เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา

บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา

บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา


บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา

เรื่องราวทั้งหมดมีอยู่ว่า…หลังจากที่หยาเฟยเดินทางออกจากเมืองอูถ่านกลับมายังสำนักงานใหญ่ในเมืองหลวง

ด้วยผลงานอันโดดเด่นในการบริหารโรงประมูลที่เมืองอูถ่านจนสร้างผลกำไรมหาศาล ซึ่งแทบจะเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ๆที่ติดอันดับต้นๆได้เลยทีเดียว

ดังนั้น ทันทีที่นางกลับมาถึง สภาอาวุโสแห่งตระกูลหมี่เท่อเอ่อจึงได้เสนอชื่อให้นางขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสฝ่ายตรวจสอบ

ทว่า...เนื่องจากมีเสียงคัดค้านมากกว่าครึ่งหนึ่ง ประกอบกับผู้นำตระกูลก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีใดๆเรื่องนี้จึงต้องเงียบหายไปในที่สุด

สุดท้าย บรรดาผู้อาวุโสในสภาที่สนับสนุนหยาเฟยจึงต้องยอมถอยมาหนึ่งก้าว โดยเสนอให้นางขึ้นดำรงตำแหน่ง 'รักษาการ' ผู้อาวุโสฝ่ายตรวจสอบไปก่อน

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอื่นๆก็ไม่สะดวกที่จะคัดค้านอีกต่อไป เรื่องราวทั้งหมดจึงได้ข้อสรุปตามนั้น

ส่วนเรื่องราวทุกอย่างที่หยาเฟยได้ทำไว้ที่เมืองอูถ่านนั้น...ย้อนกลับไปก่อนที่นางจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเสียอีก ทางตระกูลก็ได้ส่งคนไปสืบสวนจนกระจ่างแจ้งแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง...เหล่าผู้บริหารระดับสูงของตระกูลหมี่เท่อเอ่อจึงได้ล่วงรู้ว่าที่หยาเฟยสามารถสร้างผลงานอันน่าทึ่งเช่นนี้ได้นั้น เป็นเพราะความช่วยเหลือจากนักปรุงยาระดับสูงปริศนาผู้หนึ่ง

และช่างตีเหล็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งสามารถสร้างสรรค์อาวุธอันยอดเยี่ยมออกมาได้

ยิ่งไปกว่านั้น...ช่างตีเหล็กหนุ่มผู้นี้ยังมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก

ทั้ง "ศาสตราตัดเหล็ก" ที่สามารถตัดเหล็กราวกับตัดเต้าหู้ และ "ศาสตราแกนอสูร" ที่เขาสร้างขึ้นมานั้น บรรดาผู้บริหารระดับสูงของตระกูลหมี่เท่อเอ่อต่างก็เคยได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างแล้ว

แต่ทว่า...มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ให้ความสนใจ ในขณะที่คนอื่นๆกลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

และช่างบังเอิญเหลือเกินว่า...หนึ่งในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่ให้ความสนใจในศาสตราตัดเหล็กและศาสตราแกนอสูรนั้น...ก็คือปู่ของเหลยเล่อนั่นเอง

เพื่อที่จะลอกเลียนแบบทักษะการตีเหล็กดังกล่าว ทุกวันนี้ในคลังเก็บของของสำนักงานใหญ่จึงยังคงมีตัวอย่างศาสตราแกนอสูรอยู่หลายชิ้น ซึ่งล้วนถูกส่งตรงมาจากเมืองอูถ่านทั้งสิ้น

เพียงแต่ว่า...ต่อให้พวกเขาจะศึกษาอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้จนทะลุปรุโปร่งแล้วก็ตาม ก็ยังยากที่จะลอกเลียนแบบออกมาได้อย่างสมบูรณ์

อาวุธที่สร้างขึ้นมาได้นั้น...นอกจากศาสตราแกนอสูรที่พอจะแข็งแกร่งกว่าอาวุธฝังแกนอสูรทั่วไปอยู่บ้างเล็กน้อยแล้ว...ส่วนศาสตราตัดเหล็กนั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เลยแม้แต่น้อย

ตราบใดที่ยังพอมีสติปัญญาอยู่บ้าง ย่อมมองเห็นคุณค่าอันมหาศาลของอาวุธเหล่านี้ได้ไม่ยาก

