- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนสายทำฟาร์ม ส่งร่างแยกและสัตว์เลี้ยงวิญญาณไปรุมสกรัมทั่วหล้า
- บทที่ 8 ขอบเขตพลังปราณระดับสูง
บทที่ 8 ขอบเขตพลังปราณระดับสูง
บทที่ 8 ขอบเขตพลังปราณระดับสูง
สามปีต่อมา ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดที่หวังอี้มาถึงโลกใบนี้
ภายในลานเรือนเล็ก เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติจั้ง ร่างกายดูซูบผอมเล็กน้อย สวมชุดสีเขียว ใบหน้าค่อนข้างขาวนวล และมีกลิ่นอายของบัณฑิตกำลังจัดระเบียบลานเรือนอยู่ เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือหวังอี้ เขาบำเพ็ญเพียรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและแทบไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย เมื่อหวังอี้ทำงานเสร็จและกลับเข้าห้อง เขาก็เปิดแผงสถานะส่วนตัวขึ้นมาตรวจสอบ
หลังจากการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักมาตลอดสามปี ระดับพลังของหวังอี้ก็ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตพลังปราณระดับสูง ขอบเขตพลังปราณระดับสูงนั้นแตกต่างจากขอบเขตพลังปราณระดับกลางอย่างสิ้นเชิง ความจุของพลังปราณภายในตันเถียนนั้นมีความแตกต่างกันมาก
หากเปรียบขอบเขตพลังปราณระดับกลางเป็นลำธารเล็กๆ ขอบเขตพลังปราณระดับสูงก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่ เขาสามารถร่ายเคล็ดวิชาเข็มทองคำได้สิบถึงยี่สิบกว่าครั้งโดยไม่มีปัญหาใดๆ
ที่สำคัญที่สุดคือขอบเขตพลังปราณระดับสูงทำให้เขามีจิตสัมผัส จิตสัมผัสสามารถสำรวจพื้นที่ใดก็ได้ในรัศมีห้าจั้งรอบตัว ซึ่งเทียบเท่ากับการหลับตาแล้วยังสามารถสัมผัสถึงสิ่งรอบข้างได้ สิ่งนี้ทำให้หวังอี้สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างผู้บำเพ็ญเซียนและคนธรรมดาอย่างแท้จริง
ตลอดสามปีนี้หวังอี้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก การฝึกฝนเคล็ดวิชาวิญญาณก็ไม่ได้ละเลย ล้วนบรรลุถึงระดับชำนาญ เคล็ดวิชาลูกเพลิงมีอานุภาพแข็งแกร่งขึ้นมาก ลูกเพลิงหนึ่งลูกมีขนาดใหญ่เท่ากับอ่างล้างหน้าและมีอุณหภูมิที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม การใช้เคล็ดวิชาลูกเพลิงหลอมเหล็กกล้าชั้นดีนั้นไม่มีแรงกดดันแม้แต่น้อย ภายในไม่กี่ลมหายใจก็สามารถหลอมให้กลายเป็นน้ำเหล็กได้
เคล็ดวิชาเรียกฝนสามารถใช้งานได้นานขึ้น ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น และน้ำฝนที่ตกลงมายังมีพลังวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม
ทรัพย์สินของหวังอี้นับว่าร่ำรวยทีเดียวในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตพลังปราณระดับสูง ภายในถุงเก็บของยังมีหินวิญญาณเหลืออยู่อีกหกพันสามร้อยก้อน ซึ่งเป็นเงินที่เขาสั่งสมมาจากการทำไร่และเลี้ยงสัตว์ตลอดสามปีนี้
