เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 ฆาตกรสามแบบ

ตอนที่ 13 ฆาตกรสามแบบ

ตอนที่ 13 ฆาตกรสามแบบ


“ผู้ลักลอบน่ะกลิ่นเหม็นมากๆ หอคอยดำเกลียดผู้ลักลอบที่สุด ถ้ากินผู้ลักลอบเข้าไปก็จะได้รางวัลแล้วก็พละกำลังมหาศาล เนื้อผู้ลักลอบเองก็อร่อยสุดๆ ฉันไม่เคยบอกใครเลยนะรู้ไหม”

ตุ่นยักษ์หรี่ตา กดกระดูกไก่งวงลงกับพื้น “มีผู้ลักลอบเหม็นเน่าอยู่หนึ่งคนในนี้ ส่งมันมาให้ฉันกินเร็ว!”

เจ้าตุ่นขยับเข้ามาใกล้ขึ้น

พ่อครัวตื่นขึ้นมายังไม่ทันได้สติดีก็ต้องกรีดร้องด้วยความหวาดกลังตอนเขาเงยหน้าไปเห็นกรงเล็บของเจ้าตุ่นยักษ์ เจ้าตุ่นคำรามกลับจนพ่อครัวแทบจะเป็นลมไปอีกรอบ

ถังโม่แตะข้อมือที่ว่างเปล่าของตัวเอง รอยสักรูปไม้ขีดไฟหายไปแล้ว พอได้ยินเจ้าตุ่นพูดว่าไม้ขีดนั่นจะพาถังโม่ไปถึงชั้นสองได้แล้ว ถังโม่ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ เขาเอาแต่โบกมันไปมา ไม่ได้ใช้มันให้เต็มประสิทธิภาพ

ถ้าเขามีเวลาสักหน่อยคงจะเตรียมตัวได้ดีกว่านี้

…ทำไมเกมโจมตีหอคอยต้องเริ่มตอนนี้ด้วย?

ชื่อผู้ลักลอบที่เปิดเกมโจมตีหอคอยวิ่งผ่านสมองเขาไป แต่เขาไม่มีเวลามาบ่นเรื่องนี้นักหรอก “ใครคือผู้ลักลอบครับ เราจะหาคนๆ นั้นเจอให้คุณได้ยังไง?

หลี่เหวินกับหลินเฉียวเบิกตามองถังโม่

หลัวเฟิงเฉิงมองเขาแวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร เด็กหญิงเผิงยู่เหวินมองถังโม่ด้วยสายตาว่างเปล่า เหมือนยังไม่เข้าใจคำพูดของถังโม่

หลินเฉียวอดถามไม่ได้ “นายจะส่งคนๆ นั้นไปจริงๆ เหรอ? ตุ่นนั่นบอกว่ามันจะกิน…”

ถังโม่มองเธออย่างเย็นชา “ถ้าอย่างนั้นคุณอยากไปเป็นอาหารเย็นให้มันแทนผู้ลักลอบคนนั้นไหมล่ะครับ?”

หลินเฉียวนิ่งไป

หลัวเฟิงเฉิงแทรกขึ้นมา “ผู้ลักลอบเป็นฆาตกร บางทีพวกเขาอาจจะโดยบังคับให้ฆ่าใครสักคนหรืออาจจะทำเพื่อป้องกันตัว ถ้าตามกฎหมายพวกเขาอาจจะไม่ได้มีโทษถึงตาย แต่หอคอยดำเกลียดผู้ลักลอบ และมอบโทษตายให้แล้ว เราแค่มองหาผู้ลักลอบ อะไรจะเกิดหลังจากนั้นก็ไม่ใช่ธุระของเราแล้ว”

สีหน้าหลี่ปินเปลี่ยนแล้วพยักหน้า “ใช่… เราก็แค่ต้องหาให้เจอว่าผู้ลักลอบเป็นใคร”

