เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 - วิชาตีเหล็ก! ศาสตราวุธเทพ! (ฟรี)

บทที่ 130 - วิชาตีเหล็ก! ศาสตราวุธเทพ! (ฟรี)

บทที่ 130 - วิชาตีเหล็ก! ศาสตราวุธเทพ! (ฟรี)


บทที่ 130 - วิชาตีเหล็ก! ศาสตราวุธเทพ!

แผนที่ถูกกางออก แม้จะไม่ได้ระบุจุดตั้งค่ายทหารอย่างชัดเจน แต่ก็พอมองเห็นแม่น้ำที่อยู่ทางทิศเหนือ และห่างออกไปราวซาวลี้มีแม่น้ำอุยสุ่ยไหลผ่าน

กุยแกชี้ไปที่เส้นทางสำคัญสองสายทางทิศตะวันออกและตกของเมืองอ้วนเซีย แล้วกล่าวว่า "การวางกำลังของเมืองอ้วนเซีย จะเน้นการยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทิศตะวันตกเฉียงใต้เชื่อมต่อเส้นทางลำเลียงเสบียง น่าจะมีทหารประจำการสามพันนาย"

"ทิศเหนือติดแม่น้ำ จำต้องชิงความได้เปรียบหน้าเมือง จึงน่าจะพิจารณาวางกำลังดักซุ่มริมสองฝั่งแม่น้ำอุยสุ่ย ดังนั้นที่นี่ต้องมีค่ายทหารแน่นอน ไม่ต่ำกว่าสามพันนาย ทหารที่นี่สามารถสกัดกั้นทัพใหญ่ข้าศึกได้ แน่นอนว่าอาจจะเป็นจุดที่ถูกสั่งให้ยอมจำนนและเปลี่ยนเวรยามเป็นจุดแรก ดังนั้นระยะเวลาในการก่อการจะสั้นที่สุด ไม่เกินแปดชั่วยาม การปลดอาวุธหรือขับไล่ทหารที่ยอมจำนนจะไม่เกินสามวัน"

"ดังนั้น คาดว่าพวกเขาจะเลือกยอมจำนนในช่วงบ่าย ต้อนรับทัพของท่านเข้าเมือง จัดงานเลี้ยงสุราต้อนรับ ให้ทุกท่านได้พูดคุยกันอย่างเปิดอก ระหว่างนั้นก็คอยปรนนิบัติเอาใจ พูดจาหวานหู ไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย"

"เหวินหยวน (เตียวเลี้ยว) จะต้านทานอย่างไร!?"

เตียวเลี้ยวตอบอย่างเป็นธรรมชาติว่า "นายท่านมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดปานนั้น ไฉนจะไม่มีการป้องกัน..."

"ผิดแล้ว ผิดแล้ว" ซีจีไฉวางจอกเหล้าลงทันที ยิ้มพลางกล่าวกับเตียวเลี้ยวว่า "นายท่านระแวดระวังทั้งหน้าทัพและหลังทัพ หรือแม้แต่ในราชสำนัก แต่เขาจะไม่ระวังตัวในวงเหล้า"

"เพราะเหตุใดหรือ ก็เพราะเขาเป็นคนเจ้าสำราญมีนิสัยเป็นวีรบุรุษ เมื่ออารมณ์พาไปย่อมปล่อยเนื้อปล่อยตัว ถึงตอนนั้นเมื่อมีการยอมจำนน ทหารเมืองอ้วนเซียก็วางอาวุธ มีงานเลี้ยงต้อนรับ บวกกับสถานการณ์ก่อนหน้าและการวิเคราะห์ภายหลัง ย่อมทำให้เขาลำพองใจและเชื่อสนิทใจ"

จางหานพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง เขาจำได้ว่าในศึกที่กุยแกเสียชีวิต กองทัพไปถึงเมืองลิวเซียแล้วกุยแกก็ล้มป่วยตาย การออกศึกครั้งนั้น เปรียบเสมือนอะไรนะ...