หลังจากทะลวงเข้าสู่ขอบเขตพลังปราณระดับสูง ผลของค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นกลางก็แทบจะไม่มีผลใดๆ เขาจึงตัดสินใจใช้แต้มอิสระเพิ่มระดับให้จนถึงระดับหนึ่งขั้นสูง และหลังจากสลักล้มเหลวไปสองครั้ง เขาก็สามารถสลักค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงออกมาได้สำเร็จ วัสดุหนึ่งชุดราคาถึงสี่ร้อยหินวิญญาณ ซึ่งทำให้หวังอี้เจ็บปวดใจเป็นอย่างยิ่ง
แต้มอิสระที่ได้รับจากการปลูกข้าววิญญาณโลหิตสำหรับหวังอี้ในตอนนี้ถือว่าช้าเกินไป หลังจากเคล็ดวิชาบำเพ็ญและเคล็ดวิชาวิญญาณถึงระดับชำนาญแล้ว การเลื่อนระดับครั้งต่อไปต้องใช้แต้มเป็นหลักหมื่น
เขาปรารถนาที่จะได้เมล็ดพันธุ์ข้าววิญญาณที่สูงกว่านี้มาโดยตลอด ทว่าจากการสืบข่าวหลายด้านก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทำให้หวังอี้กลัดกลุ้มใจอยู่นาน แต่เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายที่อยู่ เพราะชีวิตที่นี่สงบมั่นคงมาก และสำหรับหวังอี้แล้วเขาก็พอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา หวังอี้จะไปซื้อขายที่หอหุยชุน หอเฉาซี และหอหมื่นสมบัติอยู่เป็นประจำ จนมีความสนิทสนมกับเถ้าแก่ของทั้งสามร้าน
เถ้าแก่หอหุยชุนมีแซ่ว่าสวี่ นามว่าสวี่ซื่ออัน มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรขอบเขตพลังปราณระดับที่เก้า อายุห้าสิบกว่าปี เป็นคนกระตือรือร้นและเป็นมิตร
เถ้าแก่หอเฉาซีมีแซ่ว่าจ้าว นามว่าจ้าวเหลียง มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรขอบเขตพลังปราณระดับที่เก้า อายุห้าสิบกว่าปีเช่นกัน และมีนิสัยใจคอดีงาม
ส่วนเถ้าแก่หอหมื่นสมบัติก็คือเถ้าแก่สวี่ที่เคยต้อนรับหวังอี้ก่อนหน้านี้ เขามีนามว่าสวี่เจี้ยน ระดับพลังบำเพ็ญเพียรขอบเขตพลังปราณระดับที่เก้าและใกล้จะสร้างรากฐานได้แล้ว อายุสี่สิบกว่าปี และยังเป็นเจ้าหอของหอหมื่นสมบัติสาขาย่านการค้าหนานหลี เขาถูกส่งมาจากตำหนักหลักเพื่อมาฝึกฝนในพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้
เมื่อเขาทราบว่าหวังอี้สามารถหลอมค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงได้ ก็ได้ให้กำลังใจอย่างมากและพยายามดึงตัวหวังอี้มาเป็นผู้อาวุโสรับเชิญของหอหมื่นสมบัติ ทว่ากลับถูกหวังอี้ปฏิเสธไป
หวังอี้ปรารถนาเพียงชีวิตที่สงบสุขและไม่ต้องการถูกผูกมัด หลังจากถูกปฏิเสธเถ้าแก่สวี่ก็ไม่ได้โกรธเคือง และได้มอบป้ายคำสั่งให้หวังอี้อีกหนึ่งใบ เป็นป้ายคำสั่งผู้อาวุโสรับเชิญนอกตำแหน่งของหอหมื่นสมบัติ ซึ่งจะได้รับส่วนลดสองส่วนเมื่อซื้อของ หลังจากหวังอี้ทราบว่าไม่มีข้อกำหนดพิเศษใดๆ เขาก็ยอมรับไว้อย่างยินดี
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เทือกเขาเหิงต้วนก็ไม่สงบสุขเอาเสียเลย เกิดคลื่นอสูรน้อยใหญ่ขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ผู้คนในย่านการค้าต่างขวัญเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระและตระกูลขนาดเล็กจำนวนมากได้ขายทรัพย์สินและอพยพไปยังย่านการค้าอื่นนานแล้ว
