เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 สีของเปลวเพลิง

บทที่ 62 สีของเปลวเพลิง

บทที่ 62 สีของเปลวเพลิง


บทที่ 62 สีของเปลวเพลิง

เสียง "ตูม" ดังสนั่น หมัดของเหรินเจี๋ยกระแทกเข้ากับม่านพลังงานอย่างแรง แต่กลับไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นปรากฏขึ้นมา

"บัดซบเอ๊ย!"

นั่วเหยียนถอนหายใจ:

"ไม่มีประโยชน์หรอก อย่าทุบเลย ม่านพลังงานนี้ขนาดระดับหกขอบเขตเบิกนำยังพังเข้าไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เอามาใช้ควบคุมการขยายตัวของภัยพิบัติปีศาจหรอก..."

สุดท้ายก็ยังช้าไปก้าวหนึ่งจนได้

"แต่ไม่ต้องห่วง ดูจากสถานการณ์ทางนี้ยังถือว่าปลอดภัยอยู่ ปีศาจยังไม่..."

พูดยังไม่ทันจบ สีหน้าของนั่วเหยียนพลันแข็งทื่อ เห็นเพียงที่มุมถนน ฝูงยักษ์กินคนพากันเดินเตร่เข้ามา และข้างหน้าก็คือที่หลบภัยปีศาจภูเขาชิงถิง

ระดับของเจ้ายักษ์กินคนพวกนั้นไม่ได้สูงมาก อย่างต่ำก็ระดับสองระดับสาม

ทว่าพวกมันมีจำนวนมหาศาล แขนขายาวเก้งก้าง ไม่มีผิวหนัง ทั่วทั้งตัวปกคลุมด้วยกล้ามเนื้อสีแดงฉาน กระดูกโผล่พ้นออกมา

ส่วนหัวดูเหมือนจะงอยปากนก ฟันคมกริบ ลิ้นยาวเหยียด เดินสี่เท้าเหมือนลิงกัง ดวงตาสีเลือดแดงก่ำ

ยักษ์กินคนพวกนี้พละกำลังมหาศาล พลังฟื้นฟูแข็งแกร่ง รับมือยากมาก ตอนนี้ในปากของยักษ์กินคนบางตัวยังเคี้ยวซากศพมนุษย์ที่เหลืออยู่ เลือดสาดกระเซ็น

และที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้นคือ ถ้ามีแค่ปีศาจก็ยังพอว่า

บนหัวของยักษ์กินคนตัวที่กำยำที่สุด กลับมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่

เขาหุ่นผอมสูง สวมกางเกงดำเชิ้ตขาว แถมยังผูกเน็กไท สีหน้าดูวิปริตสุดขีด ในมือถือแขนที่ขาดอยู่ข้างหนึ่ง เคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย

"คึๆๆ~ ทางนี้คนเยอะดีแฮะ? มาที่นี่ไม่ผิดหวังจริงๆ ได้กินจนหนำใจเลย แค่คิดน้ำลายก็ไหลแล้ว เนื้อเด็กสาวเนี่ยแหละนุ่มที่สุดแล้ว~"

"พี่ซาซา พี่คงไม่ขวางผมใช่ไหม? ใช่ไหม?"

หวังเฟิงตื่นเต้นพลางหันไปมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังฝูงปีศาจ

หญิงสาวคนนี้สวมเสื้อโค้ทสีกากี ใบหน้าซีดเผือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง เส้นผมสีดำยาวสลวยยืดออกมาจนยาวเหยียด กลายเป็นเส้นผมรยางค์ที่ดูเหมือนขาแมงมุม ค้ำร่างทั้งร่างของเธอขึ้นมา เดินแทนขาทั้งสองข้าง

และบนเส้นผมของเธอยังพันธนาการคนไว้อีกยี่สิบกว่าคน คนเหล่านั้นแขนขาหัก ถูกปิดปาก ได้แต่ส่งเสียงร้องครางด้วยความหวาดกลัว

ฮว่านซาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง:

"ตามใจนาย แต่อย่าเล่นจนเกินขอบเขตนัก อย่าลืมภารกิจที่พวกเรามาในครั้งนี้"

"เขต 69 จับมาเกือบครบแล้ว น่าเสียดาย... ยังไม่ใช่สักคน หวังว่าทางนี้จะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง..."

"รางวัลของท่านจอมมาร ต้องเป็นของฉันเท่านั้น!"

วินาทีนี้ ในดวงตาของฮว่านซาเต็มไปด้วยความเย็นชาและความบ้าคลั่ง...

นั่วเหยียนขมวดคิ้วแน่น:

"งานเข้าของจริงแล้ว ไอ้ผู้ทำสัญญาปีศาจชายคนนั้นยังไม่เท่าไหร่ อยู่แค่ระดับสามขอบเขตพละกำลัง แต่ยัยผู้หญิงคนนั้นระดับถึงห้าขอบเขตกายา มือฉมังเลยล่ะ"

"ชิ~ ไอ้กล่องไม้ขีดไฟเฮงซวยนี่ แม่งจะมากางทำบ้าอะไรในเวลาวิกฤตแบบนี้?"

