- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนสายทำฟาร์ม ส่งร่างแยกและสัตว์เลี้ยงวิญญาณไปรุมสกรัมทั่วหล้า
- บทที่ 20 งานชุมนุมแลกเปลี่ยนเสรี
บทที่ 20 งานชุมนุมแลกเปลี่ยนเสรี
บทที่ 20 งานชุมนุมแลกเปลี่ยนเสรี
หลังจากกลับมาถึงลานเรือนเล็ก หวังอี้ก็นำเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ออกมาเริ่มศึกษา อันที่จริงเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่นั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นเพียงเคล็ดวิชาที่ใช้จิตวิญญาณควบคุมกระบี่ ขอเพียงแนบจิตวิญญาณเข้าไปในค่ายกลเฉพาะภายในตัวกระบี่ ย่อมสามารถสั่งการได้ดังใจนึก สำหรับหวังอี้แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงครู่เดียวเขาก็สามารถเรียนรู้ได้สำเร็จ
เขาหยิบกระบี่จินเกอออกมา แบ่งจิตวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปในค่ายกลยอมรับเจ้าของภายในกระบี่จินเกอ จากนั้นจึงควบคุมกระบี่จินเกอให้บินวนรอบกายหลายรอบ บัดนี้จิตวิญญาณของหวังอี้นับว่าแข็งแกร่งมาก สามารถใช้สมาธิทำแปดอย่างได้พร้อมกัน การควบคุมกระบี่บินจึงใช้เพียงจิตวิญญาณกลุ่มเดียวก็เพียงพอแล้ว
จากนั้นเขานำเข็มไร้เงาออกมาจากถุงเก็บของ ให้พวกเขาทั้งกระบี่และเข็มบินวนรอบตัวพร้อมกัน กระบี่บินจากซ้ายไปขวา ส่วนเข็มไร้เงาบินจากขวาไปซ้าย โดยใช้จิตวิญญาณเพียงสองกลุ่มเท่านั้น ในใจเขาพลันบังเกิดความเข้าใจแจ้ง: ที่แท้นี่คือวิธีการใช้งานที่แท้จริงของ《เคล็ดวิชาแยกวิญญาณ》
หลังจากทดลองเล่นอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเก็บกระบี่จินเกอและเข็มไร้เงาไป
หากหวังอี้ต้องเข้าต่อสู้กับผู้ใด เขาจะสามารถควบคุมกระบี่บินได้พร้อมกันถึงแปดเล่ม ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะทึ่ง: 《เคล็ดวิชาแยกวิญญาณ》นี้ช่างเป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ ทว่าหากไม่ได้พึ่งพาการช่วยเหลือจากระบบ เขาคงไม่กล้าบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชานี้แน่นอน
ลำดับต่อมาเขานำ《เคล็ดวิชากระบี่ทองคำ》ออกมาอ่านอย่างตั้งใจ เมื่ออ่านจบ บนแผงสถานะก็ปรากฏหัวข้อค่าประสบการณ์ของ《เคล็ดวิชากระบี่ทองคำ》ขึ้นมา เขาจึงตัดสินใจเพิ่มแต้มจนถึงระดับชำนาญทันที
หวังอี้ทดลองใช้《เคล็ดวิชากระบี่ทองคำ》ดู เขาสามารถควบแน่นกระบี่ทองคำขนาดเล็กได้สิบเล่มในพริบตา กระบี่ขนาดเล็กเหล่านั้นดูคมกริบยิ่งนัก มีขนาดประมาณฝ่ามือ ความรู้สึกคล้ายคลึงกับ《เคล็ดวิชาเข็มทองคำ》เพียงแต่《เคล็ดวิชาเข็มทองคำ》มีจำนวนมากกว่า ทว่ากระบี่ทองคำขนาดเล็กกลับมีขนาดใหญ่กว่าเข็มมาก
การที่หวังอี้ศึกษา《เคล็ดวิชากระบี่ทองคำ》นั้น จุดประสงค์หลักคือต้องการเพิ่มความเร็วในการเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณ เขาหาได้ใส่ใจว่าอานุภาพจะรุนแรงเพียงใดไม่ ทว่าไม่รู้ว่าหากผู้ที่คิดค้น《เคล็ดวิชากระบี่ทองคำ》ทราบว่าผู้ที่ศึกษาเคล็ดวิชาของตนนำไปใช้เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวข้าววิญญาณ คนผู้นั้นจะคลานออกมาจากหลุมศพเพื่อบีบคอหวังอี้หรือไม่
