เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 379-380

บทที่ 379-380

บทที่ 379-380


บทที่ 379

เด็กผู้ชายไร้เดียงสาคนหนึ่ง

แม่บ้านลังเลอีกครั้งหนึ่ง ก่อนชี้นิ้วออกไปที่สนามหญ้าหน้าบ้าน แล้วพูดว่า “อยู่ที่เจ้าพุดดิ้งค่ะ...”

ยังไม่ทันที่แม่บ้านจะพูดต่อ หลินอี้ปินก็วิ่งจากไปราวกับสายลมกระโชกแรง อย่างกับหายตัวไปในพริบตา ทิ้งให้เธอยืนนิ่งและตกใจจนตาค้างอยู่อย่างนั้น

ในไม่ช้าก็มีเสียงสุนัขเห่าดังไปทั่วสนามหญ้า

ขณะที่หลินจือฮุ่ยกำลังดื่มชา เธอก็ตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่า

“เกิดอะไรขึ้นกับพุดดิ้งน่ะ? มีขโมยเหรอ?”

พุดดิ้งเป็นสุนัขพันธุ์ซามอยด์แท้ไม่มีลูกผสม ครอบครัวของพวกเขาเลี้ยงดูสุนัขตัวนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งมันเป็นสุนัขที่เชื่อฟังและฉลาดมาก ๆ

แม้แต่ติงอวี้หรงก็วิ่งมาดูสถานการณ์ด้วยเช่นกัน

เมื่อทั้งสองมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเธอก็ตกตะลึงมาก ๆ

ปรากฏว่าหลินอี้ปินกำลังดึงผ้าพันคอบนลำคอของเจ้าพุดดิ้งอย่างดุเดือด ราวกับว่าเขากำลังห้ำหั่นกับสัตว์ดุร้าย

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าพุดดิ้งจะชอบผ้าพันคอผืนนี้มาก จึงไม่เต็มใจให้หลินอี้ปินเอาออก แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้สุนัขตัวนี้เช่นกัน จึงอ้าปากงับปลายผ้าพันคอในทันที

กลายเป็นภาพหนึ่งคนหนึ่งสุนัขกำลังแย่งสิ่งของกัน ซึ่งดูน่าเวทนาไม่น้อย

“คืนให้ฉัน!” หลินอี้ปินขู่เจ้าพุดดิ้งด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย

แต่เจ้าพุดดิ้งไม่ยอมง่าย ๆ ดังนั้นศึกชิงผ้าพันคอยังคงดำเนินต่อไป รวมถึงสภาพดินรอบข้างที่มีแต่รอยเท้าทั้งสองฝ่ายเต็มไปหมด จนโคลนบนพื้นเลอะเทอะไปทั้งตัว

ติงอวี้หรง “...”

หลินจือฮุ่ย “...”

ทันใดนั้นเองหลินจือฮุ่ยรู้สึกอับอายมาก ที่เพิ่งรู้ว่ามีพี่ชายเล่นเป็นเด็กไร้เดียงสาขนาดนี้

ติงอวี้หรง “จะหาเรื่องให้หนักใจไปถึงไหน ทำไมจู่ ๆ พี่ชายของลูกถึงไปแย่งผ้าพันคอเจ้าพุดดิ้งล่ะ? เขา... เขาสับสนเผ่าพันธ์ุรึไงเนี่ย!?”

ไม่นานหลินจือฮุ่ยก็นึกออก ขณะที่ติงอวี้หรงแสดงสีหน้ากลุ้มใจ

หลินจือฮุ่ยจึงเข้าไปกระซิบแม่ของเธอว่า “แม่คะ หนูรู้แล้วล่ะ เหตุผลที่พี่ชายไปกัดกับเจ้าพุดดิ้ง ก็เพราะพี่จิ้งชูเป็นคนถักผ้าพันคอให้พี่ชายค่ะ”

ติงอวี้หรงเข้าใจในทันทีเมื่อได้ยิน ลูกชายคนนี้เดาใจยากจริง ๆ ตอนแรกเกลียดผ้าพันคอผืนนี้จะตาย แต่ตอนนี้อยากจะได้มันคืนจนต้องไปกัดกับสุนัข

คือผลกรรมสินะ

ติงอวี้หรงส่ายหัว และรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาทันที ก่อนตะโกนขึ้นว่า “พุดดิ้ง มานี่ซิลูก!”

