- หน้าแรก
- อย่าเรียกฉันว่าปีศาจ
- บทที่ 53 นายเกลียดปีศาจไหม?
บทที่ 53 นายเกลียดปีศาจไหม?
บทที่ 53 นายเกลียดปีศาจไหม?
บทที่ 53 นายเกลียดปีศาจไหม?
แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ เหรินเจี๋ยก็ยิ่งไม่สบายใจ
เขาถามออกไปตรงๆ:
“ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ครับ? ฆ่าผมแล้วเอาตราประทับปีศาจออกมาไม่ไหวกว่าเหรอ?”
เสิ่นฉือมุมปากกระตุก: “พวกเราเป็นองค์กรของรัฐนะ จะมาทำเรื่องฆ่าไก่เอาไข่ได้ยังไง ของของนายก็คือของนาย”
“พวกเราจะไม่บังคับให้นายทำอะไร และจะไม่สอดรู้สอดเห็นความลับของนาย หรือจำกัดอิสรภาพของนาย อีกอย่าง ใช่ว่าใครจะแบกรับตราประทับปีศาจได้ซะเมื่อไหร่...”
“อย่างน้อยตอนนี้ดูเหมือนสภาพจิตใจของนายจะยัง...อือ ยังมั่นคงดีอยู่ ไม่ถูกกระทบมากนัก”
พอมองดูเหรินเจี๋ยที่ใส่แค่กางเกงในสีชมพู เสิ่นฉือก็เกือบจะหลุดคำว่า "ปกติ" ออกมาไม่ได้จริงๆ
เสิ่นฉือยักไหล่: “ฉันเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องในโลกนี้มันถูกกำหนดไว้แล้ว ถือซะว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งแล้วกัน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะเข้ากับมันไม่ได้ดีเท่านายก็ได้~”
“อีกอย่าง... บทเรียนที่ผ่านมามันก็มากพอแล้ว...”
“เป็นไง? ตกลงไหม?”
ในแววตาของเหรินเจี๋ยยังคงมีความลังเลอยู่บ้าง
เสิ่นฉือยิ้ม: “จริงๆ แล้วนายไม่มีทางเลือกหรอก นายยังอ่อนแอเกินไป ถ้าไม่มีที่พึ่ง เรื่องตราประทับปีศาจยังไงก็ต้องแดงเข้าสักวัน ในฐานะ 'บุตรปีศาจ' โอกาสที่นายจะเติบโตขึ้นมาได้เองมันริบหรี่มาก หรือแทบไม่มีเลย...”
“แน่นอน... นายจะเลือกไปอยู่ฝ่ายอื่นก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยในชีวิตของนายได้หรอกนะ...”
“หน่วยปราบปีศาจ! หรือแม้แต่ประเทศต้าเซี่ย สามารถเป็นเกราะคุ้มกันให้นายได้!”
เหรินเจี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ: “คุณบอกว่านี่คือการลงทุน แล้วผม... ต้องจ่ายอะไรเป็นการตอบแทนครับ?”
เสิ่นฉือพูดเรียบๆ: “ไม่ต้องจ่ายอะไรทั้งนั้น การปกป้องพลเมืองต้าเซี่ยคือหน้าที่ของหน่วยปราบปีศาจอยู่แล้ว!”
“ฉันขอถามคุณแค่คำถามเดียว นายเกลียดปีศาจไหม?”
“ฉันต้องการคำตอบที่มาจากใจจริงของนาย!”
เหรินเจี๋ยชะงักไป ก่อนจะตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานาน
ในหัวของเขามีแต่เศษเสี้ยวของความทรงจำที่วาบผ่านไปมา
เดิมทีเขาควรจะมีครอบครัวสี่คนที่อบอุ่น แต่กลับถูกภัยพิบัติปีศาจทำลายย่อยยับ เหรินเจี๋ยในวัยแปดขวบสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ใบหน้าของพ่อแม่ รวมถึงน้องชายในความทรงจำเริ่มเลือนลางจนจำแทบไม่ได้
ถ้าไม่มีเหวปีศาจห้วงมิติ เหยาเหยาก็คงไม่ต้องเป็นโรครอยปีศาจ ชีวิตก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
ภัยพิบัติปีศาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเหรินเจี๋ยครั้งแล้วครั้งเล่า โชคชะตาเล่นตลกกับเขาเหมือนตัวตลกตัวหนึ่ง ปั่นหัวเขาเล่นตามใจชอบ โดยไม่เคยสนใจเสียงร้องไห้ คำอธิษฐาน หรือการอ้อนวอนของเขาเลย...