ผู้อาวุโสขอบเขตแก่นทองคำของนิกายซิงหยวนได้ออกหน้ามาต้านทานคลื่นอสูรขนาดใหญ่หลายครั้ง และเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้คน จึงได้ส่งผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนมาประจำการในย่านการค้า ทว่าการปะทุของคลื่นอสูรกลับเริ่มบ่อยครั้งขึ้น นิกายซิงหยวนเริ่มเหนื่อยล้าในการรับมือ และมีความคิดที่จะสละย่านการค้าหนานหลีแห่งนี้
ตลอดสามปีนี้หวังอี้ได้แอบสอบถามข้อมูลจากเถ้าแก่ทั้งสามคน ซึ่งคำพูดของเถ้าแก่ทั้งสามก็ใกล้เคียงกัน คือนิกายซิงหยวนจะสละย่านการค้าทั้งหมดที่อยู่ใกล้กับเทือกเขาเหิงต้วนและตั้งใจจะรักษาเพียงประตูนิกายเอาไว้ อีกทั้งยังได้ข่าวจากเถ้าแก่สวี่เจี้ยนแห่งหอหมื่นสมบัติว่า ทางทิศตะวันตกของย่านการค้าหนานหลีในเทือกเขาเหิงต้วน ได้ปรากฏราชันอสูรระดับสามตนใหม่ ซึ่งเป็นพยัคฆ์เพลิงชาด มันได้รวบรวมสัตว์อสูรนับหมื่นตัวและตั้งใจจะขยายอาณาเขตไปทางทิศตะวันออก ซึ่งย่านการค้าหนานหลีก็อยู่ในขอบเขตนั้นพอดี
เมื่อครั้งก่อนผู้อาวุโสขอบเขตแก่นทองคำของนิกายซิงหยวนได้ออกไปขัดขวาง ทว่ากลับพ่ายแพ้และบาดเจ็บสาหัสกลับมา แม้จะสามารถชะลอความเร็วของคลื่นอสูรได้บ้าง แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายทำได้เพียงรักษาความมั่นคงในนิกายและเตรียมพร้อมสำหรับการถอนตัวได้ทุกเมื่อ
เมื่อทราบสถานการณ์แล้ว หวังอี้จึงครุ่นคิดอยู่นานและในที่สุดก็ตัดสินใจหนี เขาไม่อยากถูกทำให้กลายเป็นปุ๋ยอสูร แต่ก่อนจะหนีเขายังต้องจัดการลานเรือนแห่งนี้ให้เรียบร้อย ข้าววิญญาณโลหิตรอบล่าสุดเขาเก็บเกี่ยวไปแล้วและไม่ได้ปลูกใหม่ ตอนนี้ภายในลานเรือนจึงว่างเปล่า หลายปีมานี้เขามัวแต่ยุ่งกับการบำเพ็ญเพียร จึงรู้สึกมืดแปดด้านว่าจะต้องไปที่ใดต่อ
หวังอี้รู้ว่าเถ้าแก่สวี่เจี้ยนแห่งหอหมื่นสมบัติย่อมต้องรู้ข้อมูลมากกว่าใคร เขาจึงนำค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสองชุดที่พึ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ไปยังหอหมื่นสมบัติ และเข้าพบสวี่เจี้ยนโดยตรง เนื่องจากย่านการค้ากำลังปั่นป่วน กิจการของหอหมื่นสมบัติในตอนนี้จึงไม่สู้ดีนัก เมื่อเห็นหวังอี้มาถึง เขาก็เชิญเข้าไปยังห้องประเมินสมบัติทันที
“น้องชายหวังมาแล้ว ต้องการซื้อหรือขายสิ่งใดหรือไม่?” เนื่องจากความสนิทสนมกับหวังอี้ คำเรียกขานของสวี่เจี้ยนจึงเปลี่ยนไป
“พี่สวี่ ครั้งนี้ข้ามาเพื่อต้องการขายค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสองชุด และถือโอกาสมาสอบถามเรื่องราวบางอย่างด้วย” หวังอี้กล่าวพลางวางค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงชุดใหม่สองชุดลงบนโต๊ะ
“น้องชายหวังหลอมค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงออกมาได้จริงๆ ด้วย ยินดีด้วย ยินดีด้วย ค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงราคาชุดละหกร้อยหินวิญญาณ รวมทั้งหมดหนึ่งพันสองร้อยหินวิญญาณ น้องชายหวังต้องการถามสิ่งใดหรือ?” สวี่เจี้ยนกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ตกลงตามนี้ พี่สวี่ ย่านการค้าหนานหลีในตอนนี้จวนจะล่มสลายแล้ว ตัวข้าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ทุกวันจึงไม่ค่อยรู้สถานการณ์ของทวีปมากนัก อยากจะมาขอคำชี้แนะจากท่านพี่ว่าที่ใดจึงจะปลอดภัย” หวังอี้เอ่ยถาม