หวังอี้มองดูข้อมูลบนแผงสถานะ การขัดเกลากายาและหลอมวิญญาณใกล้จะถึงระดับที่เก้าแล้ว ขอเพียงบำเพ็ญไปจนถึงขั้นสมบูรณ์ และซื้อโอสถสร้างรากฐานมาสักหลายเม็ด ก็น่าจะสามารถสร้างรากฐานได้สำเร็จ
ระดับการขัดเกลากายาทะลวงผ่านระดับที่แปด ร่างกายยังคงขยายใหญ่ได้เกือบเจ็ดจั้ง ทว่าพลังป้องกันและพละกำลังกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่วนจิตวิญญาณที่อยู่ในระดับหลอมวิญญาณระดับที่แปด สามารถใช้สมาธิแปดอย่างพร้อมกัน ขอบเขตการสำรวจขยายไปถึงรัศมีสิบแปดจั้ง พลังรุดหน้าไปรวดเร็วมาก ทว่าเขาก็ยังคงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับต่ำ หากไม่ถึงขอบเขตสร้างรากฐาน สุดท้ายย่อมเป็นได้เพียงมดปลวกเท่านั้น
แม้หวังอี้จะแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไปมาก ทว่าในสายตาของผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน เขาก็เป็นเพียงมดปลวกที่ตัวใหญ่ขึ้นมาอีกนิดเท่านั้น ต่อให้เป็นผู้ที่พึ่งเลื่อนระดับขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ก็ไม่ใช่สิ่งที่หวังอี้จะต่อกรด้วยได้
ภายในถุงเก็บของยังมีหินวิญญาณเหลืออยู่อีกสามหมื่นกว่าก้อน ในแต่ละปีเขาจะสิ้นเปลืองหินวิญญาณอย่างมากไม่เกินหกพันก้อน หินวิญญาณสองหมื่นก้อนที่วางทิ้งไว้ในถุงเก็บของย่อมไม่ออกลูกออกหลาน และยังเหลือเวลาอีกสองปีเศษกว่าที่งานประมูลของหอหมื่นสมบัติจะเริ่มขึ้น หวังอี้จึงคำนวณดูว่าควรจะเช่าลานเรือนเพิ่มอีกแห่งเพื่อปลูกข้าวเตี้ยนจีทั้งหมดดีหรือไม่
ตลอดเดือนต่อมา หวังอี้เริ่มทดลองสร้างค่ายกลป้องกันห้าธาตุระดับหนึ่งขั้นสูงสองชุด ผลปรากฏว่าทำสำเร็จหนึ่งชุด จากนั้นเขาก็ลองสร้างค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับสองขั้นต่ำ ทว่าผลลัพธ์คือล้มเหลวทั้งหมด
ค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับสองขั้นต่ำนั้นมีธงค่ายกลถึงสิบหกผืน ขั้นตอนการสร้างซับซ้อนยิ่งนัก ทุกครั้งที่ล้มเหลวจะสูญเสียหินวิญญาณถึงหนึ่งพันก้อน หลังจากนั้นเขาแอบไปซื้อวัสดุมาอีกสี่ชุด และในครั้งที่หกเขาก็สามารถสร้างค่ายกลสำเร็จได้หนึ่งชุด
แม้การสูญเสียจะยิ่งใหญ่ ทว่าในที่สุดเขาก็สามารถสร้างค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับสองขั้นต่ำออกมาได้สำเร็จ เขาเดินทางไปยังสถานที่ติดต่อเช่าบ้านอีกครั้ง และเช่าลานเรือนที่อยู่ไม่ไกลจากลานเรือนของตนเอง ซึ่งมีพื้นที่สี่หมู่เช่นกัน เขาจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสามปีเป็นเงินสามพันหกร้อยหินวิญญาณ และปลูกข้าวเตี้ยนจีลงไปจนเต็มพื้นที่
ความร่วมมือกับสมาคมการค้าหลิงอวิ๋นเขาก็ไม่ได้ลืม เมื่อถึงสิ้นเดือนเขาก็นำค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสิบชุดไปส่งมอบ และรับส่วนแบ่งมาสองพันหนึ่งร้อยหินวิญญาณ