น่าจะเป็น ความโรแมนติกของลูกผู้ชายกระมัง

กุยแกวางแผน โจโฉเชื่อฟัง ให้เตียวเลี้ยวเป็นแม่ทัพใหญ่ ในฤดูหนาวปีนั้นบทจะไปก็ไป บุกไปสยบเหลียวตง

กุยแกที่ป่วยหนักยังคงติดตามกองทัพไป สุดท้ายฝากผลงาน "แผนสั่งเสียสยบเหลียวตง" ไว้เป็นตำนาน วางรากฐานให้โจโฉรวบรวมภาคเหนือ

ชายผู้เปี่ยมอารมณ์สุนทรีย์สามคน กับการเดินทัพไกลในฤดูหนาวอันแสนโรแมนติก ทิ้งชีวิตไว้เบื้องหลัง สร้างชื่อเสียงไว้ในโลกหล้า แม่ทัพใหญ่ที่โจโฉใช้คือขุนพลที่ยอมจำนน กุนซือที่ใช้คือคนที่ฝ่ายเหอเป่ยตราหน้าว่าเป็นคนเนรคุณ

เมื่อนับดูแล้ว นี่มิใช่มิตรภาพความเป็นความตายที่เทียบเท่าคำสาบานในสวนท้อหรอกหรือ?

เวลานี้ เตียวเลี้ยวเถียงไม่ออก ได้แต่ดื่มเหล้าแล้วครุ่นคิดอย่างละเอียด พึมพำว่า "คนมีแผนรับมือคนไร้แผน หากนายท่านเปิดอกรับการยอมจำนนอย่างจริงใจ ยังจะโดนคนคิดร้ายเช่นนี้อีกหรือ?"

"หากเป็นคนทั่วไป เจอวีรบุรุษผู้มีพระคุณและเดชานุภาพเช่นนายท่าน ต่อให้ไม่ถึงกับยอมพลีชีพถวายหัว ก็ควรจะเทใจติดตาม..."

ซีจีไฉและจางหานหัวเราะออกมาพร้อมกัน

"ก็บอกแล้วว่ากาเซี่ยงไร้ใจไร้อารมณ์"

"เงื่อนไขแรกคือกาเซี่ยงไม่มีคุณธรรม"

ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน คำพูดตีกันจนวุ่นวาย สร้างโจทย์ยากให้เตียวเลี้ยว

ในสถานการณ์เช่นนี้ จะแก้เกมอย่างไร

เขามองดูค่ายทหารไม่กี่แห่งบนแผนที่ ค่ายที่ใกล้แม่น้ำอุยสุ่ยสามารถสกัดกั้นทัพใหญ่ได้ ส่วนทหารคนสนิทที่เข้าเมืองมีเพียงแปดร้อยนาย

ในงานเลี้ยง ย่อมอยู่ห่างจากม้าศึกพอสมควร และก่อนหน้านั้น เพื่อแสดงความใจกว้างในการรับจำนน ย่อมไม่มีเงื่อนไขอะไรมากนัก

เพราะนายท่านต้องการใช้ความห้าวหาญสยบเมืองอ้วนเซีย จึงจะสยบใจเตียวซิ่วได้

เตียวเลี้ยวคิดอยู่นาน สุดท้ายก็เลิกคิดเรื่องเจรจาสงบศึก ข้ามไปคิดเรื่องตอนที่ติดอยู่ในเมืองอ้วนเซีย ว่าจะตัดสินใจอย่างไรจึงจะหนีรอดออกมาได้

เขาขบคิดอยู่นาน แล้วชี้ไปที่ประตูทิศตะวันออก กล่าวว่า "ค่ายทิศเหนือสกัดกั้น ค่ายทิศตะวันออกเฉียงใต้เฝ้าเส้นทางเสบียง"

"ก่อนเข้าเมือง อ้างเหตุผลไปตรวจเส้นทางเสบียง ส่งฮันโฮและลิเตียนสองนายพลถือตราคำสั่งของเตียวซิ่ว ไปแจ้งเปลี่ยนเวรยาม สกัดกั้นทหารส่งข่าวทางนี้ไว้"

"ตีฝ่าออกจากประตูทิศตะวันออก อ้อมไปแม่น้ำอุยสุ่ยตอนล่าง แล้วใช้ทหารมาสมทบข้ามแม่น้ำ"