เจ้าตุ่นแยกเขี้ยว “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าผู้ลักลอบเป็นใคร? ถ้ำของฉันไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น แล้วพวกแกทุกคนก็กองอยู่ด้วยกันหมด ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นใคร ให้เวลาพวกแกหนึ่งชั่วโมง หาตัวผู้ลักลอบออกมา ถ้าหาไม่ได้ฉันจะกินพวกแกทีละคนไปเรื่อยๆ แล้วแบบนั้นฉันก็จะหาผู้ลักลอบเจอแน่ๆ” เจ้าตุ่นมองถังโม่ “อ้อใช่ แกดูจะเป็นเพื่อนที่ดีของโมเสก แล้วก็ให้ไม้ขีดไฟฉัน… ฉันจะกินแกเป็นคนสุดท้าย”

ถังโม่ไม่ได้พูดอะไรกับของขวัญชิ้นนี้

เจ้าตุ่นยักษ์เห็นสีหน้าถังโม่ไม่เปลี่ยนไปแล้วก็หัวเราะออกมา จากนั้นมันก็วิ่งไปที่มุมถ้ำแล้วเริ่มขุด มันขุดไปสองหลุมแล้วหันมามองพวกเขาใหม่ “ผ่านไปสองนาทีแล้วนะ รู้หรือยังว่าใครคือผู้ลักลอบ?”

ทุกคนฟังคำนั้นแล้วก็เริ่มเหงื่อตก

หลี่ปินกัดฟันมองทุกคน “ฉันจะถามอีกครั้ง ในสามวันนี้ได้มีใครได้ฆ่าใครไปรึเปล่า?”

แน่นอนว่าทุกคนต้องส่ายหน้า

“รู้อยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้” ตั้งแต่ลงมาที่นี่ พนังงานบริษัทคนนี้ก็ทำตัวเป็นหัวหน้ามาตลอด ตอนนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หลี่ปินควบคุมอารมณ์แล้วเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ “จากที่เจ้าตุ่นพูด ผู้ลักลอบคือคนที่กำจัดผู้เล่นคนอื่นโดยการฆ่าระหว่างสามวันของช่วยเวลาแห่งการกำจัด ผู้ลักลอบจะมีความสามารถแน่ๆ แล้วก็มีกลิ่นเหม็น ฉันไม่ได้กลิ่นเลย มีใครได้กลิ่นนอะไรไหม?”

หลินเฉียวส่ายหน้า “ไม่เลย ฉันจมูกดีมากนะ แต่ก็ได้กลิ่นแค่ดินเท่านั้นแหล่ะ”

ทุกคนส่ายหน้า สีหน้าหลี่ปินแข็งขึ้น “บางทีกลิ่นนั่นอาจจะไม่ใช่อะไรที่จมูกมนุษย์จะได้กลิ่นก็ได้ มีแค่พวกนั้นเท่านั้นที่จะได้กลิ่น บ้าชิบ แล้วเราจะหาผู้ลักลอบยังไงเนี่ย?”

หลัวเฟิงเฉิงพูดขึ้นมา “ผู้ลักลอบฆ่าคนไป แล้วก็มีความสามารถแน่ๆ”

พ่อครัวที่หมดสติไปนานไม่ได้ยินคำอธิบายของเจ้าตุ่น เขาก็เลยตามหลังทุกคนอยู่ “ฆ่า? ความสามารถ? นี่พูดถึงอะไรกันอยู่เนี่ย?”

ไม่มีเวลาอธิบายให้เขาฟังแล้ว “ฆ่าคนแล้วก็ได้พลังมาเหรอ? แล้วไงล่ะ?” หลี่ปินเหมือนเพิ่งนึกออกแล้วหันไปหาถังโม่ “นายต้องมีพลังแน่ๆ!”

ถังโม่ดึงไม้ขีดไฟออกมาจากกลางอากาศ ไม่ใช่อะไรที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ มันคือพลังพิเศษแน่ๆ

หลี่เหวินอธิบายแทนถังโม่ “เจ้าตุ่นยักษ์นั่นบอกว่ามีผู้เล่นอย่างเป็นทางการสองคน ผู้เล่นสำรองสี่คน แล้วก็ผู้ลักลอบหนึ่งคน ผู้เล่นอย่างเป็นทางการคือคนที่เข้าร่วมเกมของหอคอยแล้วล็อคอินเข้ามา ถังโม่น่าจะเป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการนะ เขารู้จักคนที่ชื่อโมเสก แล้วเจ้าตุ่นนั่นก็รู้จักเหมือนกัน คงจะเกี่ยวข้องอะไรกับเกมของหอคอยแน่ๆ”