แม้แต่ศาสตราตัดเหล็กระดับต่ำสุด หากสามารถผลิตออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในกองทัพได้แล้วล่ะก็...ก็จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองทัพได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

และเชื่อได้เลยว่า...ทางราชสำนักย่อมยินดีที่จะจ่ายไม่อั้นอย่างแน่นอน

ส่วนศาสตราแกนอสูรนั้น แม้ว่าในตอนนี้จะเห็นเพียงแค่ระดับที่ฝังแกนอสูรขั้นสองเท่านั้น แต่หากสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถสร้างศาสตราแกนอสูรที่ฝังแกนอสูรขั้นสามหรือแม้กระทั่งขั้นสี่ขึ้นมาได้

ศาสตราแกนอสูรขั้นสี่...นั่นคืออาวุธที่มีพลังเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์เลยทีเดียว!

ผลประโยชน์อันมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังนั้น ทำให้เหล่าผู้บริหารระดับสูงต่างน้ำลายสอด้วยความโลภ

แน่นอนว่า...แม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งจะสามารถยกระดับทักษะของตนเองได้ถึงขั้นนี้ในระยะเวลาอันสั้น

แต่แค่เพียงอีกฝ่ายสามารถสร้างศาสตราแกนอสูรขั้นสามขึ้นมาได้ภายในสิบปี...นั่นก็นับว่าน่าทึ่งอย่างยิ่งแล้ว

การได้ครอบครองทรัพยากรที่หาได้ยากยิ่งกว่าโอสถทิพย์ และในบางแง่มุมอาจมีค่ายิ่งกว่าเช่นนี้...ผลประโยชน์ที่จะได้รับนั้นมันจะมหาศาลน่าสะพรึงกลัวเพียงใดกัน?

ด้วยเหตุนี้เอง...ผู้บริหารระดับสูงอย่างปู่ของเหลยเล่อจึงคอยพูดจาเปรยๆและกดดันหยาเฟยอยู่เป็นระยะ เพื่อให้นางยอมเปิดเผยเบาะแสของช่างตีเหล็กหนุ่มผู้นั้นออกมา

พวกเขาถึงขนาดส่งคนไปยังเมืองต่างๆบริเวณใกล้เคียงเมืองอูถ่านและในเทือกเขาสัตว์อสูรเพื่อตามหา

น่าเสียดาย...ที่พวกเขาไม่สมหวัง

เพราะหลังจากที่ได้พบกับโจวฉางชิงและตระหนักถึงคุณค่าอันน่าสะพรึงกลัวของศาสตราแกนอสูรแล้ว หยาเฟยก็ไม่ได้ส่งข้อมูลใดๆกลับไปยังตระกูลเลยแม้แต่น้อย

และกว่าที่โจวฉางชิงจะออกจากเมืองอูถ่านไป เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่ที่หยาเฟยกลับมาถึงเมืองหลวง

ด้วยช่วงเวลาที่ห่างกันนานขนาดนี้ คนผู้นั้นก็คงหายลับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว การจะตามหาคนเพียงคนเดียวในจักรวรรดิเจียหม่าอันกว้างใหญ่นี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร หากหาเจอสิถึงจะแปลก

ด้วยเหตุนี้เอง เหลยเล่อและเหล่าผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆจึงรู้สึกโกรธแค้นและไม่ชอบหน้าหยาเฟยเป็นอย่างมาก

หากไม่ใช่เพราะหยาเฟยยังเป็นคนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อแล้วล่ะก็ บางทีนางอาจจะ "ประสบอุบัติเหตุ" จนสิ้นลมหายใจไปแล้วก็เป็นได้

เเต่ถึงกระนั้น...ชีวิตของหยาเฟยก็ไม่ได้สุขสบายนัก

ไม่เพียงแต่อำนาจในฐานะรักษาการผู้อาวุโสจะถูกลดทอนลงไป แต่ยังต้องคอยรับมือกับเหล่าคนรุ่นใหม่ในตระกูลที่มักจะมาหาเรื่องอยู่เสมอ

