เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EPIC - ตอนที่ 3 การพบกันกับเทพี คริสช่า

EPIC - ตอนที่ 3 การพบกันกับเทพี คริสช่า

EPIC - ตอนที่ 3 การพบกันกับเทพี คริสช่า


ภายในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด สติสัมปชัญญะของวาห์นก็เริ่มตื่นขึ้น

ความทรงจำจากในชีวิตของเขาก็เริ่มหลั่งไหลกลับเข้ามาภายใจจิตใจดั่งภาพลานตา เขาได้ประสบกับช่วงเวลาแห่งความตายของตนเองอีกครั้งรวมไปถึงการทดลองทุกอย่างที่เขาเคยได้รับ ความคิด ความเจ็บปวด อารมณ์ และความทรมานนานับประการที่ถูกขังอยู่ภายในจิตใจก็ย้อนกลับมาทำร้ายเขาอีกครั้ง เขาเริ่มที่จะ “กรีดร้อง” ด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าเป็นไปได้ ในขณะที่ความเจ็บปวดก็แผ่กระจายไปทั่วร่างที่ไม่มีอยู่จริงของเขา ราวกับจะพยายามลบล้างตัวตนของเขาให้หายไป

‘เจ็บจังเลย'

เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจ ภาพเหล่านั้นได้มาปรากฏอยู่ตรงกลางของภาพลานตาพอดี เขาจดจำเวลาที่เหล่าแพทย์ทำการตัดขาของเขาทิ้งเพื่อกันไม่ให้เขาไปไหนมาไหนได้สะดวก เขาจดจำกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดสอบ 'การฟื้นฟู' ของเขาโดยการตัดและเผาผิวหนังบางส่วนของเขา เขาจดจำเวลาที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตายแต่กลับถูกจำกัดการเคลื่อนไหวที่ปกติก็แทบจะไม่มีอยู่แล้วแทน

‘เราไม่สมควรโดนอะไรแบบนี้ ไม่มีใครสมควรโดนอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ'

ในขณะที่เหตุการณ์ยังคงวนเวียนอยู่ในจิตใจของเขา ภาพลานตาก็ค่อยๆ สลายหายไป ความเจ็บปวดที่กระจายไปทั่วร่างของเขาก็เริ่มเบาบางลงและจิตของเขาก็รู้สึกปล่อยวางและเฝ้ารอการปลดปล่อยจากความเจ็บปวดทั้งมวล

'ทำไมเราถึงต้องมาทรมานแบบนี้ด้วยนะ... ไม่ยุติธรรมเลย'

ตอนนี้ภาพลานตาเริ่มแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งกระจายออกเป็นภาพหลายส่วนและลอยออกไปนอกการมองเห็นของเขา เขาพยายามไม่ดูส่วนของภาพเหล่านั้นอีก ความเจ็บปวดจึงค่อยๆ มลายหายไป

‘เราไม่ควรเกิดมาเลย...’

วาห์นปล่อยให้จิตใจของเขาล่องลอยเข้าไปในภาพลานตา เขาเริ่มมองเข้าไปในความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา มันคือสิ่งที่ทำให้ความหวาดกลัวสะท้อนไปทั่วจิตใจของเขา

‘เราไม่ควรมีชีวิตอยู่... ชีวิตของเรามันมีความหมายอะไรกัน? ก็แค่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของคนอื่น... เกลียด... เราเกลียดพวกมัน!!! พวกมันควรจะต้องมาทนทุกข์ ไม่ใช่เราสิ!!!’

ภาพลานตายิ่งกระจายออกไปไกลกว่าเดิม เหลือไว้แต่เพียงเศษภาพเล็กน้อยที่ล่องลอยอยู่ในความมืด วาห์นยังคงจ้องมองไปที่ก้นบึ้งของนรก ความรู้สึกอันแรงกล้าเริ่มเข้ามาบดบังความหวาดกลัว เขาปฏิเสธที่จะมองภาพที่สร้างแต่ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว แต่ละภาพเริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ และพร้อมกันนั้น ตัวของวาห์นก็เริ่มจางหายไปเช่นกัน

‘เราแค่... อยากจะเป็นอิสระเท่านั้นเอง...’

ตอนนี้เหลือเพียงภาพๆ เดียวเท่านั้นที่จมอยู่ในความมืดมิด วาห์นรู้สึกได้จากสัญชาตญาณว่าถ้าภาพนั้นเลือนหายไปเมื่อไหร่ ทุกอย่างที่เคยบ่งบอกว่าเขาเป็นใคร รวมไปถึงการมีตัวตนของเขาเอง ก็จะจางหายกลับไปสู่ความว่างเปล่า

‘ในที่สุดเราก็ไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไปแล้ว...’

เขาปิดสิ่งที่เขาคิดว่าเป็น 'ดวงตา' และรอให้จุดสิ้นสุดมาถึง เขาไม่ได้รู้สึกพึงพอใจแต่อย่างใด มีแต่เพียงความเย็นชาที่เด็กอายุสิบสี่ปีไม่ควรจะมี

...

หลังจากรอเวลาที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ไปสักระยะ วาห์นกลับรู้สึกถึงความอึดอัด เขารู้สึกราวกับว่ามันเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่จุดจบก็ยังมาไม่ถึงเสียที ภายในความมืดมิด ภาพๆ หนึ่งยังคงไม่หายไป นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ป้อมปราการแห่งความเจ็บปวดด่านสุดท้ายที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเขา ในที่สุดเขาก็ยอมจำนนต่อความไม่สงบภายในใจ วาห์นกัด ‘ฟัน’ และเพ่งมองไปที่ภาพภาพนั้นราวกับจะยอมรับความเจ็บปวดของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย

แต่สิ่งที่เห็นนั้นได้สร้างประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาเห็นฉากที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน เป็นบางอย่างที่อยู่นอกขอบเขตความทรงจำของเขา ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด มีแต่ความถวิลหาและความรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างไป เขาจ้องมองไปยังภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่หลั่งน้ำตาให้กับทารกน้อยในอ้อมกอดของเธอ สิ่งอื่นภายในฉากนั้นพร่ามัวไปหมด มีแต่ตัวของหญิงสาวเท่านั้นที่มีรูปร่างชัดเจน เขารู้สึกผูกพันกับหญิงสาวคนนี้ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยพบมาอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของเขากำลังร้องไห้ออกมาในขณะที่ความรู้สึกถวิลหาก็ทำให้เขาตะลึงงันไปหมด

“แม่จะรักลูกไม่ว่าลูกจะเป็นยังไงนะ... วาห์น”

ทันใดนั้นเอง ความมืดมิดทั้งหมดก็แตกสลายไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือเด็กน้อยที่กำลังนอนร้องไห้ตะเกียกตะกายอยู่บนพื้นสีขาวที่ไม่มีที่สิ้นสุด วาห์นจ้องมองไปที่ภาพด้วยสัมผัสทุกอย่างที่เขามีในขณะที่หญิงสาวส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนและลูบไล้ใบหน้าของเขา เขามองดูในขณะที่พลังกายของเธอเริ่มถดถอยลง ทำให้การแสดงความรักใคร่ทุกอย่างที่หญิงสาวมีต่อเขานั้นหยุดลงพร้อมกับมือที่ตกลงไปอย่างช้าๆ เขากรีดร้องราวกับว่าตัวเองเป็นตัวแทนของความทุกข์ทรมานและการสูญเสียทั้งปวง เขาเริ่มตระหนักว่าหญิงสาวที่เขาไม่เคยพบมาก่อนเลยผู้นี้ก็คือแม่ของเขา เป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่เคยรักเขาอย่างแท้จริง เขาจ้องมองไปยังภาพที่ตอนนี้เป็นสิ่งเดียวในโลกที่เขาสนใจในขณะที่มันเริ่มเสื่อมสลายลงอย่างช้าๆ เขากรีดร้องอย่างต่อเนื่องด้วยความรู้สึกไม่เต็มใจทั้งหมดที่ตนมีเพื่อไม่ให้ภาพจางหายไป

‘แม่... แม่ครับ ได้โปรดอย่าไปนะ! ได้โปรดอย่าทิ้งผมไป!’