"ดี เส้นทางไม่เลว มีเพียงเส้นทางนี้ แม่น้ำอุยสุ่ยไหลจากตะวันตกไปตะวันออก ต้องไปหาทางลงที่ปลายน้ำจึงจะไปได้ แต่จะออกจากเมืองได้อย่างไร"

"ข้าระดมทหารคนสนิท ล้อมเมืองอ้วนเซียในยามวิกาล จุดไฟเผาที่ทำการ ขวางกั้นตรอกซอย ตัดขาดม้าศึกของพวกท่าน เดินเท้าไม่มีทางไปถึงแน่" กุยแกโยนคำถามมาอีกข้อ

เมืองอ้วนเซียมีราษฎรไม่มาก อย่างมากก็มีแต่พวกที่ยอมจำนน ผู้ลี้ภัย และทาส เตียวซิ่วไม่มีทางสนใจชีวิตคนพวกนี้

ใช้ไฟเผาเมือง ด้านนอกก็ปิดกั้นเส้นทาง บีบให้ออกมาแล้วกระหนาบตีสองด้าน จะคุ้มกันนายท่านตีฝ่าประตูเมืองออกไปได้อย่างไร คือปัญหาใหญ่ที่สุด

"ในเมืองอ้วนเซีย จะมีทหารสักกี่คน?" เตียวเลี้ยวขมวดคิ้วมองเตียวซิ่ว (ในจินตนาการ) "อย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งถึงสองพันคน"

"พูดได้ดี" กุยแกหัวเราะอย่างสบายใจ "พึงรู้ว่าหากตั้งใจจะวางแผน สามารถให้ทหารคนสนิทปลอมตัวเป็นชาวบ้าน ซ่อนอาวุธไว้ในบ้านเรือนไม่ใช่ในคลังแสง หยิบฉวยได้ตลอดเวลา เป็นอย่างไร?"

เตียวเลี้ยวฟังจบ เหงื่อกาฬก็ไหลพลั่ก เช่นนี้แล้ว เข้าเมืองอ้วนเซียไปก็ยากจะออกมาได้แล้ว

ชั่วขณะนั้น เหล่าขุนพลรอบนอกต่างส่งเสียงเชียร์โห่ร้อง เสียงดังจนเตียวเลี้ยวหน้าบึ้ง สุดท้ายก็กล่าวว่า "ทหารกล้าของข้าหนึ่งคนสู้ได้สิบคน แย่งม้าคุ้มกันนายท่านหนีไปก็ได้"

"หากทำสำเร็จ ก็ถือว่าพ่ายแพ้หนีทัพ" ซีจีไฉถอนหายใจ สุดท้ายก็ให้คำตัดสิน

เวลานี้ เทียหยกที่ฟุบอยู่บนโต๊ะไม่รู้ลุกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อครู่เขาเฝ้าสังเกตการณ์ ลูบเคราครุ่นคิด บัดนี้จึงกล่าวว่า "กุญแจสำคัญอยู่ที่ขวัญกำลังใจของทหารในเมือง"

สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เขา นายกองสายตรงของเตียวเลี้ยวหลายคนส่งสายตาดีใจ ท่านอาจารย์จ้งเต๋อ (เทียหยก) จะลงสนามแล้ว!

เทียหยกใช้ผ้าผูกรวบผมที่กระเซิง มัดไว้กลางศีรษะ เผยให้เห็นหน้าผากที่มีรอยย่นลึก แต่สายตาไม่ละจากแผนที่

"ก่อนยอมจำนน ต้องมีการสู้รบ นี่คือเบี้ยต่อรองที่เตียวซิ่วใช้โก่งราคา"

"หน้าแม่น้ำอุยสุ่ยมีค่ายทหารสองสามแห่ง น่าจะมีทหารรวมหมื่นกว่านาย สร้างป้อมหน้าเมือง ค่ายพักแรม เพื่อช่วยเหลือกันต้านข้าศึก"

กุยแกพยักหน้า "ถูกต้อง"

นี่เป็นเรื่องปกติ สามารถใช้กำลังพลของค่ายต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งคุ้มกันเส้นทางเดินทัพ ให้เสบียงส่งถึงแนวหน้าได้