ในตอนนี้ เหรินเจี๋ยที่อยู่นอกกล่องไม้ขีดไฟแทบคลั่ง:

"ปีศาจมาแล้ว เข้าไปสิ รีบเข้าไปข้างในเร็วเข้า!"

แต่ต่อให้เขาจะร้อนรนแค่ไหน เขาก็ไม่อาจก้าวข้ามกำแพงที่กั้นขวางนี้ได้อยู่ดี...

เว่ยผิงเซิงเห็นยักษ์กินคนพวกนั้นแล้วก็ทำหน้าเซ็งสุดขีด ประชาชนในเขตที่พักอาศัยยังอพยพไม่เสร็จสิ้น เห็นเพียงเขาหันหลังกลับไปตะโกนลั่น:

"ที่หลบภัยปีศาจ ปิดประตูซะ ทุกคน! ห้ามเปิดประตูจนกว่าฟ้าจะสาง!"

"คนที่เหลือที่ยังไม่ทันได้เข้าไป ให้หาที่กำบังซ่อนตัวใกล้ที่สุด รอรับการช่วยเหลือ!"

พูดจบ เขาก็ฉีกปูนปลาสเตอร์ที่แขนทิ้ง ฉีดยาคลั่งกายาเข้าสู่ร่างกายอย่างแรง สีหน้ากลายเป็นแดงก่ำ คว้าขวานดับเพลิงและโล่กันระเบิดพุ่งแยกออกจากฝูงชน ตรงดิ่งไปยังทิศทางที่พวกปีศาจมุ่งมา

เหรินเจี๋ยตาแดงก่ำ:

"ลุงเว่ย! ลุงจะไปไหนน่ะ? ลุงเว่ย! อย่าไปนะ!"

เขาตบม่านพลังงานเสียงดังลั่น หวังให้เว่ยผิงเซิงได้ยิน แต่ลุงเว่ยไม่ได้หันมองมาทางเหรินเจี๋ยเลย

ส่วนหวังเฟิงก็เป่านกหวีดทีหนึ่ง ฝูงยักษ์กินคนจำนวนมากเริ่มพุ่งเข้าใส่ฝูงชน

เขายืนอยู่บนหัวยักษ์กินคน กางแขนออก แววตาบ้าคลั่ง

"นี่~ ที่นี่มีคนชื่อเหรินเจี๋ยไหม? ข้อมูลบอกว่าบ้านเขาอยู่ที่นี่ใช่ไหม?"

"แกจะเดินออกมาเอง? หรือจะให้ฉันไปลากตัวออกมา? คึๆๆ~"

"เอาแบบนี้ ถ้าพวกแกส่งตัวไอ้คนชื่อเหรินเจี๋ยนั่นมา ฉันจะเมตตาให้เด็กน้อยของฉันกินพวกแกแค่ครึ่งเดียวเป็นไง?"

"เหรินเจี๋ย! แกอยู่ที่ไหน? เหรินเจี๋ย~"

หัวใจของนั่วเหยียนดิ่งวูบ เหรินเจี๋ยอยู่ในรายชื่อของพวกมันจริงๆ

ฝูงชนที่ยังไม่ได้อพยพต่างพากันตกใจจนเสียสติ ทันใดนั้นมีคนชี้ไปยังเหรินเจี๋ยที่อยู่หลังกำแพง:

"เขา! เขานั่นแหละคือเหรินเจี๋ย! อย่ากินพวกเราเลย ไม่เกี่ยวกับพวกเรานะ ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะ!"

เมื่อมีคนหนึ่งเริ่มชี้ตัว จากนั้นก็มีคนอีกนับไม่ถ้วนแห่กันมาชี้ตัวเหรินเจี๋ย ภายใต้วิกฤตความเป็นความตาย การเห็นแก่ตัวรักษาชีวิตตัวเองถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์

เหรินเจี๋ยไม่โทษพวกเขา แต่ยอมรับออกมาอย่างผ่าเผย:

"พวกเขาพูดถูก ฉันนี่แหละชื่อเหรินเจี๋ย!"

"หยุดมือเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปกับพวกแกเอง!"

สายตาของหวังเฟิงและฮว่านซารวมไปที่ตัวเหรินเจี๋ย พอเห็นเขาถูกกั้นอยู่หลังกำแพง ทั้งคู่ก็ขมวดคิ้ว

จากนั้นมุมปากของหวังเฟิงก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม:

"ดีมาก ดีเหลือเกิน งั้นก็กินพวกแกแค่ครึ่งเดียวตามสัญญาแล้วกัน คึๆๆ~"

"เด็กน้อยทั้งหลาย~ เริ่มมื้ออาหารได้!"

เหรินเจี๋ย: !!!