เขาเฝ้ามองในขณะภาพเริ่มจางหายไป แม้จะเอื้อมไปจับแต่ก็ไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้ และแล้วภาพๆ นี้ก็หวนกลับไปสู่ความว่างเปล่า

ความว่างเปล่าที่ลึกยิ่งกว่าเหวนรกอันดำมืดที่เขาเคยเฝ้ามองก็ได้ผุดขึ้นมาในใจของเขา แม้ว่าภาพลานตาจะจางหายไปหมดแล้ว แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะปล่อยให้ 'ความทรงจำ' จางหายออกไปจากจิตใจของเขา เขากำลังนั่งอยู่บนพื้นสีขาวขนาดใหญ่ น้ำตาไหลลงมาจากใบหน้าไม่หยุดในขณะที่เสียงร่ำไห้เบาๆ ก็เล็ดลอดออกมาจากลำคอของเขา ภาพของผู้เป็นแม่ที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้อยู่ด้วยกลายเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวการมีตัวตนของเขาเอาไว้

(เด็กน้อยที่น่าสงสาร)

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นภายในความว่างเปล่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้ เมื่อสังเกตเห็นเด็กหนุ่มร่างกายผอมแห้งจากมุมสูง แหล่งที่มาของเสียงก็เริ่มเข้ามาใกล้เขา

(เจ้าได้ประสบกับความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงที่มากเกินกว่าวิญญาณทั่วไปนัก ได้โปรดเถิด ขอให้ข้าได้ช่วยเหลือเจ้า)

เด็กหนุ่มนั่งอยู่โดยไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยในขณะที่เขาจ้องมองเข้าไปในความว่างเปล่านั้น ตอนนี้น้ำตาได้แห้งเหือดลงแล้วแต่ก็ยังมีร่องรอยเหลืออยู่ที่ใบหน้าของเขา เสียงร่ำไห้จากความเจ็บปวดที่ทุกข์ทนมานาน ตอนนี้กลับกลายเป็นแค่ความทรงจำที่เลือนลาง

(ได้โปรดเถอะเด็กน้อย เจ้านั่งอยู่บนพื้นนั่นมาสามปีแล้วนะ โปรดให้ข้าได้ช่วยเจ้าเถอะ ข้าทนเห็นเจ้าทรมานต่อไปไม่ได้อีกแล้ว)

เสียงที่พูดถอนหายใจเพราะไม่สามารถกระตุ้นให้เด็กหนุ่มมาสนใจได้ มันเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้โดยไม่แน่ใจว่าการนำกรรมของเด็กหนุ่มมาสู่จุดสิ้นสุดและทำให้ชีวิตของเขาจบลงนั้นเป็นทางเลือกที่ถูกต้องหรือเปล่า แต่เด็กหนุ่มก็โหยหาสิ่งนี้มาตั้งนานแล้ว มันเชื่อว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง มันไม่ได้คาดคิดว่าในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังเฝ้าดู 'วงล้อภาพลานตาแห่งกรรม' วิญญาณของเขาก็เกือบจะสลายหายไป เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณของเขาหายไป เสียงดังกล่าวจึงได้สร้างรากเพื่อยื้อวิญญาณของเด็กหนุ่มเอาไว้ด้วยความทรงจำสุดท้ายของเด็กหนุ่มเพื่อกอบกู้สถานการณ์นี้ มันไม่คาดคิดเลยว่าความพยายามครั้งนี้ออกจะประสบความสำเร็จมากเกินไปหน่อย มันกลับทำให้เด็กหนุ่มยึดติดกับความทรงจำของผู้เป็นแม่อย่างเหนียวแน่น ตอนนี้เด็กหนุ่มนั่งโดยไม่ยอมขยับไปไหนซึ่งทำให้เสียงดังกล่าวออกไปจากที่แห่งนี้ไม่ได้เช่นกัน