เทียหยกยิ้มกล่าวว่า "การเดินทัพช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ฝนตกชุก เมื่อไปถึงแม่น้ำอุยสุ่ย ให้ทุ่มกำลังบุกยึดต้นน้ำอุยสุ่ยก่อน ครองชัยภูมิ จากนั้นกักเก็บน้ำที่ต้นน้ำรอฝนตกหลายวัน หากเจ้ามองออก ก็จะถอยทัพเข้าเมืองเอง หากมองไม่ออก เมื่อเกิดการรบใหญ่ ก็แสร้งแพ้ถอยทัพ รอให้ทหารของเจ้าไล่ตามมา แล้วพังเขื่อนปล่อยน้ำลงมาทำลาย ทัพข้าตีโต้กลับไป ก็จะเอาชนะได้ราบคาบ"

"หากทหารเมืองอ้วนเซียถอยกลับเข้าเมือง ตั้งรับไม่ออกรบ ก็ควรขุดคลองชักน้ำอุยสุ่ยเข้าท่วมเมือง น้ำท่วมทหารทั้งเมืองอ้วนเซีย"

ซีจีไฉและกุยแกตกอยู่ในความเงียบ

หากใช้วิธีนี้ เท่ากับว่าพอไปถึงแม่น้ำอุยสุ่ยก็ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องยอมจำนนหรือเกลี้ยกล่อม ผลแพ้ชนะที่แท้จริงอยู่ที่ศึกแรกในการชิงคันกั้นน้ำต้นน้ำ

เทียหยก ตั้งใจจะไม่ให้โอกาสกาเซี่ยงได้เสนอการเจรจาสงบศึก

แต่ทว่า วิธีนี้โหดเหี้ยมอำมหิต ทำลายเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือนทั้งเมือง ราษฎรนับหมื่นต้องไร้ที่อยู่อาศัย

ช่างโหดร้ายยิ่งนัก

หลายคนรู้สึกว่าน่าจะสลับบทบาทกัน ให้เทียหยกไปอยู่ฝั่งกาเซี่ยง รู้สึกว่าพวกเขามีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน

"นี่คือการคาดการณ์ว่าเตียวซิ่วต้องแสร้งยอมจำนนแน่ๆ แต่เขาอาจจะไม่ทำเช่นนั้นก็ได้!"

กุยแกขมวดคิ้ว เริ่มพาล "แค่เกมถกพิชัยสงครามบนหน้ากระดาษ จะเอามาเป็นแผนการทหารไม่ได้ ต้องรู้ว่าเวลาเดินทัพทำศึก ภูมิประเทศ สภาพอากาศ ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา"

"อีกอย่าง แผนขุดคันกั้นน้ำปล่อยน้ำท่วมเมือง สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล อาจจะไม่สำเร็จ แถมยังทำลายฟ้าดิน หากชนะก็ทำให้เมืองอ้วนเซียกลายเป็นซากปรักหักพัง"

"กุนซือกุยแกหมดปัญญาแล้ว" มีคนโห่ฮาขึ้นมาทันที กุยแกแค่นเสียงเย็นกวาดตามองพวกเขา กล่าวอย่างหยิ่งทระนงว่า "เรื่องกลยุทธ์ จะบอกว่าหมดปัญญาได้อย่างไร?"

"นี่คือจิตใจมีเมตตาธรรม คิดแผนชั่วช้าต่ำทรามแบบนั้นไม่ออกต่างหาก! หากจะโต้กลับก็ได้ ซุ่มกำลังไว้ที่ต้นน้ำ รอให้ทัพเจ้ามาแย่งชิง ก็ตีตรงกลางทัพ ตัดขาดต้นน้ำ และทำลายทัพหน้าของเจ้า!"

เทียหยกหัวเราะลั่น ลูบเครากล่าวว่า "งั้นข้าส่งทหารไปตรึงกำลัง บุกแค่ค่ายหน้าเมืองอ้วนเซียทั้งหมด จะทำอย่างไรเล่า?"