“นี่คือหนึ่งพันสองร้อยหินวิญญาณ น้องชายเก็บไว้ให้ดี” สวี่เจี้ยนนำหินวิญญาณออกมายื่นให้หวังอี้
“น้องชายอยากถามเรื่องนี้เองหรือ พอดีตอนนี้ข้าไม่มีธุระอันใด จะลองสนทนากับน้องชายดูแล้วกัน” เขากล่าวพลางรินน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าหวังอี้
“แดนต้าเฉียนนั้นกว้างใหญ่มาก ย่านการค้าหนานหลีที่เราอาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นย่านการค้าในสังกัดของนิกายซิงหยวน พลังต่อสู้สูงสุดในนิกายก็มีเพียงประมุขนิกายและผู้อาวุโสขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นสองคนเท่านั้น นอกเหนือจากนิกายซิงหยวนแล้ว ยังมีนิกายใหญ่ที่สืบทอดมานับพันปีตั้งตนเป็นใหญ่ปกครองดินแดนในแต่ละส่วน
นิกายเหล่านี้ประกอบด้วยฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ซึ่งเผชิญหน้าและไม่ลงรอยกันมาโดยตลอด ในเบื้องหน้าฝ่ายธรรมะมีสิบนิกายใหญ่ ได้แก่ นิกายกระบี่เสวียนเทียน, นิกายเทียนจี, นิกายว่านฝ่า, นิกายอสูรราชันย์, นิกายเสินหนง, ตำหนักหยกนารี, หอเทียนหยา, นิกายว่านฝอ, นิกายกายา และนิกายร้อยหลอม
ฝ่ายอธรรมมีแปดนิกายใหญ่ ได้แก่ นิกายเทวมาร, นิกายทะเลโลหิต, นิกายซากศพหยิน, หุบเขาวิญญาณร้าย, นิกายเหอฮวน, นิกายพุทธมาร, นิกายหลอมวิญญาณ และนิกายหลอมกระดูก นิกายใหญ่ฝ่ายธรรมะและอธรรมเหล่านี้ แต่ละแห่งล้วนมีบรรพบุรุษขอบเขตหยวนอิงหลายท่านคอยประจำการอยู่ ส่วนในเบื้องหลังจะมีนิกายเร้นลับที่สันโดษอยู่อีกหรือไม่นั้นก็ไม่มีใครทราบได้” สวี่เจี้ยนจิบน้ำชาแล้วแนะนำ
“นิกายซิงหยวนอยู่ในสังกัดของนิกายว่านฝ่า ซึ่งในนิกายว่านฝ่ามีบรรพบุรุษขอบเขตหยวนอิงท่านหนึ่งประจำการอยู่ ล่าสุดได้ยินว่าฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมกำลังจะทำสงครามกัน ฝ่ายอธรรมที่นำโดยนิกายเทวมารมีความตั้งใจจะยึดครองทวีปตะวันออกทั้งหมด ส่วนฝ่ายธรรมะที่นำโดยนิกายกระบี่เสวียนเทียนก็กำลังเตรียมการรับมืออย่างเต็มกำลังจนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยของนิกายซิงหยวนแห่งนี้จึงต้องจัดการด้วยตนเอง” สวี่เจี้ยนกล่าวต่อ
“ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายอย่างแท้จริง!” หวังอี้ทอดถอนใจ
“ใช่แล้ว ทว่าหากน้องชายหวังต้องการหาสถานที่ที่ปลอดภัย ข้าแนะนำให้ไปทางแนวหลัง สงครามฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมจะเกิดขึ้นในทวีปตะวันออก ส่วนทางทิศตะวันตกนั้นเป็นส่วนของแนวหลัง น้องชายสามารถนั่งค่ายกลเคลื่อนย้ายไปยังนิกายเสินหนง นิกายว่านฝอ หรือนิกายอสูรราชันย์ก็ได้ทั้งสิ้น ส่วนตำหนักหยกนารีนั้นเป็นนิกายสตรี ผู้บำเพ็ญชายอยู่ได้ยาก