บัดนี้หวังอี้มีลานเรือนเล็กถึงสองแห่ง มีข้าวเตี้ยนจีรวมแปดหมู่ อีกทั้งระยะเวลาการสุกงอมของข้าวในทั้งสองลานเรือนยังห่างกันไม่ถึงครึ่งเดือน
หลายวันต่อมา หวังอี้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ ในวันนี้ขณะที่เขากำลังนอนอยู่บนเก้าอี้โยกใต้ร้านองุ่นเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาต่าง ๆ ทันใดนั้นค่ายกลก็ถูกกระตุ้น หวังอี้ใช้จิตวิญญาณมองผ่านค่ายกลออกไป เห็นเฉิงเฉียนยืนอยู่ด้านนอก เขาจึงเปิดค่ายกลเพื่อให้เฉิงเฉียนเข้ามาทันที
"น้องชายใช้ชีวิตได้สุขสงบจริงๆ ทว่าในลานเรือนแห่งนี้กลับขาดสตรีไปเสียหน่อย เป็นอย่างไร ให้พี่ชายแนะนำสตรีให้เจ้าสักคนดีหรือไม่" เฉิงเฉียนเดินเข้ามาเห็นหวังอี้นอนอยู่บนเก้าอี้โยกด้วยท่าทางสบายอารมณ์จึงเอ่ยหยอกล้อ
"พี่ชายล้อเล่นแล้วขอรับ สตรีมีแต่จะส่งผลต่อความเร็วในการชักดาบของข้าเท่านั้น" หวังอี้กล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
"น้องชายกล่าวเช่นนี้ แสดงว่ายังไม่เคยมีประสบการณ์กระมัง ให้พี่ชายพาเจ้าไปลิ้มรสของดีสักครั้งดีหรือไม่" เฉิงเฉียนยังคงเย้าแหย่ต่อไป
"พอเถิดขอรับ ข้ายังเยาว์วัยนัก ยังไม่มีใจคิดเรื่องพรรค์นั้น" หวังอี้โบกมือปฏิเสธ
"น้องชายคงไม่ใช่ว่าไม่ชอบสตรีใช่ไหม! หรือว่าเจ้าจะเบี่ยงเบนไปเสียแล้ว?" เฉิงเฉียนกล่าวพลางแสร้งทำท่าทางตื่นตระหนก
"หากพี่ชายยังล้อข้าเล่นอยู่เช่นนี้ ข้าจะเชิญท่านออกจากบ้านแล้วขอรับ" หวังอี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม
"อย่าพึ่ง อย่าพึ่ง ข้ามีธุระสำคัญจะมาหาเจ้า" เมื่อเห็นหวังอี้เริ่มจะจริงจัง เขาจึงรีบกล่าวขึ้น
"เรื่องอันใดหรือขอรับ?"
"มีงานชุมนุมแลกเปลี่ยนเสรีแห่งหนึ่ง น้องชายสนใจหรือไม่? เป็นการแลกเปลี่ยนกันอย่างอิสระของผู้บำเพ็ญที่อยู่ระดับจุดสูงสุดของขอบเขตพลังปราณระดับที่เก้าทั้งสิ้น"
"ที่ใด? ใครเป็นผู้จัดงาน? แล้วจะหาเทียบเชิญมาได้อย่างไร?" หวังอี้เกิดความสนใจขึ้นมาในทันที
"ที่เขตการค้า ในร้านค้าขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ผู้จัดงานคือหลินจั๋ว ศิษย์สายในซึ่งเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหลินขอบเขตแก่นทองคำแห่งนิกายอสูรราชันย์ของเรา ก่อนหน้านี้เขาเคยร่วมดื่มสุรากับน้องชายมาแล้ว งานนี้ไม่ต้องการเทียบเชิญ มีเพียงผู้ที่ได้รับแจ้งเท่านั้นที่จะพาผู้ติดตามไปได้หนึ่งถึงสองคน"
"ไม่มีอันตรายใช่หรือไม่ขอรับ" หวังอี้เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"วางใจเถิด ศิษย์พี่หลินจั๋วเป็นผู้ดำเนินงานด้วยตนเอง ทุกคนที่มาล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรขอบเขตพลังปราณระดับที่เก้า จะไม่มีการบังคับซื้อขายกันแน่นอน กฎของนิกายอสูรราชันย์นั้นเข้มงวดมาก ห้ามการต่อสู้ส่วนตัว และห้ามรังแกผู้อ่อนแอภายในย่านการค้าเด็ดขาด หากถูกพบเห็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายจะเข้าจับกุมทันที โทษนั้นหนักหนายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ย่านการค้าเสวียนคงซึ่งขึ้นตรงต่อนิกายอสูรราชันย์จึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งทวีป" เฉิงเฉียนกล่าวอย่างมั่นใจ