"เถียงไม่ได้ มีแค่แผนที่แต่ไม่รู้ภูมิประเทศ ไม่รู้ว่าเตียวซิ่ววางกำลังอย่างไร วางแผนยาก!" กุยแกหันหน้าหนี ไม่คุยกับเทียหยกต่อ

"ฮ่าฮ่าฮ่า" เทียหยกก็ไม่ตามตอแย หัวเราะเสียงดัง บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความครึกครื้น

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ยังมีคนถกเถียงเรื่องสถานการณ์เมืองอ้วนเซียกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่จางหานกลับลูบคางพึมพำว่า "แค่แผนที่ มันรู้สึกขาดอะไรไปจริงๆ บางทีเราอาจจะทำกระบะทรายจำลองภูมิประเทศขึ้นมาได้"

"รอข้ากลับจากเมืองอ้วนเซีย จะไปทำกระบะทราย..."

กุยแกได้ยินก็สนใจ ตบมือกล่าวว่า "ดี ในเมื่อโป๋ฉางพูดเช่นนี้ รอข้ากลับจากเมืองอ้วนเซีย จะไปเสนอให้ตั้ง 'สำนักข่าวกรอง' (เสี้ยวซื่อฝู่)! ถึงเวลาแล้ว!"

เตียนอุยก็ตบหน้าผากกล่าวว่า "รออั๊วกลับจากเมืองอ้วนเซีย ต้องเอาผลงานไปแลกเงินมาใช้! อั๊วจะจนกรอบอยู่แล้ว!"

เตียนอุยน่าสงสารจริงๆ อุตส่าห์เก็บเงินซื้อบ้าน แล้วขายได้กำไรมาเท่าตัว สุดท้ายก็เอาเงินไปซื้อเหล้า

แล้วเหล้า ก็เกือบจะโดนพวกนี้กินหมดแล้ว เตียนอุยคนดีศรีสังคมจริงๆ

เตียวเลี้ยวได้ยินคนพูดเยอะขนาดนี้ ก็หัวเราะผสมโรงด้วย "รอข้ากลับจากเมืองอ้วนเซีย จะเปลี่ยนม้าศึกชั้นดีให้ทหารคนสนิท"

โกซุ่น ตังเจียว ซิหลง โจงั่ง ต่างก็ส่งเสียงสนับสนุน ต่างพูดถึงความคาดหวังหลังเปิดศึกตีเมืองอ้วนเซียในฤดูใบไม้ผลิ หากสร้างผลงานได้ ต่างคนต่างมีความคิด

มีเพียงจางหานที่ยืนมองซ้ายมองขวา ในหัวเต็มไปด้วยคำว่า "กลับจากเมืองอ้วนเซีย" ที่พวกเขาเพิ่งพูดไป เขารู้สึกเหมือนโดนคนพวกนี้ปักธงใส่หลังจนพรุน

ข้าก็แค่พูดไปงั้นแหละ โธ่เอ๊ย พวกเจ้าทำอะไรกันเนี่ย...

...

ติดต่อกันห้าวัน ภายใต้การโต้เถียงอย่างมีเหตุผลของจางหานและพวก ในที่สุดโจโฉก็โกรธจนร้องโวยวาย ตัดสินใจนำทัพใหญ่ลงใต้ ยกพลแปดหมื่น พาไปทั้งสามกุนซือ เรียกขุนพลหกนาย

พร้อมทั้งสั่งให้จางหานเป็นนายกองคุมทัพ (สิงจวินซือหม่า) ลำเลียงเสบียงกองทัพ ควบคุมเส้นทางเดินทัพ คุมหน่วยสอดแนม ตรวจตราด่านหน้า กวาดล้างการป้องกันของข้าศึกทั้งต้นน้ำและปลายน้ำอุยสุ่ย

เมื่อแบ่งหน้าที่เสร็จสิ้น รอผ่านปีใหม่ เปิดไถนาฤดูใบไม้ผลิ ก็เตรียมเสบียงเคลื่อนทัพสู่เมืองอ้วนเซีย

จางหานพยายามเสนอขอทหารเพิ่ม แปดหมื่นเขายังคิดว่าไม่ปลอดภัย แม้จะมากกว่าแผนเดิมถึงสามหมื่นแล้ว แต่ก็ยังต้องเพิ่มอีก ยิ่งเยอะยิ่งดี