ถ้าไม่มีภัยพิบัติปีศาจ ถ้าไม่มีปีศาจ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปไหมนะ?
ในวินาทีนี้ ดวงตาของเหรินเจี๋ยเย็นเยียบลงถึงขีดสุด เขากำหมัดแน่นเงียบๆ...
“ผม...”
เสิ่นฉือยิ้มออกมาอย่างมีความสุข:
“ไม่ต้องตอบแล้ว ฉันได้คำตอบจากตัวนายแล้ว”
“ฉันแค่ต้องการให้นายเป็นคนของต้าเซี่ย ยืนอยู่ฝั่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็พอ ถ้าวันหนึ่งนายปีนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ สิ่งที่ควรทำ นายก็จะทำมันเอง”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเสิ่นฉือก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม:
“แน่นอน... ถ้าวันหนึ่งนายทรยศต่อต้าเซี่ย ทรยศต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ เมื่อนั้นต้าเซี่ยจะระดมกำลังทั้งเผ่าพันธุ์เพื่อเป็นศัตรูกับนาย และจะกำจัดนายให้สิ้นซาก ไม่ตายไม่เลิกรา!”
ในวินาทีนี้ เสิ่นฉือดูไม่เหมือนหัวหน้าหน่วยที่ดูสุภาพเรียบร้อยอีกต่อไป แต่เหมือนคมดาบที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า!
เหรินเจี๋ยกลอกตา:
(??~???) “สมองผมไม่ได้มีปัญหานะครับ ที่จะหาเรื่องทรยศเผ่าพันธุ์มนุษย์เล่นๆ ไม่งั้นชื่อผมจะมีความหมายว่ายอดคนไปเพื่ออะไร?”
“เงื่อนไขของคุณผมยอมรับ แต่ผมต้องเห็นหญ้าวิญญาณโคมไฟก่อนนะ!”
เสิ่นฉือพูดไม่ออก ไอ้เด็กนี่มันเขี้ยวลากดินจริงๆ แฮะ?
“เออๆ ได้ๆ ไม่เบี้ยวหรอกน่า แต่เพื่อความปลอดภัย ใส่ตะปูพรางกายไว้ก่อน จำไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามถอดเด็ดขาด!”
เรื่องที่มีประโยชน์กับตัวเองแบบนี้ เหรินเจี๋ยย่อมไม่ปฏิเสธ เขาใส่ตะปูพรางกายไว้ที่ติ่งหูซ้ายทันที ถือโอกาสเจาะหูไปในตัว
“ยังมีอีกคำถาม คนที่หลอมรวมกับตราประทับปีศาจ จะถูกเรียกว่า 'บุตรปีศาจ' ใช่ไหมครับ? แสดงว่า... ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว และตราประทับปีศาจก็ไม่ได้มีแค่ชิ้นเดียวสินะ?”
“แล้วใครมีของพรรค์นี้อีกบ้างครับ?”
เสิ่นฉือไม่ได้ปิดบัง เรื่องพวกนี้ยังไงเหรินเจี๋ยก็ต้องรู้อยู่ดี
“เกี่ยวกับตราประทับปีศาจ ต้าเซี่ยเองก็รู้ไม่มากนัก ปัจจุบันที่ยืนยันได้ รวมของนายด้วย มีทั้งหมดสามชิ้น”
“ชิ้นหนึ่งอยู่ที่หัวหน้าองค์กรทาโรต์ ฉายา 'เดอะ ฟูล' เป็นเจ้าแห่งอาณาเขตปีศาจตั่งเทียน อีกชิ้นอยู่ที่ราชันย์อสูรมายาแห่งเผ่าอสูร ที่ยึดครองดวงจันทร์และครอบครองแสงจันทร์ทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว”
“และบุตรปีศาจคนที่สามที่เรารู้จักก็คือนาย ส่วนจะมีบุตรปีศาจคนอื่นที่ซ่อนตัวอยู่ หรือมีตราประทับปีศาจชิ้นอื่นอีกไหม ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...”
“อ้อ จริงสิ ระหว่างบุตรปีศาจด้วยกัน ดูเหมือนจะสามารถกลืนกินตราประทับปีศาจของอีกฝ่ายได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้น... ดูแลตัวเองด้วยล่ะ...”
เหรินเจี๋ยแทบจะอ้วกออกมา บัดซบ!
บุตรปีศาจอีกสองคนนั่นมันตัวประหลาดระดับไหนกันวะเนี่ย คนหนึ่งเป็นเจ้าแห่งปีศาจ อีกคนเป็นราชาอสูร แล้วมาดูเขาสิ เป็นแค่เด็กหนุ่มที่แสนจะสดใสและร่าเริงเนี่ยนะ?
ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ไอ้ปีศาจมายานั่นไม่ถล่มดวงจันทร์ลงมาทับผมตายเหรอครับ?
ตอนนี้ขอคืนของทันไหมเนี่ย?
“แล้วไอ้ตราประทับปีศาจนี่มันมีที่มายังไงครับ? ทำไมถึงมีของแบบนี้อยู่ได้?”
เสิ่นฉือยักไหล่: “ใครจะไปรู้~ เรื่องนี้พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน และไม่มีช่องทางจะรู้ได้เลย ความลับที่ซ่อนอยู่ในนี้ นายต้องไปหาคำตอบเอาเองนะ~”
“แน่นอน ถ้านายอยากจะเล่าอะไรให้ฉันฟัง หรือให้ข้อมูลอะไรบ้าง ฉันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ”
เหรินเจี๋ยถือกล่อง ลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป:
“ลาก่อนครับ~”
ให้ข้อมูลบ้านแกสิ เหรินเจี๋ยไม่อยากให้ใครรู้จุดอ่อนของตัวเองหรอก
เสิ่นฉือรีบเรียกไว้:
“อย่าเพิ่งรีบไปสิ! ต่อไปเราก็พวกเดียวกันแล้ว เพื่อรับประกันความปลอดภัยของนาย ฉันจัดทีมที่สามมาฝึกพิเศษให้นายโดยเฉพาะเลยนะ~”
เหรินเจี๋ยอึ้ง: (*?口?) !! “หะ? มีฝึกด้วยเหรอ?”
อุตส่าห์ได้หยุดงานทั้งที
เสิ่นฉือยิ้ม: “แน่นอน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าเจออันตรายจริงๆ การมีประสบการณ์และทักษะติดตัวไว้บ้าง ก็ถือเป็นต้นทุนในการรักษาชีวิตนะ”
“นี่ทำเพื่อตัวนายเองนะ นายคงไม่ปฏิเสธใช่ไหม?”
เหรินเจี๋ยหน้าดำปี๋: (???益?? ?) “ไปก็ได้ครับ!”
เสิ่นฉือทำหน้าจริงจัง: “นอกจากนี้ เรื่องที่เราคุยกันในวันนี้ ให้จบลงที่นี่ ห้ามรั่วไหลออกไปเด็ดขาด ไม่งั้นนายเดือดร้อนแน่...”
เหรินเจี๋ยไม่หันกลับมามอง: “วางใจเถอะ! ผมรักชีวิตจะตาย~”
พอเดินออกจากประตู ก็เห็นเยี่ยเยว่ส่งยิ้มที่ดูใจดีมาให้:
“ไปกันเถอะ~ ฉันเตรียมหลักสูตรฝึกพิเศษที่เต็มไปด้วยความจริงใจไว้ให้นายแล้ว~ รับรองว่านายจะได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะ...”
พอมองรอยยิ้มของเยี่ยเยว่ ไม่รู้ทำไม เหรินเจี๋ยถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ...
อาจจะเป็นเพราะใส่แค่กางเกงในตัวเดียวมั้ง?
“พี่สาวเยี่ยเยว่ครับ? ที่นี่มีข้าวเที่ยงเลี้ยงไหม?”
“เรียกพี่สาวเยี่ยเยว่อะไรกัน? เรียกอาจารย์เยี่ยสิ!”
เหรินเจี๋ย: (?_? ) …
ในห้องทำงาน หลังจากส่งเหรินเจี๋ยไปแล้ว เสิ่นฉือก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เขารู้สึกโชคดีที่บุตรปีศาจคนที่สามเกิดมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่อย่างนั้นล่ะก็...
ทางเดินปูไว้ให้แล้ว ทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ส่วนเขาจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน งั้นขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้วล่ะ...
ที่หน้าห้องฝึกพิเศษ เหรินเจี๋ยเงยหน้ามองป้ายห้องฝึกแล้วมุมปากกระตุก
ห้องนี้มีชื่อว่า "ห้องลองดีมีตาย"
ที่ข้างประตูยังมีคำกลอนคู่ติดไว้อีกด้วย!
[ฝึกจนกว่าจะปางตาย]
[รักษาทุกอาการไม่พอใจ]
เหรินเจี๋ย: (??????????? ?)? “ขอถามหน่อยครับ... ตอนนี้กลับบ้านยังทันไหม?”
ดูเหมือนผมจะตกหลุมพรางเข้าให้แล้วแฮะ?