(...ชื่อของหญิงสาวคนนั้นคือเอเดรียน มารดาของเจ้าเอง)

เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มขยับเขยื้อน

(รู้ไหมว่าตัวนางเองก็รู้ดี ว่าการให้กำเนิดเจ้านั้นย่อมเกิดความยุ่งยากแน่นอน)

เด็กหนุ่มหันไปที่เสียงนั่นอย่างช้าๆ ราวกับว่าแต่ละคำพูดสามารถดึงดูดจิตวิญญาณของเขาให้เข้าหามันได้

(นางป่วยหนักมากและหลังจากที่นางตั้งครรภ์ แพทย์และครอบครัวของนางต่างส่งเสริมให้นางทำแท้ง พวกเขากลัวว่าการตั้งครรภ์นั้นจะอันตรายเกินไป และแม้ว่านางอาจให้กำเนิดเจ้าออกมาได้ นางก็คงต้องเสียชีวิตอยู่)

ตอนนี้เด็กหนุ่มจ้องต้นกำเนิดของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ต่อหน้าเขากลับกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามไปแล้ว ผมของเธอนั้นสั้นและดูราวกับของเหลวสีเงินที่สะท้อนแสงไปมา หากจ้องมองเธอไปตรงๆ ก็จะพบใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าเธอจะทั้งสูงแต่ว่าเตี้ย ท้วมแต่ว่าผอม เสื้อผ้าอาภรณ์ของเธอเหมือนกับจะถูกหลอมรวมกับสิ่งที่ควรเป็นร่างกายของเธอ

ราวกับว่ากายเนื้อนี้ประกอบไปด้วยขนนกและฝุ่นละอองเท่านั้น

(ไม่ว่าใครจะบอกอะไรนางก็ตาม นางก็ยังตั้งใจที่จะให้กำเนิดเจ้าออกมา มันเป็นความเชื่อของนางว่าเด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาสเพื่อใช้ชีวิต และนางก็เต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนชีวิตของนางเองเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะได้รับโอกาสนั้นเช่นกัน)

ดูเหมือนว่าบ่อน้ำตาของเด็กหนุ่มจะถูกเติมเต็มอีกครั้งหลังจากที่เขาได้ฟังคำพูดของหญิงสาวที่อยู่ต่อหน้าเขา

(นางรักเจ้ามากจริงๆ แม้ว่าเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างทรมาน แต่เจ้าก็ให้ความหมายกับการเสียสละของนาง ข้าไม่อาจขอให้เจ้ารู้สึกขอบคุณนางได้ แต่ข้าอยากขอร้องให้เจ้าเข้าใจว่าชีวิตของเจ้านั้นมีความหมาย เจ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อความสะดวกสบายของผู้อื่น แต่เพื่อเป็นการแสดงถึงความรักและความปรารถนาว่าเจ้าจะได้อยู่อย่างเป็นสุข)

เด็กหนุ่มจ้องไปที่หญิงสาวขณะที่เธอกำลังสรุปคำพูด ทั้งเฝ้าดูและรอให้เธอพูดประโยคต่อไป หลังจากเวลาผ่านไปเขาดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจว่าเธอกำลังรอให้เขาพูดอยู่ เขาลดหัวลง และเช็ดน้ำตาเป็นครั้งแรกหลังจากที่มาที่นี่

“คุณเป็นใครกันครับ?” เด็กหนุ่มถาม

หญิงสาวคนนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยนและมองไปที่เด็กหนุ่ม

(นามของข้าคือคริสช่า เทพีแห่งความฝัน)

---------------

ติดตามแฟนเพจอ่านตอนล่าสุดได้ที่: EP:IC Translation

จบบทที่ EPIC - ตอนที่ 3 การพบกันกับเทพี คริสช่า

คัดลอกลิงก์แล้ว