ส่วนหอเทียนหยานั้นค่อนข้างลึกลับและเป็นนิกายมือสังหาร ไม่แนะนำให้น้องชายไป อีกทั้งน้องชายยังอายุน้อยแต่กลับมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรขอบเขตพลังปราณระดับสูง ทั้งยังสามารถหลอมค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับสูงได้ สู้เข้านิกายไปเลยจะดีกว่า จะได้รับทรัพยากรการบำรุงที่ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน” สวี่เจี้ยนแนะนำ
หวังอี้นั้นย่อมรู้ดีถึงสถานการณ์ของตน รากวิญญาณของเขาไม่ดี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลของนิ้วทองคำจึงจะสามารถเลื่อนระดับได้รวดเร็วเช่นนี้ การเข้าร่วมนิกายย่อมมีข้อจำกัดมากมาย ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเขาเอง
“ขอบคุณท่านพี่ ข้าจะเก็บไปพิจารณาดู ไม่ทราบว่าท่านพี่พอจะรู้ทางออกไปหรือไม่? ค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ที่ใด?” หวังอี้เอ่ยถาม
“น้องชายนับว่ามาได้จังหวะพอดี ตอนนี้สมาคมการค้าของเราก็ตั้งใจจะถอนตัวออกจากย่านการค้าหนานหลีเช่นกัน ทางตำหนักหลักได้ส่งท่านอาขอบเขตสร้างรากฐานท่านหนึ่งและเรือเหาะระดับสองขั้นต่ำหนึ่งลำมารับ ซึ่งน่าจะมาถึงในอีกสามถึงห้าวัน ถึงตอนนั้นเจ้าก็ตามข้าไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายในเมืองของนิกายว่านฝ่า ระหว่างทางมีท่านอาคอยดูแลย่อมนับว่าปลอดภัย แล้วเคลื่อนย้ายไปยังนิกายว่านฝอพร้อมกัน ถึงตอนนั้นน้องชายค่อยหาลู่ทางเลี้ยงชีพต่อไปแล้วกัน” สวี่เจี้ยนแนะนำ
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านพี่มาก ไม่ทราบว่าค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร?” หวังอี้ถามอย่างยินดี
“เรื่องเรือเหาะของสมาคมข้าจะลองคุยกับท่านอาให้ จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากน้องชายแล้วกัน ส่วนการนั่งค่ายกลเคลื่อนย้ายจะเสียค่าธรรมเนียมคนละหนึ่งพันหินวิญญาณ หากเป็นเรือสินค้าจะเสียหนึ่งหมื่นหินวิญญาณต่อครั้ง ถึงตอนนั้นน้องชายจ่ายเพียงค่าเคลื่อนย้ายหนึ่งพันหินวิญญาณก็พอ” สวี่เจี้ยนกล่าว
“เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านพี่อย่างยิ่ง ข้าจะกลับไปรอข่าวจากท่านพี่” หวังอี้กล่าวอย่างยินดี
พูดจบหวังอี้ก็เดินออกจากหอหมื่นสมบัติและกลับไปยังลานเรือนเล็ก เมื่อมองดูลานเรือนที่ใช้ชีวิตมาถึงเจ็ดปี เขาก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง ก่อนหน้านี้หวังอี้เคยคิดจะจัดการขายลานเรือนแห่งนี้ทิ้ง อย่างไรเสียเขาก็ซื้อมาด้วยเงินหกพันหินวิญญาณ ทว่าหลังจากสอบถามดูแล้วก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดนั้นไป เพราะตอนนี้ทุกคนต่างเร่งรีบที่จะหนี ใครเล่าจะยอมซื้ออสังหาริมทรัพย์ในดินแดนแห่งความตายเช่นนี้ นั่นเท่ากับเป็นการทิ้งหินวิญญาณลงน้ำไปเปล่าๆ
“จะสละทิ้งก็ต้องสละทิ้ง” หวังอี้พึมพำอย่างจนใจ