และเหลยเล่อ...ก็คือหนึ่งในคนที่ขยันหาเรื่องนางมากที่สุด

ถึงขนาดที่ว่า...มีครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายถึงกับแอบวางยาหยาเฟย หากไม่ใช่นางไหวตัวทันแล้วล่ะก็...ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา

และในตอนนี้...เมื่อโจวฉางชิงมาเยือนตระกูลหมี่เท่อเอ่อ และหยาเฟยเป็นผู้คอยต้อนรับ ข่าวย่อมแพร่สะพัดไปถึงหูของเหลยเล่อ ผู้ซึ่งคอยจับตาดูหยาเฟยอยู่ตลอดเวลา

เเละทันทีที่ได้ยินชื่อของ 'โจวฉางชิง' เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้ก็คือช่างตีเหล็กคนนั้นนั่นเอง

มิเช่นนั้นแล้ว...ต่อให้เหลยเล่อจะโง่เง่าเพียงใด หรือถูกความงามของหยาเฟยทำให้หน้ามืดตามัวแค่ไหน เขาก็คงไม่ทำเรื่องบ้าบิ่นถึงขั้นลงมือทำร้ายแขกในห้องรับรองเช่นนี้ อย่างมากก็คงทำได้แค่เพียงพูดจาดูถูกเหยียดหยามเท่านั้น

หลังจากที่ได้ฟังสรุปเรื่องราวทั้งหมดจากหยาเฟย โจวฉางชิงก็อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ที่ในตอนนั้นเขาตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ไม่เข้าร่วมกับตระกูลหมี่เท่อเอ่อ

มิเช่นนั้นแล้ว...ชีวิตของเขาคงไม่ได้ดีไปกว่าช่วงก่อนที่จะได้พบกับราชินีเมดูซ่าในเผ่ามนุษย์งูเลย

เมื่อดูจากการกระทำของเหลยเล่อแล้ว...ปู่ของเขาก็คงไม่ใช่คนดีอะไรเช่นกัน

เขาถึงกับสงสัยว่า...หากวันนั้นเขาเข้าร่วมกับตระกูลหมี่เท่อเอ่อจริง บางทีผู้บริหารระดับสูงบางคนของตระกูลอาจจะแอบปิดบังเรื่องนี้จากคนอื่นๆในตระกูล แล้วรีดเค้นทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวเขาจนหมดสิ้น โดยไม่สนใจพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ของเขาเลยแม้แต่น้อย

และชะตากรรมของเขาหลังจากนั้น...ก็คงจะพอคาดเดาได้ไม่ยาก

คงต้องบอกว่า...ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้มีสายตาแหลมคมได้

โลกนี้ยังมีคนเห็นแก่ตัวอีกมาก ที่ชอบทำเรื่องที่ทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือแม้กระทั่งทำเรื่องโง่ๆอย่างการ 'ทิ้งแตงโมไปเก็บเมล็ดงา'

เมื่อเทียบกันแล้ว...การที่เขาถูกเผ่ามนุษย์งูจับตัวไปกลับดีกว่ามาก

อย่างน้อยพวกของเยว่เม่ยก็ไม่ได้ทำอะไรที่ลำบากใจให้เขา

ส่วนราชินีเมดูซ่านั้นยิ่งแล้วใหญ่…เพราะด้วยเหตุผลของพลังปราณสายฟ้า นางจึงปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติมากๆ

…..

หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปลอบโยนหยาเฟยที่ยังคงหวาดผวาไม่หาย

ทันใดนั้นเอง โจวฉางชิงก็พลันหันไปมองยังนอกประตู

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งกว่าระดับมหาคุรุยุทธ์กำลังใกล้เข้ามา

"มาแล้ว"

หยาเฟยไม่ใช่คนโง่ นางเข้าใจความหมายในคำพูดของโจวฉางชิงได้ในทันที

นางหันไปมองยังประตูใหญ่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนกับความเด็ดเดี่ยว!

หากฉางชิงรับมือไม่ได้แล้วล่ะก็...นางก็จะยอมสละตำแหน่งรักษาการผู้อาวุโสฝ่ายตรวจสอบนี้ เพื่อปกป้องเขาให้ได้!

"โครม!"

"เอ่อ...สมแล้วที่เป็นคนครอบครัวเดียวกัน”

“ชอบพังประตูเข้ามาเหมือนกันหมด...ช่างไร้มารยาทเสียจริง”

เป็นชายชราในชุดหรูหราผู้หนึ่งถีบประตูเข้ามาอย่างรุนแรง

ตอนนี้ใบหน้าของเขาบึ้งตึง ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธา

เบื้องหลังของชายชราผู้นั้น ยังมีผู้คุ้มกันอีกหลายนายตามมาด้วย รวมถึงเหลยเล่อที่เพิ่งจะถูกทำลายเกลียวปราณยุทธ์ไปและยังไม่ได้สติกลับคืนมาดีนัก

ชายชรากวาดสายตามองไปทั่วห้อง เเละเมื่อได้ยินเสียง เขาก็จับจ้องไปยังโจวฉางชิง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เจ้าคือคนที่ทำลายปราณยุทธ์ของหลานข้าสินะ?"

"ท่านผู้อาวุโสเหลยโอว! เป็นเหลยเล่อที่ลงมือก่อนหมายจะจับตัวฉางชิง ฉางชิงจึงเพียงแค่ป้องกันตัวเท่านั้น เรื่องนี้ฉางชิงไม่ผิด!"

ยังไม่ทันที่โจวฉางชิงจะได้เอ่ยปาก หยาเฟยก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโส ท่านน่าจะทราบดีถึงผลของการทำร้ายแขกในห้องรับรอง...เหลยเล่อทำตัวเองทั้งสิ้น!"

"ท่านผู้อาวุโสเหลยโอว หากท่านยอมจากไปตอนนี้ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และจะไม่รายงานต่อสภาอาวุโส”

“มิเช่นนั้นแล้ว...หากความผิดฐานทำลายชื่อเสียงของโรงประมูลหมี่เท่อเอ่อของเราถูกตัดสินลงมา ต่อให้ท่านจะเป็นผู้อาวุโส ก็คงไม่รอดพ้นไปได้ง่ายๆ!”

โจวฉางชิงมองดูหยาเฟยที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเขา แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด

เขารู้ดีว่าในใจของหยาเฟยคงจะรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องมาเดือดร้อนไปด้วย

แทนที่จะปล่อยให้นางต้องรู้สึกผิดอยู่เช่นนั้น สู้ปล่อยให้นางได้ลองพยายามดูสักตั้งจะดีกว่า

ถึงแม้จะล้มเหลว...อย่างน้อยในใจของนางก็จะรู้สึกดีขึ้นบ้าง

….

เมื่อโดนตอกกลับด้วยเหตุผลเช่นนี้ สีหน้าของเหลยโอวก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

แต่สุดท้าย ก็ยังไม่มีท่าทีตื่นตระหนก

จากนั้น เหลยเล่อซึ่งอยู่เบื้องหลังกลับตะโกนด่าออกมาทันที

"หยาเฟย! นางแพศยาอย่างเจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล! เห็นๆกันอยู่ว่าคนสองคนนี้ขโมยของในโรงประมูลไป! ข้าก็แค่ทำตามกฎระเบียบเท่านั้น!"

"หยาเฟย...ได้ยินหรือไม่? หลานของข้าก็แค่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของโรงประมูล คิดจะเอาเหตุผลมาขู่ข้าอย่างนั้นรึ? เลิกฝันไปเถอะ"

เหลยโอวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา

ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ เขาก็ได้สอบถามเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และได้กำชับหลานชายของตนไว้แล้วว่าให้ยืนกรานว่าอีกฝ่ายเป็นหัวขโมย

ส่วนว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่...มันสำคัญด้วยหรือ?

เขามีวิธีเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้!

ยิ่งไปกว่านั้น...ตราบใดที่พวกเขายืนกรานไม่ยอมปล่อย ต่อให้หยาเฟยจะไปฟ้องร้องถึงผู้นำตระกูล

แต่เพื่อผลประโยชน์และชื่อเสียงของตระกูลและโรงประมูลแล้ว...ต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริง ก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องจริง

เมื่อเห็นท่าทีของสองปู่หลานคู่นี้ หยาเฟยก็โกรธจนอกสั่นไปหมด

ใบหน้าของนางเขียวคล้ำ กัดฟันกรอด

"พวกท่าน...ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 106 : จัดการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็โผล่มา

คัดลอกลิงก์แล้ว