เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 369-370

บทที่ 369-370

บทที่ 369-370


บทที่ 369

พี่ชาย เยี่ยมมากค่า!

ทันทีที่หลินอี้ปินเดินออกจากประตู เขาพบว่าประตูหลายบานของห้องทางซ้ายและขวาเปิดอยู่ และแต่ละห้องก็มีคนโผล่หัวออกมาดูด้วยความสงสัย

แม้แต่ดาราสาวหลายคนที่พักอยู่บนชั้นอื่น ๆ ก็ต่างวิ่งขึ้นมาที่ชั้นห้าเช่นกัน โดยซ่อนตัวอยู่ในห้องของดาราคนอื่น ๆ แล้วคอยดูสถานการณ์อย่างเงียบ ๆ

ดาราสาวคนหนึ่งที่แอบฟังอย่างใจจดใจจ่อก็พูดขึ้นมาว่า “ผู้หญิงคนนั้นคบผู้ชายสองคนแล้วถูกจับได้”

น่าตื่นเต้นจริง ๆ

เมื่อเธอเห็นหลินอี้ปินเดินออกมา ทั้งเธอและคนอื่น ๆ ก็ปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาทีบรรยากาศบนทางเดินชั้นห้ากลับสู่สภาวะเงียบกริบในทันที ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงเล็ก ๆ ดังมาจากด้านหลังประตูที่ปิดอยู่ข้าง ๆ ว่า

“ปรากฏว่าซ่งเนี่ยนหยานมีชู้ขณะที่ยังคบหากับแฟนเก่าอยู่ ช่างเข้ากับนิสัยตัวละครของเธอจริง ๆ”

“ทั้งที่ผู้ชายคนนี้ก็ดูรวยและสามารถเลี้ยงดูเธอได้ แต่ก็หาผู้ชายรวย ๆ คนใหม่และแอบคบชู้เนี่ยนะ? เป็นผู้หญิงที่ไร้ยางอายมากเลย”

“ถ้าพูดให้ถูก เฉินซานอะไรนั่นหน้าตาแย่มาก แต่เธอก็คบหากับเขาได้ลง ไม่ธรรมดาจริง ๆ ผู้ชายข้างนอกน่ะ หล่อกว่าเฉินซานตั้งร้อยเท่า แต่ก็ยังถูกทิ้ง โลกนี้มันน่ากลัวจังเลยเนอะ”

“ดูท่าซ่งเนี่ยนหยานคงเป็นผู้หญิงเห็นแก่เงิน หล่ออย่างเดียวมันกินไม่ได้ ว่าไหม? ถ้าเป็นฉัน ฉันเองก็คงเลือกคนหล่อแน่นอน แต่ต้องมีฐานะการเงินที่ใกล้เคียงกับฉันด้วย”

“ผู้หญิงที่พึ่งพาตนเองส่วนใหญ่ก็คิดแบบนี้แหละ เพราะอย่างนั้นความสัมพันธ์ถึงอยู่กันได้นาน”

หลินอี้ปินยืนฟังจนจบ ไม่นานหน้าตาของเขาก็เปลี่ยนไป เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

เมื่อหันหน้ามาอีกทาง เขาก็เห็นถังซือซือยืนอยู่หน้าประตูห้องของตัวเอง เขาจึงเดินเข้าไปหาเธอ

หลินอี้ปินก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนหยิบกล่องของขวัญที่ห่อมาอย่างสวยงาม ซึ่งของที่บรรจุอยู่ข้างในคือกระเป๋าแบรนด์เนมและเครื่องประดับราคาแพงที่ซ่งเนี่ยนหยานอยากได้ ก่อนยื่นให้ถังซือซือ

“พี่สะใภ้ยินดีจะรับของพวกนี้แทนไหมครับ?” หลินอี้ปินยื่นกล่องของขวัญให้ถังซือซือด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่อ่อนล้า

ตอนนี้กล่องของขวัญได้สูญเสียความหมายไปซะแล้ว ซึ่งเขาไม่ได้สนใจอีกต่อไป จึงคิดว่ามอบให้คนรู้จักก็ยังดี

ถังซือซือก้มหน้าลงแล้วเปิดดู ก่อนพบว่าเป็นกระเป๋า    แบรนด์เนมและเครื่องประดับ เธอยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นว่า

“คุณต้องการสิ่งนี้มากกว่าจะให้ฉันนะ อย่างน้อยถ้าเอาไปขายต่อ ก็ยังได้เงินกลับมาไม่น้อย”

หลินอี้ปินตกตะลึงในทันที เขาลืมไปเลยว่ายังมีวิธีนี้เหลืออยู่

เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แม้ว่านาฬิกาที่เอาคืนจากซ่งเนี่ยนหยานแล้วทุบทิ้งไปแล้ว แต่มันก็เป็นเพียงนาฬิกาที่ไร้เดียงสาเรือนหนึ่ง ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนกลับไปเป็นเงินจำนวนมากได้

เขาเริ่มกลับมาตระหนักอีกครั้ง เพราะต่อไปนี้ พนักงานหลายสิบคนในบริษัทกำลังรอให้เขากลับไปเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งเขาจะมัวมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้ไม่ได้

ตอนนี้ความคิดของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว...

เพียงไม่กี่นาทีความมั่นใจของชายหนุ่มคนนี้ก็กลับมา ในที่สุดเขาก็ตาสว่างเสียที

หลังจากดึงสติกลับมาได้ เขาได้เปิดห้องพักเพิ่มหนึ่งห้องและนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นแล้วโทรหาหลินจือฮุ่ย

ปลายทางรับสายอย่างรวดเร็ว

“พี่ชาย?”

หลินจือฮุ่ยรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่    หลินอี้ปินโทรหาน้องสาวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากบ้าน

“ไงน้องสาว” หลินอี้ปินรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อได้ยินเสียงของหลินจือฮุ่ยที่คุ้นเคย

หลังจากนั้นเขาพูดเบา ๆ ว่า “พี่เลิกกับผู้หญิงคนนั้นแล้วนะ”

หลินจือฮุ่ยได้ยินก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และเงียบไปสักพัก ทำให้หลินอี้ปินสงสัยว่าสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้องรึเปล่า ก่อนที่จะได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจดังขึ้นมาว่า

“เยี่ยมมากค่า!”

บทที่ 370

มีดยาวสี่สิบเมตร

หลินอี้ปินรู้สึกเหมือนแก้วหูจะระเบิด หลังจากได้ยินแล้วก็รีบยืดโทรศัพท์ออกห่างจากหู แต่เสียงของหลินจือฮุ่ยก็ยังคงดังลั่นไปทั่วห้อง

“ในที่สุดพี่ก็ตาสว่างสักที! ฉันเชื่อมาตลอดว่าพี่ชายต้องรู้ตัวในสักวันแน่ คงไม่ยอมถูกหลอกตลอดไปหรอกเนอะ”

เมื่อหลินอี้ปินได้ยินประโยคนี้ เขารู้สึกเขินอายและรู้สึกผิดพร้อมกัน ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวในโลกที่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนดี

หลินจือฮุ่ยยังคงรู้สึกตื่นเต้นอยู่พักใหญ่ ดูเหมือนว่าเธอจะดีใจเอามาก ๆ พอยินดีกับข่าวดีนี้ได้ไม่นาน เธอก็ลดเสียงให้เบาลง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า

“พี่ชาย ฉันขอโทษนะ พอดีตื่นเต้นมากไปหน่อย… ฮิ จากนี้ไปไม่ว่าพี่จะตัดสินใจยังไงต่อ ฉันจะคอยสนับสนุนพี่เอง ฮิฮิ”

หลินอี้ปินยิ้มอย่างขมขื่น ดูเหมือนว่าในช่วงก่อนหน้านี้ น้องสาวของเขาคงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อระงับอารมณ์ของตัวเอง เพราะเธอต้องโกรธมากที่เขาตัดสินใจแบบนั้น ทั้งยังตัดสินใจออกจากบ้านโดยไม่แคร์ใคร เขาจึงรู้ได้ทันทีว่า ตัวเองได้สร้างรอยร้าวให้กับครอบครัวไว้ไม่น้อยเลย

ดังนั้นเขาจึงพยายามสงบอารมณ์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็นว่า

“เธอแอบคบหากับผู้ชายอีกคน สุดท้ายเป็นพี่เองที่มองคนผิด ขอโทษนะที่ทำให้น้องลำบากใจ”

เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง หลังจากนั้นเสียงแหลม ๆ ของหลินจือฮุ่ยดังขึ้นว่า

“ให้ตายสิ! ฉันอยากเอามีดยาวสักสี่สิบเมตรไปสับเธอจริง ๆ! ไร้ยางอายมาก! พี่ชายของฉันออกจะเก่งขนาดนี้ พูดตามตรง พี่ชายไม่สมควรถูกเธอหลอกแต่แรกเลย พระเจ้าใจร้ายเกินไปรึเปล่าเนี่ย?”

ขณะที่ฟังหลินจือฮุ่ยบ่นยาวเหยียดไม่หยุด หลินอี้ปินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นี่แหละคือน้องสาวของเขา ทั้งน่ารักและเข้มแข็ง เขาแทบลืมไปเลยว่าระหว่างที่คบหาผู้หญิงคนนั้นอยู่ เขาเคยทอดทิ้งน้องสาวคนนี้ไป

หลินจือฮุ่ยรู้สึกตื่นเต้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนตระหนักได้ว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำ เธอจึงแสร้งทำเป็นไอ “ค่อกแค่ก” แล้วพูดขึ้นว่า

“พี่ชาย กลับมาเถอะ ตำแหน่งยังว่างอยู่นะ ฉันเหนื่อยมากเลย ฉันยังอยากเป็นผู้บริหารตัวเล็ก ๆ อยู่ ตำแหน่งใหญ่แบบนี้มันเหนื่อยเกินไป”

หลินจือฮุ่ยระบายจากใจจริง เพราะวันนี้เธอเองก็ยุ่งมากเช่นกัน ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่งานและงานถาโถมเข้ามาไม่หยุด

จนถึงตอนนี้ เธอเพิ่งได้กลับบ้านจากการทำงานล่วงเวลาที่บริษัท ทั้งยังไม่มีแรงจะล้างเครื่องสำอาง และหลินอี้ปินก็โทรเข้ามาพอดี

เมื่อเธอหันมองตัวเองในกระจก เธอรู้สึกได้เลยว่าตัวเองดูแก่กว่าวัยตั้งสิบปี ไหนจะสภาพผิวที่แห้ง และสิวที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอรู้สึกอยากตายในทันที

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลินจือฮุ่ยก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูเศร้าหมองลงเล็กน้อย แล้วพูดต่อไปว่า

“พี่ชาย ฉันไม่ได้ไปช้อปปิ้งนานแล้วนะ หนังสักเรื่องก็ไม่ได้ดู ขนาดโซเชียลก็ไม่ได้เข้า แม่ก็เอาแต่คะยั้นคะยอให้ฉันเข้าแอปหาคู่ทุกวัน ฉันลำบากใจจริง ๆ พี่ชาย กลับมารับตำแหน่งเหมือนเดิมเถอะนะ ได้โปรด”

หลินอี้ปินฟังหลินจือฮุ่ยบ่นอยู่พักใหญ่ ยิ่งฟังเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องสาวต้องรับมือกับเรื่องหนักหนาแบบนี้ตามลำพัง เพราะเขารู้ดีว่าหลินจือฮุ่ยไม่ได้เป็นคนที่ทะเยอทะยานอะไร เธอขอแค่มีงานทำและใช้ชีวิตอย่างสบายใจตามหัวใจของตัวเองก็เท่านั้น

สำหรับหลินอี้ปินนั้นตำแหน่งประธานบริษัทไม่ได้หนักขนาดนั้น แต่ไม่ใช่กับหญิงสาวตัวเล็ก ๆ อย่างหลินจือฮุ่ย

แม้ว่าบริษัทอี้หลินกรุ๊ปยังดูปกติและไม่มีปัญหาในช่วงเวลานี้ เขาแต่ก็พอรับรู้สถานการณ์ว่าหลินจือฮุ่ยต้องรับภาระหนักเกินตัวไปมาก

เพียงแต่ตระกูลหลินไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถกลับไปหาได้ง่าย ๆ เพราะตอนนี้หลินอี้ปินไม่รู้ว่าหลินลี่สยงคิดยังไง

เขาจึงถามน้องสาวว่า

“น้องสาว… แล้วพ่อแม่ล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงกันบ้าง?”

หลินจือฮุ่ยแอบเดินไปส่องห้องนอนของพ่อแม่ ก่อนพบว่าไฟในห้องดับลงแล้ว เธอจึงตอบกลับเบา ๆ ไปว่า

“พี่ชาย ฉันก็ไม่เห็นพ่อแม่พูดอะไรนะคะ แต่ถึงยังไงพี่ก็เป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัว และพี่ก็เป็นเสาหลักของฉันด้วย รับรองเลยว่าลึก ๆ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ก็รอพี่กลับมาไม่ต่างกัน”

จบบทที่ บทที่ 369-370

คัดลอกลิงก์แล้ว