ในช่วงบ่ายของสามวันต่อมา สวี่เจี้ยนแห่งหอหมื่นสมบัติได้ส่งคนมาแจ้งข่าวให้หวังอี้ทราบว่า ในเช้าวันพรุ่งนี้ให้ไปรวมตัวกันที่หอหมื่นสมบัติ หลังจากหวังอี้ได้รับแจ้งข่าว เขาก็นำของทุกอย่างในลานเรือนที่สามารถนำไปได้ใส่ลงในถุงเก็บของจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงเบาะรองนั่งอันเดียว และนั่งสมาธิอยู่เงียบๆ ตลอดทั้งคืน
ในวันรุ่งขึ้น หวังอี้เดินทางไปถึงหอหมื่นสมบัติแต่เช้ามืด และพบว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรอีกหลายคนมารออยู่ก่อนแล้ว
“ทุกท่านล้วนเป็นผู้อาวุโสรับเชิญและแขกผู้มีเกียรติของร้านเรา ประเดี๋ยวพวกเราจะขึ้นเรือเหาะบินไปพร้อมกัน หวังว่าสหายผู้ฝึกตนทุกท่านจะช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อต่อกัน” สวี่เจี้ยนเดินเข้ามากล่าว
พูดจบเขาก็กลับเข้าไปในอาคาร ครู่หนึ่งสวี่เจี้ยนก็เดินออกมาพร้อมกับชายคนหนึ่งที่ดูมีอายุประมาณสามสิบปี ทั่วทั้งร่างของชายผู้นี้ดูราวกับไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อย ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าแสดงกิริยาไม่สุภาพเลย
“ท่านนี้คือท่านอาจางจากตำหนักหลักของหอเรา” สวี่เจี้ยนแนะนำอย่างนอบน้อม
“คารวะท่านอาวุโสจาง” ทุกคนป้องมือและกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“หืม ออกเดินทางได้!” ชายผู้นั้นนำเรือเหาะบินขนาดเท่าฝ่ามือออกมาหนึ่งลำแล้วส่งพลังปราณเข้าไป เรือเหาะบินพลันขยายใหญ่ขึ้นตามแรงลม ชั่วพริบตามันก็ขยายใหญ่ขึ้นจนมีความยาวถึงร้อยจั้ง ตรงกลางเรือมีปราสาทสามชั้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีห้องหับแบ่งย่อยเป็นสัดส่วนดูสง่างามยิ่งนัก
ทุกคนต่างก็พึ่งเคยเห็นเรือเหาะบินระดับนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตกตะลึงในใจอย่างมาก จากนั้นจึงพากันก้าวขึ้นสู่เรือ
“ทุกท่านสามารถเลือกห้องพักที่ชั้นหนึ่งได้ตามใจชอบ ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็จะถึงเมืองว่านฝ่า!” สวี่เจี้ยนกล่าว
หลังจากเดินทางมาได้ห้าหกวัน เถ้าแก่สวี่ก็ได้มาที่หน้าห้องพักของหวังอี้และเคาะประตู
“น้องชายหวัง ข้ามาเยี่ยมเจ้า” สวี่เจี้ยนกล่าวขึ้น
“พี่สวี่มาแล้ว เชิญนั่งก่อนขอรับ” หวังอี้เชื้อเชิญเถ้าแก่สวี่เข้ามา
“น้องชาย ช่วงนี้พำนักที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง?” สวี่เจี้ยนเอ่ยถาม
“ขอบคุณท่านพี่มาก เรือเหาะบินลำนี้บินได้ราบรื่นจริงๆ ข้าไม่รู้สึกถึงความโคลงเคลงแม้แต่น้อยเลยขอรับ” หวังอี้กล่าว
“เช่นนั้นก็ดี ข้ามาที่นี่เพื่อจะคุยกับน้องชายเรื่องแผนการในอนาคต อีกประมาณสิบกว่าวันเราก็จะเคลื่อนย้ายไปยังนิกายว่านฝอแล้ว นิกายว่านฝอเน้นการบำเพ็ญพุทธธรรมเป็นหลัก ผู้บำเพ็ญในนิกายล้วนเป็นพระ เมื่อไปถึงเมืองว่านฝอแล้ว น้องชายจำไว้ว่าอย่าได้ไปล่วงเกินพวกพระเหล่านั้นเป็นอันขาด และอย่าได้ไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น ผู้บำเพ็ญเพียรทางพุทธใช่ว่าจะจิตใจบริสุทธิ์ไปเสียทุกคน น้องชายจงจำไว้ให้ดี” สวี่เจี้ยนสั่งสอน