"ตกลง เช่นนั้นลองไปดูสักหน่อย" อันที่จริงหวังอี้รู้ดีว่าย่านการค้าเสวียนคงห้ามการต่อสู้กันเอง ทว่าที่เขาถามออกไปเพราะกรงว่าจะต้องไปเผชิญหน้ากับพวกคุณชายเจ้าสำราญ
จากนั้นทั้งสองคนจึงเดินทางไปยังมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขตการค้า มาถึงหน้าร้านค้าลับแห่งหนึ่ง ร้านค้านี้ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ทว่ากลับเห็นผู้บำเพ็ญหลายคน ทั้งที่มาคนเดียวและมากันสองสามคน ต่างพากันเดินเข้าไปในร้านค้านั้น
เฉิงเฉียนนำหวังอี้เดินเข้าไปข้างใน เห็นหลินจั่วนั่งอยู่ที่หน้าประตู ผู้ที่เดินเข้ามาทุกคนต่างก็ทักทายเขา
"ศิษย์พี่หลิน ศิษย์น้องพาหวังอี้มาร่วมงานชุมนุมแลกเปลี่ยนขอรับ" เฉิงเฉียนเดินเข้าไปป้องมือคารวะ หวังอี้จึงป้องมือตามไปด้วย
"หืม เข้าไปเถิด หาที่นั่งตามใจชอบ รอคนครบแล้วค่อยเริ่มงาน" หลินจั๋วยังคงนั่งอยู่กับที่และกล่าวออกมาเรียบ ๆ
"ขอรับ" เฉิงเฉียนขานรับหนึ่งคำ จากนั้นจึงนำหวังอี้เข้าไปด้านใน
เมื่อก้าวเข้าไปในร้านค้า หวังอี้เดินผ่านทางเดินสายหนึ่งที่มีความยาวประมาณสามสิบจั้ง เมื่อเดินไปจนสุดทางเดินภาพเบื้องหน้าก็พลันสว่างไสวขึ้นมา เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ภายในตกแต่งอย่างหรูหราอลังการยิ่งนัก เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดรวมถึงพื้นไม้ล้วนสร้างขึ้นจากไม้ป่าวิญญาณ พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา
"น้องชายเปิดหูเปิดตาแล้วใช่หรือไม่ เฟอร์นิเจอร์และพื้นไม้ที่นี่ทั้งหมดล้วนทำขึ้นจากไม้ตื่นจิต ไม้ตื่นจิตมีสรรพคุณช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง นับเป็นไม้ป่าวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงเชียวนา" เฉิงเฉียนกล่าวด้วยความอิจฉา
"เอ่อ พี่ชาย เหตุใดที่นี่จึงดูลึกลับ ทว่าภายในกลับหรูหราถึงเพียงนี้ล่ะขอรับ" หวังอี้ถามอย่างไม่เข้าใจ
"นี่คือสถานที่ลับของศิษย์พี่หลินจั๋ว ปกติเขาเอาไว้เลี้ยงดูเหล่านางบำเรอ เห็นเชิงเทียนด้านบนหรือไม่ นั่นคือโคมเพลิงนิรันดร์ มีสรรพคุณช่วยทำให้จิตวิญญาณมั่นคง ภายในบรรจุไขมันของอสูรทะเลลึกซึ่งก็คืออสูรเงือกเอาไว้ อสูรเงือกนั้นหาจับยากยิ่งนัก ไขมันและแก่นอสูรของพวกอสูรเหล่านั้นล้วนมีสรรพคุณช่วยให้จิตวิญญาณมั่นคง" เฉิงเฉียนแนะนำ
"ศิษย์พี่หลินช่างมั่งคั่งยิ่งนัก! คุณชายเจ้าสำราญแห่งนิกายช่างรวยจนเหลือกินเหลือใช้จริงๆ!" หวังอี้ทอดถอนใจ
"ศิษย์พี่หลินเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของผู้อาวุโสหลิน ผู้อาวุโสของนิกาย ทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญที่มีรากวิญญาณคู่ บิดามารดาของเขาเสียชีวิตในศึกใหญ่ครั้งหนึ่ง เขาจึงถูกผู้อาวุโสหลินประคบประหงมดั่งแก้วตาดวงใจ" เฉิงเฉียนกล่าว
คนทั้งสองสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง เห็นหลินจั๋วเดินเข้ามา ภายในห้องรวบรวมผู้คนไว้ได้ประมาณสามสิบกว่าคน นั่งเรียงกันสามแถว แถวละสิบคน ทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตพลังปราณระดับที่เก้า
"สหายผู้ฝึกตนทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่บ้านพักของข้า หลินผู้นี้ด้อยความสามารถจึงรวบรวมทุกท่านมา ณ ที่แห่งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสิ่งของระหว่างกัน ทุกท่านโปรดวางใจ แม้หลินผู้นี้ระดับพลังบำเพ็ญเพียรจะไม่สูงส่ง ทว่าก็พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ทุกท่านสามารถทำการแลกเปลี่ยนได้อย่างสบายใจ" เมื่อหลินจั๋วเดินเข้ามาเขาก็กล่าวทักทายสั้น ๆ เป็นอันดับแรก
"ศิษย์พี่หลินช่างมีคุณธรรม พวกเราย่อมปฏิบัติตามกฎแน่นอน" ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างพากันลุกขึ้นป้องมือคารวะ
"ดีมาก ทุกท่านเชิญนั่ง ลำดับต่อไปพวกเราจะเข้าสู่หัวข้อหลักของวันนี้ การเชิญทุกท่านมาในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักคือการแลกเปลี่ยนทรัพยากร ทรัพยากรใดที่พวกท่านถือไว้แล้วไม่ได้ใช้งาน สามารถนำออกมาแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ได้ หลินผู้นี้ขอรับรองความปลอดภัยของทุกท่าน ห้ามมีการล้างแค้นกันในภายหลัง มิเช่นนั้นข้าจะตามล่าสังหารอย่างสุดกำลังแน่นอน" หลินจั๋วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเคร่งขรึมขึ้น
"กฎคือ เริ่มจากสหายท่านแรกในแถวที่หนึ่ง หากมีทรัพยากรสามารถขึ้นมาบนเวทีได้คนละสามชิ้น พร้อมแจ้งความต้องการของตนเอง ข้าขอเริ่มจากตัวข้าก่อนแล้วกัน ของชิ้นนี้คือคมดาบคู่จันทราอาวุธวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสุดหนึ่งคู่ เกราะอ่อนสายป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูงหนึ่งชุด และศิลาเหล็กทังสเตนซึ่งเป็นศิลาแร่คุณสมบัติทองระดับสองขั้นต่ำหนึ่งก้อน ข้าต้องการจะหลอมศาสตราวิญญาณคุณสมบัติน้ำ หากมีศิลาแร่คุณสมบัติน้ำระดับสองจะดีที่สุด อันดับแรกมีผู้ใดต้องการคมดาบคู่จันทราหรือไม่?" หลินจั๋วเอ่ยถาม
"ข้าต้องการ ข้ามีศิลาผลึกครามระดับสองขั้นต่ำหนักสามเหลี่ยง มีมูลค่าเท่ากับคมดาบคู่จันทราพอดี"
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวขึ้น
"มีผู้ใดเสนอราคาเพิ่มอีกหรือไม่?" หลินจั๋วเห็นดังนั้นจึงถามต่อ
ทุกคนหันมองไปรอบ ๆ ต่างก็รู้ดีว่าผู้บำเพ็ญวัยกลางคนผู้นั้นเสนอราคาที่สูงมากแล้ว หากเพิ่มราคาไปอีกคงไม่คุ้มค่า จึงไม่มีผู้ใดส่งเสียงอีก
"ตกลง คมดาบคู่จันทราเป็นของเจ้า" หลินจั๋วเห็นว่าไม่มีใครสู้ราคา จึงตกลงแลกเปลี่ยนกับผู้บำเพ็ญวัยกลางคนผู้นั้น
"ชิ้นต่อไป เกราะอ่อนสายป้องกันระดับหนึ่งขั้นสูง เป็นของใหม่ มีผู้ใดต้องการหรือไม่?"