"ฉันก็อยู่ที่นี่แล้ว แกยังจำเป็นต้องทำแบบนี้อีกเหรอ?"

หวังเฟิงจ้องมองเหรินเจี๋ยด้วยสายตาบ้าคลั่ง:

"ทำไมจะไม่ล่ะ? คนอย่างหวังเฟิงทำอะไรไม่เคยต้องการเหตุผล อยากทำอะไรก็ทำ!"

"คนอ่อนแอ... ไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับฉัน! ไป~ กินพวกมันซะ!"

เหรินเจี๋ยกัดฟันกรอด หมัดเหล็กกำแน่นจนแทบจะแหลกละเอียด เขาไม่เคยโหยหาพละกำลังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

ฝูงยักษ์กินคนพุ่งเข้าใส่ฝูงชนอย่างบ้าคลั่ง ประชาชนที่ยังอพยพไม่ทันต่างแตกฮือวิ่งหนีตายเหมือนนกตื่นตูม

และในตอนนั้นเอง เงาร่างสีส้มแดงสายหนึ่งก็ก้าวออกมาจากฝูงชน ราวกับดาวตกที่พุ่งย้อนศร ตรงดิ่งเข้าหาฝูงปีศาจด้วยย่างก้าวที่เด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาคือเว่ยผิงเซิง!

ร่างของเขายืนตระหง่านอยู่ระหว่างกลุ่มประชาชนและฝูงปีศาจ

เบื้องหน้าคือเหล่าปีศาจที่ห้อมล้อม เบื้องหลังคือแสงไฟจากบ้านเรือนราษฎร

สีส้มแดงสายนั้น ดูเหมือนจะแบ่งโลกออกเป็นสองซีก

เขาถือโล่กันระเบิด ตั้งท่าตั้งรับฝูงยักษ์กินคนทึ่พุ่งเข้ามา มือหนึ่งกำขวานดับเพลิงไว้แน่น

ดวงตาของเหรินเจี๋ยเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ!

"ลุงเว่ย! ไปสิ! ลุงหนีไปเร็ว! อย่าโง่น่า! ลุงกันมันไม่อยู่หรอก ลุงจะตายเอานะ!"

"ลุงพร่ำสอนพวกเราเสมอไม่ใช่เหรอ ว่าเรื่องอะไรก็ช่างให้เอาชีวิตตัวเองเป็นสำคัญ คนที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ ก็ปกป้องคนอื่นไม่ได้! ขอแค่เจอปีศาจ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหนีไม่ใช่เหรอ?"

"แล้วทำไมลุงถึงต้องเสนอหน้าออกมาตอนนี้ด้วยล่ะ?"

"สิ่งที่ลุงสอนผมมากับปาก ลุงลืมไปหมดแล้วเหรอ?"

เห็นเพียงเว่ยผิงเซิงยิ้มออกมาอย่างโดดเดี่ยว แล้วพูดเรียบๆ ว่า:

"ไอ้คำขวัญน่ะ~ ฟังเอาไว้ประดับหูก็พอ..."

"ก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึง ต้องมีใครสักคนจุดไฟขึ้นมา เพื่อส่องสว่างความมืดมิดบ้าง..."

"สีของเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ซือเหยา... มันคือสีของเปลวเพลิงยังไงล่ะ..."

เขาหนีไปไม่ได้ ประชาชนยังอพยพไม่เสร็จ ประตูเหล็กกันระเบิดของที่หลบภัยปีศาจยังไม่ปิดลง...

ต้องมีใครสักคนยืนหยัดต้านไว้ แม้จะถ่วงเวลาได้เพียงไม่กี่อึดใจ แม้ว่าตัวเองอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่

แต่... แล้วมันยังไงล่ะ?

เมื่อก่อน เว่ยผิงเซิงไม่เคยเข้าใจเพื่อนร่วมงานที่เสียสละเหล่านั้น ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ แต่ทำไมถึงยังดันทุรังทำเรื่องโง่ๆ ยอมแลกชีวิตตัวเองไปแบบนั้น

ทุกครั้ง เว่ยผิงเซิงจะตาแดงก่ำด่ากราดว่าคนพวกนั้นมันโง่เง่า...

แต่ตอนนี้ เว่ยผิงเซิงเข้าใจแล้ว บางครั้ง ทั้งที่คุณอยากจะเดินหนีไปใจจะขาด แต่หัวใจกลับบงการให้คุณต้องก้าวออกไป

บัดนี้ เขาก็กลายเป็นคนโง่ในสายตาตัวเองเข้าจนได้...

ทว่าในวินาทีนี้ เว่ยผิงเซิงกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว เลือดที่ร้อนระอุซึ่งห่างหายไปนานในอก พลันเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง

“เข้ามาเลย! เจ้าพวกลูกปีศาจบัดซบ! พุ่งมาหาปู่แกนี่มา!”

จบบทที่ บทที่ 62 สีของเปลวเพลิง

คัดลอกลิงก์แล้ว