นอกจากนี้ จางหานหลังเลิกงานทุกวัน ยังมีเวลาเหลือเฟือไปบ้านไช่เยี่ยนเพื่อเรียนรู้ความรู้

จนถึงตอนนี้ ไช่เยี่ยนได้ถ่ายทอดตำราของบิดากว่าร้อยเล่ม สอนจางหานเรื่องประวัติศาสตร์ ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่หายาก

ดังนั้นในวันสิ้นปี ค่า 【วิชาความรู้】 ของจางหานจึงแตะระดับ 【60】 และยังได้รับทักษะใหม่มาโดยบังเอิญ —— 【วิชาตีเหล็ก】

ความรู้พื้นฐานด้านการตีเหล็กจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่สมองของจางหาน เขาได้เรียนรู้เทคนิคการตีเหล็กแล้ว แม้จะเป็นแค่ขั้นเริ่มต้น

ดังนั้น ตั้งแต่หลังปีใหม่จนถึงก่อนฤดูใบไม้ผลิ จางหานจึงเปิดโรงตีเหล็กขึ้นที่เรือนข้างริมถนนใหญ่หน้าบ้าน เพื่อใช้ตีอาวุธ

ถึงขั้นทุ่มเงินมหาศาลซื้อ 'เหล็กทมิฬ' (เหล็กจม) ที่หายากและล้ำค่า มาใช้เทคนิคการตีทบเหล็กเพื่อหลอมและตีขึ้นรูปซ้ำๆ

"นอกจากทวนเงินแล้ว ข้าควรจะสร้างอาวุธคู่มือที่สมฐานะข้าอีกสักชิ้น เช่นนี้จึงจะแสดงถึงบารมีของข้าได้"

จางหานมีเป้าหมายชัดเจน เขาต้องการดาบตรงทรงยาว แล้วใช้อาวุธนี้ฝึกซ้อมกับคนอื่น ก็จะได้ความสำเร็จด้านวิชาดาบ

และการตีทบเหล็ก ก็คือต้นแบบของเหล็กกล้าหลอมร้อยครั้ง ดาบที่ทำด้วยวิธีนี้จะแข็งแกร่ง คมกริบ ไร้ผู้ต่อกร

"แม้จะยังไม่มีสติปัญญาดุจเทพเซียนที่หยั่งรู้ฟ้าดินและยุคสมัย แต่มีของป้องกันตัวไว้ก็ไม่เลว"

เพราะว่า คืนนั้นพวกกุนซือเวรตะไลพวกนั้นปักธงใส่ข้าไปตั้งยี่สิบกว่าดอก!!

จางหานหลังจากเจ็บแค้น ก็ตีเหล็กหามรุ่งหามค่ำ มุ่งมั่นสร้างอาวุธอยู่สิบหกวัน ในที่สุดก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิก็มีผลงานออกมา!

...

แผ่นดินคืนสู่ฤดูใบไม้ผลิ

ด้านซ้ายของลานหน้าจวนชิงถิงโหว มีทางเดินเล็กๆ เชื่อมไปยังเรือนอีกหลัง

เตียนอุยพากุยแก ซีจีไฉ และเพื่อนฝูงเดินเข้าตรอกเล็ก ตอนแรกแคบแค่พอคนเดิน เดินไปสิบก้าวก็เปิดโล่ง

สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่ปะทะหน้า หนึ่งก้านธูปต่อมา พวกเขามายืนอยู่ในลานกว้าง มองหน้ากันพูดไม่ออก...

จางหานถือแท่งเหล็กขนาดใหญ่ ดำเมี่ยมเป็นมันเงา มีลวดลายสลักอยู่

รูปร่างเหมือนเจดีย์เก้าชั้น หนาประมาณท่อนแขน บนนั้นมีลวดลายที่จางหานเรียกว่า "ลายติงยุ่งเหยิง" (ลายดอกตะปู) มีผลช่วยลดแรงสะท้อน ทำให้ตัวอาวุธเหนียวแน่นขึ้น

ทุกคนมองดูผลงานความพยายามสิบหกวันของจางหาน น้ำตาแทบไหล

กุยแกปิดปากพูดว่า "นี่คือ... ของวิเศษที่เจ้าตีขึ้นมาด้วยการทุบเป็นพันครั้งร้อยครั้งเหรอ?"