เจ้าพุดดิ้งหันไปมองตามเสียงของติงอวี้หรง ขณะนั้นเองหลินอี้ปินก็นึกแผนอะไรขึ้นได้ก่อนเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ

ทันทีที่เจ้าพุดดิ้งอ้าปากเห่า “โฮ่ง โฮ่ง” ตามปกติเมื่อได้ยินติงอวี้หรงขานเรียก หลินอี้ปินก็คว้าผ้าพันคอไว้อย่างรวดเร็ว

หลินอี้ปินทำจังหวะได้ดีมาก ในที่สุดเขาก็ได้ผ้าพันคอกลับคืนมาแล้ว ก่อนฮัมเพลงเบา ๆ เยาะเย้ยเจ้าพุดดิ้ง

เจ้าพุดดิ้งไม่สามารถแย่งกลับมาได้ จึงวิ่งไปหลบหลัง     ติงอวี้หรงด้วยความไม่พอใจ ก่อนส่งสายออดอ้อนให้เธอราวกับต้องการฟ้องว่าหลินอี้ปินทำให้มันต้องเจ็บปาก

ทำตัวเป็นเด็กหวงของกันทั้งคู่เลย! แล้วนี่ฉันจะจัดการยังไงเนี่ย? ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเจออะไรแบบนี้ คนกับสุนัขกัดกันเรื่องผ้าพันคอ!

ถึงอย่างนั้นติงอวี้หรงเป็นคนรักสุนัขมาก ๆ  จึงบอกกับเจ้าพุดดิ้งไปว่า “เดี๋ยวแม่ซื้ออันใหม่ให้นะลูก อย่าไปกัดกับเจ้าลูกชายของแม่ให้เหนื่อยเลย!”

ดูเหมือนเข้าพุดดิ้งจะเข้าใจ ก่อนหันหน้าไปทางหลินอี้ปินแล้วเห่าเสียงดังใส่หนึ่งครั้ง และเชิดหน้ากลับ

หลินอี้ปินไม่สนใจ เพราะเขาได้ผ้าพันคอที่สำคัญผืนนี้กลับคืนมาแล้ว ต่อมาเขารีบตรวจดูว่าผ้าพันคอมีรอยขาดตรงไหนบ้าง

ปรากฏว่าไม่มีรอยขาดใด ๆ แต่เขาเพิ่งสังเกตว่าลวดลายนี้สวยมาก ราวกับถูกปักขึ้นมาอย่างตั้งใจ

เมื่อเขานึกย้อนไปตอนครั้งแรกที่ได้รับมา เขาดันพูดออกไปอย่างหน้าตาเฉยว่าไม่สวยเลย...

ช่างเป็นคำพูดที่โง่เขลาจริง ๆ...

สิ่งที่เขาเสียใจมากกว่านั้นคือเสื้อผ้าหลายสิบชุดที่สวี่จิ้งชูออกแบบให้เขาเป็นการส่วนตัว ไม่เพียงแต่เขาไม่เคยใส่มันเท่านั้น เขาแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแต่ละตัวนั้นมีหน้าตาเป็นยังไง และตอนนี้ เขาไม่สามารถเอากลับคืนมาได้แล้ว ต่อให้ตายเป็นหมื่นครั้งก็คงชดเชยไม่ได้

ต่อมา หลินอี้ปินกลับมาครุ่นคิดอีกครั้งเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้สวี่จิ้งชูยอมยกโทษ

“คุณแม่ น้องสาว ขอตัวก่อนนะ” หลินอี้ปินพูดไม่กี่คำ ก่อนเดินตรงไปที่รถส่วนตัวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

บทที่ 380

ชาตินี้จะไม่รักใครอีก

ติงอวี้หรงถาม “ลูกจะไปไหน?”

หลินอี้ปินหันกลับมาตอบว่า “ผมจะไปเอาลูกสะใภ้ของแม่กลับมาครับ”

ติงอวี้หรงขมวดคิ้วและต้องการถามว่าเขาจะไปตอนนี้จริง ๆ เหรอ แต่หลินจือฮุ่ยเข้ามาแล้วห้ามไว้ว่า

“คุณแม่ ดูสีหน้าพี่ชายสิคะ จริงจังขนาดนั้น คงตั้งใจไปหาสวี่จิ้งชูให้ได้”

นอกจากนี้ ผ้าพันคอผืนนั้นมีสีแดง ซึ่งบ่งบอกได้ว่าคนรับคือคนสำคัญ ใช่ว่าใครจะได้รับของแบบนี้ง่าย ๆ

“งั้นแม่หวังว่าอี้หลินจะตั้งใจจริง ๆ นะ… ไม่อย่างนั้น      จิ้งชูคงไม่ให้โอกาสอีกแล้ว” ติงอวี้หรงบ่นระหว่างเฝ้ามองหลินอี้ปินเดินขึ้นรถ

บ้านพักตากอากาศตระกูลเซียว

ช่วงนี้ฝางเสวี่ยหลานรู้สึกกระสับกระส่ายมาหลายวันแล้ว เพราะเธอกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เฉียวซิวทำนายไว้

เธอพยายามโน้มน้าวตัวเองสุดชีวิตว่าคำทำนายนั้นเชื่อถือไม่ได้ แต่เฉียวซิวทำนายไว้ว่าเซียวเฉินเยวียนจะประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกไม่นานนี้ และเขาจะไม่สามารถหลีกหนีไปได้