ถังโม่ยืนยัน “ผมเล่นเกมของหอคอยจริงๆ ถ้าตามที่เจ้าตุ่นนั่นพูด ผมก็เป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการ”

หลี่ปินส่ายหหน้า “นายอาจจะเข้าร่วมเกมของหอคอยจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครแน่ใจนี่ว่านายร่วมเกมในช่วงสามวันนั้น ผ่านมาแล้วแล้วสี่วันหลังโลกออนไลน์ เราจะแน่ใจได้ยังไงว่านายไม่ได้ฆ่าใครในสามวันนั้นแล้วเล่นเกมในวันที่สี่?”

ถังโม่รู้สึกว่านี่ออกจะตลกอยู่สักหน่อย เขาเตรียมจะปฏิเสธแล้วตอนที่หลัวเฟิงเฉิงแทรกขึ้นมา “เขาเป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการ หอคอยเกลียดผู้ลักลอบ แถมยังบอกว่าเนื้อพวกนั้นอร่อยมาก ถ้าเขาไม่ใช่ผู้เล่นอย่างเป็นทางการ เพื่อนของเจ้าตุ่นนั่นก็ต้องรู้เรื่องนี้แล้วก่อนที่เขาจะมายู่ที่นี่ เขาคงไม่มีโอกาสรอดมาถึงตรงนี้แถมยังได้ไม้ขีดของโมเสกมาด้วยหรอก”

ถังโม่มองหลัวเฟิงเฉิงด้วยความประหลาดใจ อีกคนเองก็จ้องเขากลับมาเหมือนกัน

ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่คนอื่นๆ ก็เข้าใจกันแล้ว “นั่นเมคเซ้นส์นะ มีโอกาส90%ที่นายจะเป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการ อีก10%คือเป็นผู้ลักลอบ แต่นายก็คงไม่รู้วิธีซ่อนกลิ่นของตัวเองแล้วก็โดนโมเสกเจอตัวไปแล้ว”

หลี่ปินขยับไปอยู่กลางวงแล้วมองทุกคนอย่างจริงจัง “งั้นฉันจะสารภาพบ้าง ฉันคือผู้เล่นอย่างเป็นทางการคนที่สอง”

ถังโม่แอบตกใจ

หลี่ปินยิ้มแล้วยกมือขวาขึ้น “ความสามารถฉันไม่ดีเท่าไหร่ แล้วฉันก็ไม่อยากจะเปิดเผยมันมาก มันไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ฉันโชว์ให้ดูแบบไม่ให้มันแสดงผลได้”

ความสามารถคือความลับที่เข้าใจได้ว่าทุกคนอยากจะปิดมันไว้

หลี่ปินนั่งยองๆ ใช้นิ้วมือขวาวาดวงกลมบนพื้น เส้นวงที่สมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นบนพื้น เป็นเป็นวงกลมที่สวย วนมาบรรจบกับจุดเริ่มได้พอดิบพอดี

นี่คือวงกลมที่วาดโดยไม่ใช้เครื่องมือใดๆ แค่นิ้วมือเท่านั้น

หลินเฉียวมองตาโต “กลมจัง? ความสามารถของคุณคือการวาดวงกลมโดยไม่ต้องใช้วงเวียนเหรอ?”

นั่นมันความสามารถแบบไหนน่ะ?

ถังโม่ถอนหายใจ “วงกลมนี้กลมไปก็จริง แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณมีความสามารถอะไรนี่ คุณอาจจะแค่ฝึกจนชำนาญมากๆ ก็ได้”

“งั้นลองดูอีกรอบ”

หลี่ปินจิ้มนิ้วลงวาดวงกลมอีกวงข้างๆ กัน เป็นวงกลมเต็มวงที่สมบูรณ์แบบ

“อ๊ะ! นี่มันขนาดเท่ากับอันเมื่อกี้เลยไม่ใช่เหรอ?” หลินเฉียวร้องด้วยความแปลกใจ

หลี่ปินทำสีหน้าไม่ถูก “ฉันไม่อยากพูดถึงความสามารถแบบเจาะจง แต่เชื่อรึเปล่าว่าฉันมีความสามารถจริงๆ? ฉันคือผู้เล่นอย่างเป็นทางการอีกคน”

“คุณ… คุณมีความสามารถ แล้วทำไมคุณถึงจะเป็นผู้ลักลอบไม่ได้ล่ะ?” เด็กสาวเผิงยู่เหวินที่ยืนหลบอยู่หลังหลินเฉียวพูดเสียงสั่น

“ถ้าฉันเป็นผู้ลักลอบ ฉันจะกล้าก้าวออกมาบอกว่าตัวเองเป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการเหรอ? เด็กน้อย คนที่เป็นผู้ลักลอบจะต้องเลือกซ่อนตัว ไม่ให้ใครรู้ว่าตัวเองมีความสามารถ ในบรรดาเราเจ็ดคน มีแค่น้องชายคนนี้ที่ปลอดภัยที่สุด” หลี่ปินชี้ไปที่ถังโม่ “เขาคือผู้เล่นอย่างเป็นทางการ เจ้าตุ่นนั่นบอกว่าผู้เล่นสำรองอาจจะมีพลังก็ได้ แต่โอกาสต่ำมาก ดังนั้นคนถัดไปที่บอกว่าตัวเองมีพลังจะมีโอกาส 50% ที่จะเป็นผู้ลักลอบ”

หลี่ปินค่อยๆ วิเคราะห์ “ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ฉันก็ก้าวออกมาเลยเปิดเผยพลังของตัวเองแล้ว สิ่งนี้จะพิสูจน์ได้ไหมล่ะว่าฉันไม่ได้กลัวหรือว่าโกหก?”

หลี่เหวินแย้ง “คุณก็แค่อาจจะคิดย้อนกลับก็ได้นี่”

หลี่ปินยอมรับ “ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ให้คนที่สามที่มีพลังก้าวออกมา ตราบใดที่เขาก้าวออกมาเขาก็จะต้องผู้ลักลอบแน่ๆ เพราะฉันรู้ว่าตัวเองไม่ได้ฆ่าใครแล้วก็เข้าร่วมเกมมา น้องชายคนนี้ก็เป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการ ดังนั้นคนที่สามจะต้องเป็นผู้ลักลอบแน่ๆ!”

“ผมเชื่อคุณ” ถังโม่พูด

หลี่ปินอาจจะดูเหมือนพูดใจเย็นมาตลอด แต่ริมฝีปากเขาสั่น พอได้ยินคำของถังโม่เขาก็ตัวสั่นด้วยความดีใจ แล้วเดินไปข้างๆ ถังโม่ “น้องชาย ขอบใจ ฉันเป็นผู้เล่นอย่างเป็นทางการจริงๆ จะให้เล่าให้นายฟังเรื่องเกมที่ฉันเล่นแล้วชนะก็ได้”

ถังโม่ยิ้มแล้วส่ายหน้า “ไม่ต้องพูดแค่กับผมหรอก พวกเราทุกคนมาพูดพร้อมกันนี่แหล่ะ”

ในแสงสว่างทึมๆ ของถ้ำ เจ้าตุ่นกำลังขุดพื้นพร้อมผิวปากอย่างอารมณ์ดี

คนเจ็ดคนรวมตัวกัน แล้วเริ่มพูดถึงเรื่องของตัวเองตลอดสามวันที่ผ่านมา

หลัวเฟิงเฉิงมองสำรวจทุกคนอย่างละเอียด “การฆ่าในโลกนี้ ผมแบ่งมันคร่าวๆ เป็นสามแบบ”

“ประเภทแรกคือการฆ่าโดยไม่ได้เจตนา เป็นการฆ่าที่ธรรมดาสามัญที่สุดในโลก คนพวกนี้ส่วนใหญ่จะหวาดกลัวและควบคุมตัวเองไม่ได้ บางทีพวกเขาอาจจะเผลอฆ่าใครไปเพราะความผิดพลาดหรือเพื่อป้องกันตัว ถ้าผู้ลักลอบฆ่าใครสักคนโดยอุบัติเหตุจิตใจพวกเขาคงไม่มั่นคงเอามากๆ เขาจะรู้สึกเหมือนถูกเปิดเผย แล้วก็แสดงความรู้สึกผิดออกมา”

หลี่เหวินร้อง “อ้าว แล้วทำไมไม่พูดออกมาก่อนเล่า? นี่มันผ่านมาตั้งนานแล้ว ใครจะไปจำได้ว่าแต่ละคนแสดงออกยังไง?”

ถังโม่แทรก “ผมจะจำได้ ตอนนั้นทุกคนปกติดี ไม่มีใครแตกตื่นอะไร”

หลัวเฟิงเฉิงมองถังโม่ “เขาพูดถูก”

ตั้งแต่เข้ามาที่ถ้ำนี้ ถังโม่ไม่ได้ลดความระวังตัวลงเลย เขาสัมผัสประสบการณ์เป็นตายในเกมระหว่างคนสองคนมาแล้ว เลยไม่อยากเชื่อใจ ‘เพื่อนร่วมทีม’ ที่ไม่มีคุ้นเคยอีก

หลัวเฟิงเฉิงพูดต่อ “มีโอกาส 80% ที่ผู้ลักลอบในหมู่พวกเราจะไม่ได้ฆ่าใครไปเพราะอุบัติเหตุ เขารู้ว่าตัวเองฆ่าใครและตั้งใจทำมัน การฆ่าแบบที่สองคือการฆ่าของฆาตกร คนๆ นี้ฆ่าใครสักคนเพราะเหตุผลธรรมดาอย่างความผิดปกติทางจิตหรือความต้องการทางกาย”

ทุกคนยกมือกุมรอบคำ รู้สึกหนาวขึ้นมาหน่อยๆ

ฆาตกรแบบนั้นไม่ได้พบได้ทั่วไปนัก และพวกฆาตกรต่อเนื่องก็จัดอยู่ในประเภทนี้

แต่ถังโม่ก็ยังนิ่วหน้า

เขาฟังหลัวเฟิงเฉิงพูดต่อ “แต่ผมคิดว่าผู้ลักลอบในกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนแบบที่สามมากกว่า เขาเจตนาฆ่าใครสักคนแต่ไม่ได้กระหายเลือด พวกเขาฆ่าคน แต่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นฆาตกร พวกเขาจะไม่ตกใจเพราะพวกเขารู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป แล้วก็รู้เหตุผลที่ตัวเองทำแบบนั้น”

หลี่เหวินกลืนน้ำลาย “ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีฆาตกรโรคจิตต่อต้านสังคมอยู่ในหมู่พวกเราหรอก”

หลินเฉียวตัวสั่น “ฉันเห็นด้วย คงเป็นแบบที่สามนั่นแหล่ะ”

ถังโม่ฟังหลัวเฟิงเฉิงมาตลอด เขาตัดสินใจเดินไปหาหลัวเฟิงเฉิง แล้วส่งยิ้มให้ “คำพูดของคุณฟังดูน่าเชื่อถือ งั้นเรากลับไปที่หัวข้อเก่ากันก่อนดีไหม? เริ่มจากคุณเลย คุณหลัว คุณทำอะไรอยู่ในช่วงสามวันที่ผ่านมา? คุณเป็นนักออกแบบเกมจริงๆ เหรอ? ทำงานอยู่ที่ไหนล่ะ?”

หลัวเฟิงเฉิงเงยหน้ามองเด็กหนุ่มผมดำตรงหน้า

สีหน้าถังโม่ไม่ได้ดุดันอะไร แต่ก็มีร่องรอยของความสงสัยและคำถามอยู่ในตาของเขา

ทั้งสองจ้องกันอยู่นาน

จากนั้นหลัวเฟิงเฉิงก็ล้วงบัตรใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้ถังโม่ “ในสามวันนั้น ผมศึกษาเรื่องหอคอยดำอยู่ ผมเป็นหัวหน้านักวิจัยหอคอยดำประจำเซี่ยงไฮ้ อยู่กลุ่ม A ชื่อหลัวเฟิงเฉิง”

จบบทที่ ตอนที่ 13 ฆาตกรสามแบบ

คัดลอกลิงก์แล้ว