแกนอสูรแล้ว หยาเฟยก็ไม่ได้ส่งข้อมูลใดๆกลับไปยังตระกูลเลยแม้แต่น้อย
และกว่าที่โจวฉางชิงจะออกจากเมืองอูถ่านไป เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่ที่หยาเฟยกลับมาถึงเมืองหลวง
ด้วยช่วงเวลาที่ห่างกันนานขนาดนี้ คนผู้นั้นก็คงหายลับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว การจะตามหาคนเพียงคนเดียวในจักรวรรดิเจียหม่าอันกว้างใหญ่นี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร หากหาเจอสิถึงจะแปลก
ด้วยเหตุนี้เอง เหลยเล่อและเหล่าผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆจึงรู้สึกโกรธแค้นและไม่ชอบหน้าหยาเฟยเป็นอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะหยาเฟยยังเป็นคนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อแล้วล่ะก็ บางทีนางอาจจะ "ประสบอุบัติเหตุ" จนสิ้นลมหายใจไปแล้วก็เป็นได้
เเต่ถึงกระนั้น...ชีวิตของหยาเฟยก็ไม่ได้สุขสบายนัก
ไม่เพียงแต่อำนาจในฐานะรักษาการผู้อาวุโสจะถูกลดทอนลงไป แต่ยังต้องคอยรับมือกับเหล่าคนรุ่นใหม่ในตระกูลที่มักจะมาหาเรื่องอยู่เสมอ
และเหลยเล่อ...ก็คือหนึ่งในคนที่ขยันหาเรื่องนางมากที่สุด
ถึงขนาดที่ว่า...มีครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายถึงกับแอบวางยาหยาเฟย หากไม่ใช่นางไหวตัวทันแล้วล่ะก็...ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
และในตอนนี้...เมื่อโจวฉางชิงมาเยือนตระกูลหมี่เท่อเอ่อ และหยาเฟยเป็นผู้คอยต้อนรับ ข่าวย่อมแพร่สะพัดไปถึงหูของเหลยเล่อ ผู้ซึ่งคอยจับตาดูหยาเฟยอยู่ตลอดเวลา
เเละทันทีที่ได้ยินชื่อของ 'โจวฉางชิง' เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้ก็คือช่างตีเหล็กคนนั้นนั่นเอง
มิเช่นนั้นแล้ว...ต่อให้เหลยเล่อจะโง่เง่าเพียงใด หรือถูกความงามของหยาเฟยทำให้หน้ามืดตามัวแค่ไหน เขาก็คงไม่ทำเรื่องบ้าบิ่นถึงขั้นลงมือทำร้ายแขกในห้องรับรองเช่นนี้ อย่างมากก็คงทำได้แค่เพียงพูดจาดูถูกเหยียดหยามเท่านั้น
หลังจากที่ได้ฟังสรุปเรื่องราวทั้งหมดจากหยาเฟย โจวฉางชิงก็อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ที่ในตอนนั้นเขาตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ไม่เข้าร่วมกับตระกูลหมี่เท่อเอ่อ
มิเช่นนั้นแล้ว...ชีวิตของเขาคงไม่ได้ดีไปกว่าช่วงก่อนที่จะได้พบกับราชินีเมดูซ่าในเผ่ามนุษย์งูเลย
เมื่อดูจากการกระทำของเหลยเล่อแล้ว...ปู่ของเขาก็คงไม่ใช่คนดีอะไรเช่นกัน
เขาถึงกับสงสัยว่า...หากวันนั้นเขาเข้าร่วมกับตระกูลหมี่เท่อเอ่อจริง บางทีผู้บริหารระดับสูงบางคนของตระกูลอาจจะแอบปิดบังเรื่องนี้จากคนอื่นๆในตระกูล แล้วรีดเค้นทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวเขาจนหมดสิ้น โดยไม่สนใจพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ของเขาเลยแม้แต่น้อย
และชะตากรรมของเขาหลังจากนั้น...ก็คงจะพอคาดเดาได้ไม่ยาก
คงต้องบอกว่า...ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้มีสายตาแหลมคมได้
โลกนี้ยังมีคนเห็นแก่ตัวอีกมาก ที่ชอบทำเรื่องที่ทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือแม้กระทั่งทำเรื่องโง่ๆอย่างการ 'ทิ้งแตงโมไปเก็บเมล็ดงา'
เมื่อเทียบกันแล้ว...การที่เขาถูกเผ่ามนุษย์งูจับตัวไปกลับดีกว่ามาก
อย่างน้อยพวกของเยว่เม่ยก็ไม่ได้ทำอะไรที่ลำบากใจให้เขา
ส่วนราชินีเมดูซ่านั้นยิ่งแล้วใหญ่…เพราะด้วยเหตุผลของพลังปราณสายฟ้า นางจึงปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติมากๆ
…..
หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปลอบโยนหยาเฟยที่ยังคงหวาดผวาไม่หาย
ทันใดนั้นเอง โจวฉางชิงก็พลันหันไปมองยังนอกประตู
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งกว่าระดับมหาคุรุยุทธ์กำลังใกล้เข้ามา
"มาแล้ว"
หยาเฟยไม่ใช่คนโง่ นางเข้าใจความหมายในคำพูดของโจวฉางชิงได้ในทันที
นางหันไปมองยังประตูใหญ่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนกับความเด็ดเดี่ยว!
หากฉางชิงรับมือไม่ได้แล้วล่ะก็...นางก็จะยอมสละตำแหน่งรักษาการผู้อาวุโสฝ่ายตรวจสอบนี้ เพื่อปกป้องเขาให้ได้!
"โครม!"
"เอ่อ...สมแล้วที่เป็นคนครอบครัวเดียวกัน”
“ชอบพังประตูเข้ามาเหมือนกันหมด...ช่างไร้มารยาทเสียจริง”
เป็นชายชราในชุดหรูหราผู้หนึ่งถีบประตูเข้ามาอย่างรุนแรง
ตอนนี้ใบหน้าของเขาบึ้งตึง ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธา
เบื้องหลังของชายชราผู้นั้น ยังมีผู้คุ้มกันอีกหลายนายตามมาด้วย รวมถึงเหลยเล่อที่เพิ่งจะถูกทำลายเกลียวปราณยุทธ์ไปและยังไม่ได้สติกลับคืนมาดีนัก
ชายชรากวาดสายตามองไปทั่วห้อง เเละเมื่อได้ยินเสียง เขาก็จับจ้องไปยังโจวฉางชิง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้าคือคนที่ทำลายปราณยุทธ์ของหลานข้าสินะ?"
"ท่านผู้อาวุโสเหลยโอว! เป็นเหลยเล่อที่ลงมือก่อนหมายจะจับตัวฉางชิง ฉางชิงจึงเพียงแค่ป้องกันตัวเท่านั้น เรื่องนี้ฉางชิงไม่ผิด!"
ยังไม่ทันที่โจวฉางชิงจะได้เอ่ยปาก หยาเฟยก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโส ท่านน่าจะทราบดีถึงผลของการทำร้ายแขกในห้องรับรอง...เหลยเล่อทำตัวเองทั้งสิ้น!"
"ท่านผู้อาวุโสเหลยโอว หากท่านยอมจากไปตอนนี้ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และจะไม่รายงานต่อสภาอาวุโส”
“มิเช่นนั้นแล้ว...หากความผิดฐานทำลายชื่อเสียงของโรงประมูลหมี่เท่อเอ่อของเราถูกตัดสินลงมา ต่อให้ท่านจะเป็นผู้อาวุโส ก็คงไม่รอดพ้นไปได้ง่ายๆ!”
โจวฉางชิงมองดูหยาเฟยที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเขา แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด
เขารู้ดีว่าในใจของหยาเฟยคงจะรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องมาเดือดร้อนไปด้วย
แทนที่จะปล่อยให้นางต้องรู้สึกผิดอยู่เช่นนั้น สู้ปล่อยให้นางได้ลองพยายามดูสักตั้งจะดีกว่า
ถึงแม้จะล้มเหลว...อย่างน้อยในใจของนางก็จะรู้สึกดีขึ้นบ้าง
….
เมื่อโดนตอกกลับด้วยเหตุผลเช่นนี้ สีหน้าของเหลยโอวก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่สุดท้าย ก็ยังไม่มีท่าทีตื่นตระหนก
จากนั้น เหลยเล่อซึ่งอยู่เบื้องหลังกลับตะโกนด่าออกมาทันที
"หยาเฟย! นางแพศยาอย่างเจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล! เห็นๆกันอยู่ว่าคนสองคนนี้ขโมยของในโรงประมูลไป! ข้าก็แค่ทำตามกฎระเบียบเท่านั้น!"
"หยาเฟย...ได้ยินหรือไม่? หลานของข้าก็แค่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของโรงประมูล คิดจะเอาเหตุผลมาขู่ข้าอย่างนั้นรึ? เลิกฝันไปเถอะ"
เหลยโอวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา
ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ เขาก็ได้สอบถามเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และได้กำชับหลานชายของตนไว้แล้วว่าให้ยืนกรานว่าอีกฝ่ายเป็นหัวขโมย
ส่วนว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่...มันสำคัญด้วยหรือ?
เขามีวิธีเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้!
ยิ่งไปกว่านั้น...ตราบใดที่พวกเขายืนกรานไม่ยอมปล่อย ต่อให้หยาเฟยจะไปฟ้องร้องถึงผู้นำตระกูล
แต่เพื่อผลประโยชน์และชื่อเสียงของตระกูลและโรงประมูลแล้ว...ต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริง ก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องจริง
เมื่อเห็นท่าทีของสองปู่หลานคู่นี้ หยาเฟยก็โกรธจนอกสั่นไปหมด
ใบหน้าของนางเขียวคล้ำ กัดฟันกรอด
"พวกท่าน...ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"
(จบตอน)