เดิมทีเธอรู้เรื่องว่าที่เมือง A ได้เกิดเหตุร้ายกับ                เซียวเฉินเยวียน เพียงแค่ไม่รู้รายละเอียดนอกจากนั้น

ฝางเสวี่ยหลานครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่หลายวัน เมื่อเธอคิดถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหลานชายกับถังซือซือ เธอก็ตัดใจไม่ได้และอยากบอกเรื่องคำทำนายของเฉียวซิว เพราะเธอคิดว่าชีวิตและความตายของหลานชายเพียงคนเดียวกำลังตกอยู่ในอันตราย หัวใจของเธอจึงปั่นป่วนมาสักพักแล้ว

ฝางเสวี่ยหลานไม่สามารถทำใจนั่งนิ่ง ๆ ได้เลย ในที่สุดเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาเซียวเฉินเยวียน

เธอรอสายอยู่ไม่กี่วินาที ปลายสายกดรับสาย

“คุณยายครับ”

เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของหลานชาย ฝางเสวี่ยหลานแสดงรอยยิ้มโล่งอกขึ้นมา แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องการจะพูด เธอก็รู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไป

เพราะไม่ง่ายเลยที่หลานชายจะได้พบหญิงสาวที่รักเขาจริง ๆ และอีกฝ่ายยังสัมผัสใกล้ชิดกับเขาได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอ

หลังจากลังเลอยู่นาน ฝางเสวี่ยหลานตัดสินใจพูดออกไปว่า

“เฉินเยวียน… ยายเพิ่งพบหมอดูเมื่อสองสามวันก่อน…”

คิ้วของเซียวเฉินเยวียนกระตุกในทันทีเมื่อได้ยิน หมอดูเหรอ? นอกจากหมอดูฮวงจุ้ยแล้ว ยายไม่เชื่อหมอดูอย่างอื่นเลยนี่นา?

“หมอดูคนนั้นบอกว่า... เขาได้รับรู้ถึงภาพในอดีตของพ่อและแม่ของหลาน ซึ่งมีจุดจบที่ไม่ดีนัก... แล้วบอกว่าสาเหตุมาจากผู้หญิงที่หลานคบหาล่าสุด เธอไม่น่าเชื่อถือและไม่เหมาะสม ถ้ายังคบกันต่อ หลานจะเดือดร้อน...

ตอนแรกยายก็ไม่เชื่อ แต่แล้ว... เขาก็บอกว่าหลานไปประสบอุบัติเหตุที่ต่างเมืองเมื่อไม่นานมานี้ และเกือบไม่ได้กลับมา... เพราะหลานคบกับคนที่ไม่เหมาะสม... และไม่คู่ควร...”

เมื่อฝางเสวี่ยหลานพูดจบ หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย

แม้ว่าเธอตั้งหน้าตั้งตารอจะอุ้มหลานมานาน แต่น่าเสียดายจริง ๆ ที่เรื่องนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้แล้ว

ตอนนี้เธอคิดว่าหลังจากเซียวเฉินเยวียนได้ยิน คงทำใจได้ยาก...

เซียวเฉินเยวียนพอคาดเดาถึงคำทำนายได้ ขณะตรวจสอบเอกสารบนโต๊ะกับงานในคอมพิวเตอร์ เขาก็ตอบอย่างใจเย็นว่า

“คุณยายครับ ผมเดินทางไปทำธุรกิจเมือง A และประสบอุบัติเหตุก็จริง ถึงอย่างนั้น ผมขอยืนยันว่าหมอดูทำนายผิดนะครับ ผมไม่ได้โชคร้ายเพราะคบหากับซือซือ ตรงกันข้าม ถ้าผมไม่พาเธอไป ผมคงไม่ได้กลับมา...”

เซียวเฉินเยวียนตัดสินใจค่อย ๆ อธิบายเรื่องราวในวันนั้นอย่างละเอียดให้ฝางเสวี่ยหลานรู้ว่าเป็นมายังไง

เขาอธิบายว่าตอนนั้นตัวเองมีอาการแพ้ได้ยังไง สถานการณ์ตอนนั้นมีวิกฤตร้ายแรงแค่ไหน และถังซือซือต้องเสี่ยงอันตรายขนาดไหนที่แอบเข้าไปช่วยเขาด้วยตัวเอง แล้วพาเขาออกไปอย่างปลอดภัย เขาเล่าเรื่องด้วยท่าทีที่สงบมาก แต่คนฟังกลับรู้สึกตกใจอย่างมาก

เป็นครั้งแรกที่เซียวเฉินเยวียนตั้งใจอธิบายบางสิ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“คุณยายครับ ชาตินี้ผมจะไม่รักใครอีกนอกจากเธอ และผมจะไม่แต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นด้วย”

ไม่มีการตอบกลับเป็นเวลานาน

จบบทที่ บทที่ 379-380

คัดลอกลิงก์แล้ว