เกราะอ่อนระดับหนึ่งขั้นสูงนั้น สามารถป้องกันการโจมตีจากผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานทั่วไปได้หนึ่งครั้ง การหลอมสร้างก็ยากกว่าอาวุธวิญญาณปกติ ความต้องการจึงสูงมาก เห็นผู้บำเพ็ญสามคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน
"ข้าต้องการ ข้ามีศิลาเคล็ดวิชาจันทราระดับสองขั้นต่ำหนักสองเหลี่ยง"
"ข้าต้องการ ข้ามีเหล็กลายวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงหนักสองชั่ง"
"ข้าต้องการ ข้ามีศิลาผลึกเขียวระดับสองขั้นกลางหนักหนึ่งเหลี่ยง"
"ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่?" หลินจั๋วถาม
"หากไม่มีแล้ว ศิลาผลึกเขียวระดับสองขั้นกลางก็นับว่าใช้ได้ แม้ราคาจะต่างกันไปบ้าง ทว่าข้าจะถือเสียว่าเป็นผลประโยชน์ที่มอบให้แก่สหายแล้วกัน" เมื่อหลินจั๋วเห็นว่าไม่มีคนเสนอราคาเพิ่มจึงกล่าวออกมา
"ขอบคุณศิษย์พี่หลิน" เจ้าของศิลาผลึกเขียวป้องมือขอบคุณ พร้อมกับส่งศิลาผลึกเขียวให้และรับเกราะอ่อนมา ลูบไล้อยู่สองสามครั้งก่อนจะเก็บเข้าถุงเก็บของแล้วนั่งลง
"ศิลาเหล็กทังสเตนคุณสมบัติทองระดับสองขั้นต่ำ มีสหายท่านใดต้องการหรือไม่?" หลินจั๋วถามต่อ
"ข้าบำเพ็ญเคล็ดวิชาคุณสมบัติทองเป็นหลัก กำลังต้องการศิลาเหล็กทังสเตนอยู่พอดี ทว่าข้าไม่มีศิลาแร่คุณสมบัติน้ำ ไม่ทราบว่าสามารถใช้หินวิญญาณซื้อได้หรือไม่?" ผู้บำเพ็ญคนหนึ่งลุกขึ้นถาม
"ได้สิ ทว่ารอสักครู่ ข้าจะรอดูว่าจะมีผู้ใดมีศิลาแร่คุณสมบัติน้ำหรือไม่ค่อยตัดสินใจ" หลินจั๋วกล่าว
หลินจั๋วรออยู่ครู่หนึ่ง มีคนนำสมุนไพรวิญญาณหญ้าจันทร์เสี้ยวระดับสองขั้นต่ำออกมาเสนอ ทว่าหลินจั๋วปฏิเสธไป และสุดท้ายจึงตกลงแลกเปลี่ยนด้วยหินวิญญาณกับผู้บำเพ็ญคนแรก
ลำดับต่อไปคือผู้บำเพ็ญท่านแรกของแถวที่หนึ่ง เห็นเขาหยิบหน้าดินหนึ่งก้อน ศิลาแร่อันหนึ่ง และสมุนไพรวิญญาณหนึ่งต้นออกมาวางบนโต๊ะ
"ข้าชื่อหลินหนาน ของชิ้นแรกคือดินหายใจ เป็นวัตถุดิบวิญญาณคุณสมบัติดินระดับสองขั้นกลาง ชิ้นนี้คือเหล็กลายวิญญาณคุณสมบัติน้ำระดับหนึ่งขั้นสูงหนักสองชั่ง ส่วนชิ้นนี้คือเห็ดหยกแก่นแท้ระดับสองขั้นต่ำ ข้าต้องการแลกเปลี่ยนกับโอสถที่เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียร" หลินหนานกล่าว
"ข้ามีโอสถรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสองขวด ขอแลกกับเหล็กลายวิญญาณ"
"ตกลง"
"ข้าก็มีโอสถรวบรวมวิญญาณหนึ่งขวด ขอแลกกับเห็ดหยกแก่นแท้"
"ตกลง"
เพียงไม่นานของสองอย่างก็ถูกแลกเปลี่ยนไป เหลือเพียงดินหายใจที่มีผู้เสนอราคามาหลายคนแต่กลับไม่โดนใจหลินหนานเลย
"ข้ามีค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูง ขอแลกกับดินหายใจได้หรือไม่?" เมื่อเห็นว่ายังไม่มีผู้ใดแลกเปลี่ยนดินหายใจไป หวังอี้จึงอยากจะลองดู อย่างไรเสียภายในถุงเก็บของของเขาก็ไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าค่ายกลรวบรวมวิญญาณที่ยักยอกมาจากสมาคมการค้าหลิงอวิ๋น
"อ้อ? สหายมีค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงรึ? ได้สิ" หลินหนานกล่าวตอบ
หลังจากทั้งสองคนแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ต่างก็กลับไปนั่งยังที่ของตนเอง