"นี่มัน... กระบอง... เหรอ?"

เขาถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ตอนนี้กลัวที่สุดคือจางหานจะบอกว่ามันคือกระบี่

กระบี่หนัก

แบบที่ใหญ่เทอะทะแต่ไร้คม ถ้าต้องการรักษาสามัญสำนึกของตัวเองไว้ คงต้องเถียงกับจางหานทั้งวันแน่

เตียนอุยยืนสงสัยอยู่ข้างๆ มองจางหานแล้วพูดว่า "ท่านเจ้าคุณ ท่านคงไม่ได้จะบอกว่านี่คือศาสตราวุธเทพหรอกนะ?"

"นี่แหละศาสตราวุธเทพ!" จางหานเดาะลิ้น "สิ่งนี้เรียกว่า 'เจี่ยน' (กระบองเหลี่ยม)"

"ถ้าไม่อยากเรียกอย่างนั้น จะเรียกว่า 'แส้เหล็ก' ก็ได้"

เตียนอุยผงะไปเล็กน้อย หน้าตาบอกบุญไม่รับ พูดตรงๆ ว่า "นี่มันก้อนเหล็กชัดๆ อั๊วบอกแล้วว่าลื้อตีเหล็กไม่เป็น อย่าแกล้งทำเป็นเป็นเลย อะไรนะ... ตีทบเหล็กหลอมร้อยครั้งจนเป็นวิเศษ ตีจนเป็นก้อนเลยสิ"

"ก้อนบ้าอะไรเล่า!" จางหานกำด้ามแส้เหล็กดำแน่น มุมปากกระตุกยิกๆ "ของสิ่งนี้หนักแปดสิบชั่ง อัดแน่นด้วยเหล็กทมิฬ แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ยาวสามเชียะ (ประมาณ 1 เมตร) เหวี่ยงแรงๆ จะเกิดลมพายุ ไม่มีอะไรที่ทำลายไม่ได้!"

ซีจีไฉถอนหายใจยาว "เฮ้อ โป๋ฉาง ยอมรับว่าตัวเองทำไม่เป็นมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?"

แนะนำแบบนี้ยิ่งฟังเหมือนเอาก้อนเหล็กมาตีรวมกันเป็นแท่งเดียว แล้วเจ้าก็ไปทำเหลี่ยมมุมให้มัน

ถือเจดีย์สี่เหลี่ยมไว้ในมือนี่นะ

จางหานหน้าแดง รู้สึกเหมือนหน้ากำลังพ่นไอน้ำ น้ำเสียงก็เริ่มร้อนรน "พวก พวกเจ้ารอคอยดู ศึกเมืองอ้วนเซียครั้งนี้ ศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ จะต้องสร้างชื่อเสียงก้องโลกแน่!"

"เอาเถอะ ไปทำงานกันเถอะ"

กุยแกประสานมืออย่างขอไปที พวกเขาถูกปลุกแต่เช้าตรู่ ก็ง่วงเป็นธรรมดา

นึกว่าจะได้เห็นพรสวรรค์อันปราดเปรื่องของจางโป๋ฉาง นึกว่าแม้แต่การตีอาวุธก็ยังเชี่ยวชาญ พอมาเห็นตอนนี้ สบายใจละ

พรสวรรค์เนี่ยมันมีขีดจำกัดจริงๆ จิตใจสมดุลขึ้นมาทันที "ไอ้ของพรรค์นี้ ก็เหมือนลายมือพู่กันของเจ้านั่นแหละ"

ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง กุยแกก็วิจารณ์ออกมา

จางหานกลับพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ "พี่เฟิ่งเซี่ยวพูดถูก เหมือนกับลายมือของข้า ไม่ใช่ไม่ดี แต่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครในโลกทำได้"

กุยแก: "..."

ซีจีไฉ: "..."

เตียนอุยทำหน้านิ่ง: "ท่านมีความสุขก็ดีแล้ว"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 130 - วิชาตีเหล็ก! ศาสตราวุธเทพ! (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว