- หน้าแรก
- วิถีบรรพบุรุษ ปั้นทายาทสู่ความเป็นหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 470 การสั่งสอนและความผันผวนในตลาดภูเขาดำ
บทที่ 470 การสั่งสอนและความผันผวนในตลาดภูเขาดำ
บทที่ 470 การสั่งสอนและความผันผวนในตลาดภูเขาดำ
บทที่ 470 การสั่งสอนและความผันผวนในตลาดภูเขาดำ
“เทียนเฉิง พวกเราต้องมองการณ์ไกล อย่าได้ทำตัวเหมือนตระกูลอื่น แม้ตอนนี้ตระกูลสวีของเราจะเป็นเพียงตระกูลระดับสร้างรากฐานธรรมดา แต่พ่อเชื่อว่าวันที่เราจะกลายเป็นตระกูลระดับจินตานคงอยู่อีกไม่ไกลนัก!
ถึงเวลานั้น วิชาบำเพ็ญเพียรระดับสองที่เราเห็นว่าล้ำค่าในตอนนี้ จะยังถือว่าเป็นวิชาประจำตระกูลได้อีกหรือ?
อีกอย่าง การที่ตระกูลหยางยอมมอบวิชาพิทักษ์ตระกูลให้ ย่อมแสดงถึงความจริงใจของพวกเขา แล้วน้ำใจของตระกูลสวีจะน้อยหน้าไปกว่าตระกูลระดับกลั่นลมปราณได้อย่างไร?
มิหนำซ้ำ เราประกาศว่าจะเปิดหอคัมภีร์ให้พวกเขาใช้หินวิญญาณมูลค่าเท่าเทียมแลกเปลี่ยนวิชาได้ แต่สำหรับพวกเขา เราก็แค่เปิดให้แลกวิชาระดับหนึ่งเท่านั้น ตระกูลระดับกลั่นลมปราณอย่างพวกเขา ไหนเลยจะมีปัญญามาแลกวิชาระดับสองได้
และต่อให้ตระกูลหยางรวบรวมหินวิญญาณมาแลกวิชาระดับสองได้จริงๆ ตระกูลสวีก็ไม่มีอะไรจะเสีย กลับกันเราจะได้หินวิญญาณที่ใช้ซื้อวิชานั้นคืนมาเสียอีก มองในอีกมุมหนึ่ง ก็เท่ากับว่าตระกูลสวีได้วิชาระดับสองมาฟรีๆ มิใช่หรือ!”
สวีเทียนเฉิงฟังบิดาอธิบายจนงุนงงไปหมด ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
ในหัวของเขาตอนนี้หนักอึ้งและสับสนไปหมด
‘ท่านพ่อพูดเหมือนจะมีเหตุผล แต่ทำไมมันถึงต่างกับที่ข้าคิดไว้ลิบลับเลยล่ะ? ตกลงมันคือยังไงกันแน่? หรือข้าจะไม่เหมาะกับการเป็นประมุขตระกูล? ไม่ๆ ขืนคิดมากกว่านี้หัวข้าคงระเบิดแน่!’
สวีเทียนเฉิงนวดขมับ ตัดสินใจเลิกคิดเรื่องซับซ้อนพวกนี้ แล้วตอบรับด้วยความเคารพ “คำสอนของท่านพ่อถูกต้องยิ่งนัก เทียนเฉิงจะรีบไปจัดการตามนั้นขอรับ”
สวีฉางเซิงพยักหน้าด้วยความพอใจ “นอกจากตระกูลหยางแล้ว ตระกูลอันก็ให้ได้รับสิทธิ์เช่นเดียวกัน พวกเขาสามารถใช้หินวิญญาณมาแลกวิชาและคาถาจากหอคัมภีร์ของตระกูลสวีได้ ในขณะเดียวกัน เทียนเฉิง เจ้าก็ใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายโฆษณาออกไป พ่อเชื่อว่าตระกูลระดับกลั่นลมปราณอื่นๆ ที่เป็นบริวารของเราจะต้องทุ่มเททำงานให้หนักขึ้นแน่นอน”
“เทียนเฉิงเข้าใจแล้วขอรับ!” สวีเทียนเฉิงรับคำ
“อืม งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อน!” ว่าแล้วสวีฉางเซิงก็เตรียมตัวจะเดินจากไป
“ท่านพ่อ ช้าก่อน! ยังมีอีกเรื่องหนึ่งขอรับ!” สวีเทียนเฉิงรีบร้องเรียกสวีฉางเซิงไว้ สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นมา
“หือ? ยังมีเรื่องอะไรอีก?” สวีฉางเซิงหันกลับมาถาม
สวีเทียนเฉิงลดเสียงลงต่ำ “ท่านพ่อ ช่วงนี้ตลาดภูเขาดำดูผิดปกติไปขอรับ ยอดขายของหอหลิงรุ่ยสาขาที่นั่นลดลงอย่างต่อเนื่องมาสามเดือนแล้ว และในเดือนล่าสุดนี้ ยอดขายตกลงฮวบฮาบถึงห้าส่วนเลยทีเดียว”
“เป็นเช่นนั้นรึ? รู้สาเหตุหรือไม่?” แววตาของสวีฉางเซิงฉายแววคมกริบขณะเอ่ยถาม
สวีเทียนเฉิงส่ายหน้า “ยังไม่แน่ชัดขอรับ แต่จากข้อมูลที่รวบรวมมา ข้าคาดว่าผู้บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อาจไม่ใช่คนในตลาดภูเขาดำ แต่มาจากภายนอก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีฉางเซิงก็ขมวดคิ้ว “หรือจะเป็นตระกูลหลินหรือตระกูลซูจากเมืองไป่กั๋ว... หรือตระกูลระดับสร้างรากฐานอื่นที่คิดจะเล่นงานเรา...”
“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่! จากที่สืบทราบมา ดูเหมือนว่าเป้าหมายคือตลาดภูเขาดำทั้งตลาด ไม่ได้เจาะจงเล่นงานแค่ตระกูลสวีของเราเพียงตระกูลเดียว” สวีเทียนเฉิงแสดงความเห็น
สวีฉางเซิงขมวดคิ้วแน่น นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะตึกตึก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ สวีฉางเซิงก็กล่าวช้าๆ “เทียนเฉิง เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล แม้ตลาดภูเขาดำจะตั้งอยู่ในที่ห่างไกล แต่ก็เป็นตลาดที่มีชีพจรวิญญาณระดับสอง แถมยังมีตระกูลอู๋หนุนหลัง ขุมกำลังที่กล้าลงมือกับตลาดทั้งตลาด ย่อมต้องมีที่มาที่ไม่ธรรมดาแน่”
สวีเทียนเฉิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านพ่อกล่าวได้ถูกต้อง ข้าได้สั่งให้คนแอบสืบข่าวแล้ว แต่ยังไม่พบเบาะแสที่แน่ชัด”
สวีฉางเซิงนิ่งคิดแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ให้เรียกตัวคนสำคัญของตระกูลเรากลับมาจากตลาดภูเขาดำ เหลือไว้เพียงไม่กี่คนคอยดูแลหอหลิงรุ่ยก็พอ พร้อมทั้งแจ้งตระกูลอู๋ด้วยว่า ตระกูลสวีจะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การค้า จึงขอลดขนาดกิจการในตลาดภูเขาดำลงชั่วคราว”
สวีเทียนเฉิงลังเล “ท่านพ่อ หากทำเช่นนั้น รากฐานที่เราอุตส่าห์สร้างมาอย่างยากลำบากที่ตลาดภูเขาดำ...”
สวีฉางเซิงโบกมือขัด “เทียนเฉิง จำไว้ว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร การรักษาขุมกำลังสำคัญที่สุด หากมีศัตรูที่แข็งแกร่งจ้องเล่นงานตลาดภูเขาดำจริงๆ การที่เราบุ่มบ่ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะนำภัยมาสู่ตัว การถอนตัวชั่วคราวเพื่อดูสถานการณ์คือทางเลือกที่ดีที่สุด”
“ขอรับท่านพ่อ” สวีเทียนเฉิงตอบรับอย่างนอบน้อม “ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
สวีฉางเซิงเสริม “อีกเรื่อง ส่งคนไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลอื่นๆ ในเมืองไป่กั๋วด้วย โดยเฉพาะตระกูลหลินกับตระกูลซู หากพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ตลาดภูเขาดำ จะต้องมีพิรุธให้เห็นแน่”
“รับทราบขอรับ!” สวีเทียนเฉิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
สวีฉางเซิงมองแผ่นหลังของบุตรชายที่เดินจากไป แววตาฉายแววกังวลวูบหนึ่ง
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันที่ตลาดภูเขาดำ ทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคามลางๆ
“ดูท่าข้าต้องเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองเสียแล้ว... ‘วิชาหล่อกายากระดูกเหล็ก’ นี้มาได้จังหวะพอดีเชียว!” สวีฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังห้องเขียนยันต์
ในยามนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับความแข็งแกร่ง ตราบใดที่เขามีพลังการฝึกตนสูงส่งพอ แผนการชั่วร้ายใดๆ ก็เป็นเพียงเมฆหมอกที่พัดผ่าน
ภายในห้องเขียนยันต์ สวีฉางเซิงหยิบหยกบันทึก ‘วิชาหล่อกายากระดูกเหล็ก’ ออกมาศึกษาอย่างละเอียด
วิชากายาแกร่งนี้แบ่งออกเป็นสามระดับ ทุกระดับที่ฝึกสำเร็จจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพได้อย่างมหาศาล
การฝึกฝนต้องอาศัยการแช่น้ำยาสมุนไพรควบคู่ไปกับการเดินลมปราณ เพื่อค่อยๆ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เส้นเอ็น กระดูก และผิวหนัง
“ในที่สุดข้าก็จะได้ลองพรสวรรค์ด้านกายาแกร่งที่เพิ่งได้มาใหม่เสียที...” แววตาของสวีฉางเซิงฉายแววคาดหวัง
แม้ ‘วิชาหล่อกายากระดูกเหล็ก’ นี้จะเป็นเพียงวิชาระดับหนึ่ง และต่อให้ฝึกจนถึงขั้นสูงสุดก็จะได้เพียงกายาแกร่งระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ช่วยเสริมพลังโจมตีมากนัก แต่มันกลับช่วยเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายและพลังป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม
ก่อนหน้านี้ เถี่ยกู่ก็สามารถเอาชนะเนี่ยเหวินเชี่ยนได้ด้วยพลังป้องกันอันแข็งแกร่งของกายาแกร่งระดับสอง แถมยังเหลือเรี่ยวแรงอีกเหลือเฟือหลังจากการปะทะกันอย่างเต็มกำลัง
เมื่อคิดได้ดังนั้น สวีฉางเซิงก็ทำตามวิธีในตำรา นำสมุนไพรวิญญาณหลายชนิดออกมาจากแหวนมิติและคลังสมบัติของตระกูล เพื่อเตรียมผสมน้ำยาสมุนไพรสำหรับแช่ตัวหนึ่งถัง
สวีฉางเซิงเปลื้องเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วก้าวลงไปในถังน้ำยา ทันใดนั้นความรู้สึกเจ็บแสบก็แล่นพล่านไปทั่วผิวหนัง ราวกับมีเข็มเล่มเล็กๆ นับไม่ถ้วนทิ่มแทง
“ซี๊ด—”
เขาเผลอสูดปากด้วยความเจ็บปวด แต่ในฐานะผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและเริ่มโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาหล่อกายากระดูกเหล็ก
ด้วยจังหวะการหายใจที่เป็นเอกลักษณ์ ฤทธิ์ยาค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย สวีฉางเซิงรู้สึกได้ชัดเจนว่าเส้นใยกล้ามเนื้อกำลังฉีกขาดและประกอบสร้างใหม่ กระดูกส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะเบาๆ
สองชั่วยามผ่านไป น้ำยาสมุนไพรในถังก็เปลี่ยนเป็นสีใส ฤทธิ์ยาทั้งหมดถูกดูดซับจนเกลี้ยง
สวีฉางเซิงลุกขึ้นจากถังน้ำด้วยความประหลาดใจ พบว่าผิวหนังของตนเปล่งประกายแวววาวดุจโลหะจางๆ เมื่อลองกำหมัดแน่น ก็สัมผัสได้ถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“สมเป็นวิชากายาแกร่ง เห็นผลทันตาจริงๆ!” เขาขยับแขนขาด้วยความปีติ
“ด้วยความเร็วระดับนี้ ไม่ถึงหนึ่งเดือนข้าก็น่าจะฝึกสำเร็จระดับแรกได้”
หลังจากเช็ดตัวจนแห้ง สวีฉางเซิงก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน แล้วเริ่มลงมือเขียนยันต์ประจำวัน
ด้วยผลพวงจากการฝึกวิชากายาแกร่ง สวีฉางเซิงรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง อัตราความสำเร็จในการเขียนยันต์ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นับจากนั้น สวีฉางเซิงก็เริ่มใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน ช่วงกลางวันเขียนยันต์ ช่วงกลางคืนฝึกกายาแกร่ง
ส่วนกิจกรรมยามค่ำคืนอันหฤหรรษ์ที่เคยมี บรรพชนสวีได้ประกาศยกเลิกชั่วคราว ด้วยลางสังหรณ์ถึงภัยอันตรายบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
อย่างไรเสีย ในยามวิกฤตเช่นนี้ สวีฉางเซิงย่อมต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง