- หน้าแรก
- เกิดใหม่: เปิดเรื่องมาจับได้ว่า ‘ราชินีน้ำแข็ง’ ขโมยของในซูเปอร์มาร์เก็ต
- บทที่ 290-291: ฉันจะถือมันไปถ่ายรูปจบการศึกษา
บทที่ 290-291: ฉันจะถือมันไปถ่ายรูปจบการศึกษา
บทที่ 290-291: ฉันจะถือมันไปถ่ายรูปจบการศึกษา
บทที่ 290: ฉันจะถือมันไปถ่ายรูปจบการศึกษา
ลู่หยวนชิวปลอบใจพี่สาวคนที่สามว่า
“ไม่เป็นไรหรอกพี่สาม ถึงผมได้เรียนที่จูต้าจริง ๆ ผมก็ไม่กลัวหรอก เพราะผมไม่ได้อยู่หอหญิง… คึ ๆ ๆ…”
ได้ยินแบบนั้น ฝั่งสายโทรศัพท์ก็ทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ
ลู่หยวนชิวเลยรีบพูดกลบ
“ล้อเล่น! ล้อเล่นเฉย ๆ…”
พี่สาวคนที่สาม—ลู่โต้วฉิง ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจูต้าด้วยสิทธิ์ของนักเรียนศิลปะ
มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นหนึ่งใน กลุ่ม 985 ที่มีชื่อเสียง
โดยเฉพาะในมณฑลโม่ คะแนนสอบของสายวิทย์ต้องมากกว่า 670 ขึ้นไปถึงจะผ่าน
ถ้าลู่หยวนชิวอยากเข้าเรียนที่นี่
ด้วยคะแนนสอบรวมของสายกีฬา 95 คะแนนก็ยังพอมีลุ้น
แต่เงื่อนไขคือ คะแนนวิชาทั่วไปของการสอบเกาเข่าต้องได้เกิน 620 คะแนน
ซึ่งความจริงแล้ว มหาวิทยาลัยจูต้าก็คือเป้าหมายหลักของลู่หยวนชิว
แค่เขาไม่แน่ใจว่าจะได้ถึง 620 หรือเปล่าเท่านั้นเอง
ลุงสามเริ่มหมดความอดทน
“วาง ๆ ไปเลย พูดอะไรไร้สาระ หอหญิงมีผีเหรอ? อายุจะยี่สิบกันแล้ว ยังเชื่อเรื่องพวกนี้อีก”
ลู่โต้วฉิงในสายทำเสียงงอนใส่พ่อหนึ่งที
แต่กลับ “ออดอ้อน” กับลู่หยวนชิวต่อ
ดูเหมือนว่า เธอจะสนิทกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้มากกว่าพ่อเสียอีก
ลู่หยวนชิวทำได้แค่ปลอบเบา ๆ สองสามคำ
สุดท้ายก็วางสายไป เพราะเขาคง “ไล่ผีผ่านโทรศัพท์” ไม่ได้จริง ๆ
จากนั้นก็ยื่นมือถือคืนให้ลุงสาม
ลุงสามรับโทรศัพท์ไป แล้วเหลือบมองหลานชายก่อนถามว่า
“จะสอบเข้ามหาลัยเดียวกับพี่สาวได้ไหม? ถ้าคะแนนถึงล่ะก็ ที่นั่นลุงรู้จักคนเยอะ เรื่องสาขาวิชา เรื่องลงเรียนในชั้นไหน จัดการได้หมด”
ลู่หยวนชิวกำลังจะตอบ
แต่จู่ ๆ ลุงรองที่นั่งอยู่ก็แทรกขึ้นมาพร้อมหัวเราะว่า
“โอ๊ะ บังเอิญจังแฮะ ฉันก็รู้จักคนนะ
ที่สาขาอาหารของบริษัทฝั่งจูเฉิงเราน่ะ ร่วมมือกับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยจูต้าโดยตรง
เสี่ยวชิว ถ้าเธอได้ไปเรียนที่นั่น ฉันแค่พูดคำเดียว—นักศึกษาจูต้าทั้งมหาลัยไม่มีข้าวกินไปทั้งเดือนแน่!”
“โห! สุดยอดเลย!” ลู่หยวนชิวอุทานอย่างทึ่ง
แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นหรอก
ลุงสามขมวดคิ้วใส่พี่ชายรอง
“ให้เขาไปเรียนดี ๆ ได้ไหม เอาให้ได้วุฒิบัตรกับใบปริญญามาก่อน
อย่าไปสอนให้หลานใช้ชีวิตแบบคุณชายเจ้าสำราญ
บ้านเราตระกูลลู่ไม่เลี้ยงเด็กแบบนั้น”
พูดจบ ลุงสามก็เหลือบมองลุงรอง—ลู่หางโจว
เป็นเชิงเตือนให้ระวังคำพูด
แต่ลู่หางโจวเหมือนจะเมาไวน์เล็กน้อย จึงไม่ได้ยินเลย
ถึงแม้ลุงรองจะเป็นคนพูดตรง
แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าหือกับน้องชายคนที่สาม
ได้แต่เบะปากแล้วไม่พูดอะไรต่อ
ลู่หยวนชิวอาศัยจังหวะนั้น
ค่อย ๆ ย่องออกจากห้องอาหารไป เตรียมตัวไปอาบน้ำ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในแชทของกลุ่มห้องเรียน
มีบางคนเพิ่งถูกปลดแบน
【จงจิ่นเฉิง】: เสื้อห้อง! ผมเลือกเสื้อห้อง! ผมไม่ได้ทักลู่หยวนชิวนะ!
ยังมีใครอยู่ไหมมมม?!
…แต่ตอนนี้ในกลุ่มก็เงียบสนิท ไม่มีใครตอบเขาแล้ว
สองวันต่อมา
วันที่ 10 มิถุนายน
ลู่หยวนชิวใส่ชุดนักเรียนสีฟ้าขาว ปั่นจักรยานอยู่ริมถนน
หลายวันที่ผ่านมานี้ รอยคล้ำใต้ตาเขาหายไปแล้ว
การที่เขาเอาแต่ก้มหน้าตั้งใจเรียนยังทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อบวกกับเส้นผมที่ดำขลับเหมือนหยกดำ พลิ้วไหวไปตามสายลม
ทำให้เขาดูมีออราสดใส สุขุม และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
วัย 18 ปี คือช่วงเวลาที่เปล่งประกายที่สุด
แม้จะไม่ใช่หนุ่มหล่อที่หน้าตาเนี้ยบระดับนายแบบ
แต่ตอนนี้ลู่หยวนชิวก็ถือว่าเข้าขั้น "หล่อใสสไตล์อบอุ่น" ได้เต็มปากเต็มคำแล้ว
“โย่วโฮ่——!”
เด็กหนุ่มตะโกนเสียงดัง ลำตัวโน้มไปข้างหน้า
เหยียบบันไดจักรยานไต่ขึ้นเนินด้วยความสนุกสนาน
เขารู้สึกเป็นอิสระ มีความสุขไปกับช่วงเวลานี้
ในที่สุดก็สามารถพูดอย่างภาคภูมิใจเหมือน “จางอู๋จี๋” พูดกับ “จางซานเฟิง” ได้เสียที:
ลืมมันไปเถอะ ลืมไปให้หมด! ทั้งหมดทั้งมวลเลย!
หัวของเขาไม่ต้องเก็บคำถามเก่า ๆ รูปแบบเดิม ๆ เหมือนตอนอ่านหนังสืออีกแล้ว
ไม่มีอะไรต้องท่อง ไม่มีอะไรต้องจำอีกต่อไป
จักรยานคันนั้นปั่นตรงไปจนถึงทางเข้าซอยกุ้ยฮวา
ตรงทางม้าลาย ฝั่งตรงข้าม
ไป๋ชิงเซี่ยก็ใส่ชุดนักเรียนฟ้าขาวเช่นเดียวกัน
ติดกิ๊บสีชมพูที่หัว ยืนรออยู่แล้ว
ลู่หยวนชิวทำเท่ต่อหน้าเธอ
เบรกแบบหมุนตัวเท่ ๆ แล้วหันหัวจักรยานกลับมา
ไป๋ชิงเซ่ายักไหล่ หัวเราะเบา ๆ พลางยกมือปิดปาก
แต่พอเงยหน้าขึ้นกลับชะงักเล็กน้อย
ใบหน้าเธอเผยสีหน้าประหลาดใจ รอยยิ้มที่มุมปากก็จางลงโดยไม่รู้ตัว
เธอกะพริบตา มองลู่หยวนชิวที่ปรากฏตัวด้วยลุคใหม่เอี่ยม
จากอีกฟากถนนด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง
ทันทีที่ไฟเขียวสว่างขึ้น เธอก็ยิ้มพร้อมกับก้าวเท้าออกไป
แต่แล้วลู่หยวนชิวก็ยืดตัวขึ้น ตะโกนเสียงดัง:
“เฮ้!”
รถคันหนึ่งพุ่งผ่านทางม้าลายมาอย่างรวดเร็ว
ไป๋ชิงเซี่ยตกใจจนรีบชักเท้ากลับ
เธอหายใจแรงด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือด
เธอรู้เลยว่า กำลังจะโดนดุแน่ ๆ
แล้วก็จริง
ลู่หยวนชิวจอดจักรยานอย่างแรงตรงขอบถนน
แล้วเดินข้ามทางม้าลายตรงดิ่งเข้ามา
ไป๋ชิงเซี่ยรีบก้มหน้าลงทันที
แต่เธอกลับไม่ได้ยินเสียงดุด่าดังที่คาดไว้
เมื่อเห็นว่าเขายืนหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ สูดหายใจลึก ๆ อยู่นาน
หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ลู่หยวนชิวยังคงเงียบ
เขาเพียงแค่จับมือเธอไว้
ใช้นิ้วโป้งลูบเบา ๆ ไปบนหลังมือที่เนียนนุ่มของเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน
ผ่านไปสักพัก เขาจึงพูดขึ้น
น้ำเสียงดูสงบแต่แฝงด้วยน้ำหนักบางอย่าง:
“ผ่านมาหนึ่งปีเต็ม…
แม้แต่การสอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุด ฉันก็ยังผ่านมันมาได้
เพราะงั้นเธออย่ามาทำให้ฉันต้องเป็นห่วงในเวลานี้ได้ไหม...”
พูดถึงตรงนี้ เขากลืนน้ำลาย แล้วก็เหมือนจะพูดอะไรต่อไม่ออก
“...เอาเป็นว่า ระวังรถให้มาก ๆ ได้ไหม? ระวังหน่อยนะ”
ลู่หยวนชิวก้มหน้ามองใบหน้าของเธอ
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
สีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่า—
เขายินดีจะทุ่มเททุกอย่าง เพื่อปกป้องใบหน้าของผู้หญิงคนนี้
“หนูจำไว้แล้วค่ะ ครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแน่นอน”
ไป๋ชิงเซี่ยรีบพยักหน้ารับ ดวงตาและคิ้วตกลงเล็กน้อย
เธอเองก็กลัวอยู่เหมือนกัน
ลู่หยวนชิวถอนหายใจ เขาไม่ค่อยอยากปล่อยมือเธอสักเท่าไหร่
บางทีอาจเป็นเพราะเขา “แคร์” มากเกินไป
ถึงได้กลัวเสมอว่าไป๋ชิงเซี่ยจะหายไปจากตรงหน้าของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
เหมือนกับเป็นเพียงความฝันลวง ๆ ที่จู่ ๆ ก็จางหายไป
ราวกับชะตากรรมกำลังเล่นตลกร้ายกับเขาอย่างไรอย่างนั้น
ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ …
แล้วเขาจะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้?
เขาก็ไม่ใช่เทพเซียนที่ไหน
จะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งก็คงเป็นไปไม่ได้
ระหว่างทางปั่นจักรยานไปโรงเรียน
ลู่หยวนชิวที่ปกติจะขี้เล่นเฮฮา กลับดูเงียบขรึมผิดปกติ
จนกระทั่งมาถึงสี่แยกถัดไป เขาก็หันไปสั่งเสียงเข้มกับเด็กสาวว่า:
“กอดแน่น ๆ”
ไป๋ชิงเซี่ยเชื่อฟังเป็นพิเศษในเวลานี้
เธอเบะปากเล็กน้อยก่อนจะรีบทำตามคำสั่ง
เธอแนบตัวเข้ากับแผ่นหลังของลู่หยวนชิว
ใช้สองแขนโอบรัดรอบเอวเขาแน่น
เธอไม่กล้าทำให้เขาโกรธในเวลานี้จริง ๆ
ทั้งสองกอดกันไว้ตลอดทาง
จนกระทั่งใกล้ถึงหน้าโรงเรียน ไป๋ชิงเซี่ยเริ่มรู้สึกเขิน
จึงค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออก
ทั้งสองเดินจากโรงจอดจักรยานไปยังห้องเรียน 28
ตอนนี้นักเรียนในห้องมากันเกินครึ่งแล้ว
ทุกคนในห้องดูเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส เหมือนหมอกควันที่ปกคลุมชีวิตมาตลอดสิบกว่าปีเพิ่งสลายไป
ไม่ว่าใครจะสอบได้หรือไม่ได้ ยังไงคะแนนก็ยังไม่ออก
ในช่วงเวลานี้ พวกเขาจึงกลายเป็น “กลุ่มคนที่ไร้กังวลที่สุดในโลก”
ลู่หยวนชิวผลักแผ่นหลังไป๋ชิงเซี่ยให้ไปทางแถวหลังของห้อง
แล้วกดเธอลงนั่งที่เก้าอี้
จากนั้นก็หันไปมองเจิ้งอี้เฟิง
เห็นว่าโต๊ะของอีกฝ่ายไม่มีอะไรเลย ยกเว้นกระบองเพชรต้นหนึ่งที่ยังวางอยู่เหมือนเดิม
“นายเอากระบองเพชรมาทำไม?”
เจิ้งอี้เฟิงที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
หันหน้ามาตอบว่า:
“ฉันจะถ่ายรูปจบการศึกษากับมัน”
ลู่หยวนชิวเบิกตาขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะจุ๊ปาก:
“น่าสงสารจริง ๆ …”
เขาพูดจบก็มองไปรอบห้อง ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบถามเบา ๆ ว่า:
“นายเคยสืบไหมว่าครูซูเรียนปริญญาโทที่ไหน?”
เจิ้งอี้เฟิงส่ายหัว
“เธอไม่เคยบอกใครเลย ครูประจำชั้นก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีวาสนาเดี๋ยวก็ได้เจอกันเอง”
“แล้วถ้าไม่มีวาสนาเล่า?”
เจิ้งอี้เฟิงได้ยินแบบนั้น ก็ดูเงียบลงเล็กน้อย
แต่หลังจากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น
จ้องมองกระบองเพชรตรงหน้าอีกครั้งด้วยสายตาแน่วแน่
แม้ว่าเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้จะไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ
แต่ลู่หยวนชิวก็อ่านคำตอบออกจากแววตาของเขาได้แล้ว
(จบบทนี้)
บทที่ 291: ลู่หยวนชิว... มาเล่น "ความโรแมนติกครั้งสุดท้าย" กับฉันอีกสักครั้งเถอะ
“ลู่หยวนชิว!”
จงจิ่นเฉิงเพิ่งเดินเข้าห้องเรียนก็รีบพุ่งตรงเข้ามา ตั้งใจจะต่อยเข้าอกลู่หยวนชิวหนึ่งหมัด
แต่ลู่หยวนชิวเบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไว
ก่อนจะหันหน้ากลับมามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีหล่อเหลาแล้วพูดว่า:
“เรียกพ่อทำไมเหรอ?”
จงจิ่นเฉิงมองดูทรงผมใหม่ของลู่หยวนชิวจนตะลึงไปชั่วครู่
แต่พอได้สติก็หันมาทำหน้าขึงขัง กัดฟันพูดว่า:
“นายว่ายังไงล่ะ! วันนี้ฉันไม่ได้เห็นขาแล้ว! นายต้องชดใช้ให้ฉัน!”
ลู่หยวนชิวทำหน้าจริงจัง มองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า:
“โอเค ฉันจะชดใช้ให้”
ว่าแล้วเขาก็ยกขาขึ้นพาดบนโต๊ะของเจิ้งอี้เฟิง
เจิ้งอี้เฟิงรีบเลื่อนกระบองเพชรของตัวเองหลบอย่างระมัดระวัง
แล้วก็ได้เห็นภาพลู่หยวนชิวกำลังเลิกขากางเกงนักเรียนขึ้นอย่างไม่ลังเล
“ในเมื่อไม่มีใครยอมตกนรกแทน ฉันก็ยินดีจะเสียสละเอง
ขอต้อนรับทุกท่านสู่ช่วงโชว์ขาย ‘ขายาวหนึ่งเมตรสิบของฉัน’
แค่ขนขาอาจจะเยอะไปนิด เวลากินระวังจะติดคอนะ…”
ลู่หยวนชิวเหยียดขาออกไปข้างหน้า
ยื่นมือส่งให้จงจิ่นเฉิงเหมือนกำลังเชื้อเชิญอย่างเอื้อเฟื้อ
“ไปให้พ้นนนนน!”
จงจิ่นเฉิงถึงกับสะอิดสะเอียน หันหลังกลับแทบไม่ทัน
รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แค่ได้ยินคำว่า "ฉันจะชดใช้ให้"
เขาก็น่าจะเดาได้แล้วว่า ไอ้หมอนี่ไม่มีวันพูดอะไรดี ๆ ออกมา
แต่สุดท้ายก็ยังพลาด พลั้งเชื่อมันไปอีกจนได้
ลู่หยวนชิวปล่อยขากางเกงลงอย่างอารมณ์ดี
แล้วยิ้มแปลก ๆ ก่อนจะนั่งกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
เขาหันไปมองไป๋ชิงเซี่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เด็กสาวก็เหลือบตามามองเขาอย่างเงียบ ๆ
แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่หยวนชิวกลับหายไปในทันที:
“หึ”
เขาหันหน้าหนี แกล้งทำเป็นโกรธ
ไป๋ชิงเซี่ยเห็นแบบนั้น ก็ก้มตาลงอย่างหงอย ๆ
สักพัก เธอเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของเขาเบา ๆ
“...เมื่อกี้นายก็ยังหัวเราะอยู่นี่นา”
“หัวเราะกับคนอื่นไง มันเกี่ยวอะไรกับที่ฉันโกรธเธอ?” ลู่หยวนชิวเถียง
ไป๋ชิงเซี่ยถอนหายใจเบา ๆ “งั้นก็… ได้ค่ะ”
“ได้ค่ะ”?
ลู่หยวนชิวหันขวับมามองเธอด้วยความไม่เข้าใจ
“ฉันงอนขนาดนี้แล้ว เธอยังไม่คิดจะง้อฉันเลยเหรอ?
ตอนพ่อเธอโกรธ เธอง้อยังไง?”
ไป๋ชิงเซี่ยมองเขาตาโตนิ่ง ๆ
ทั้งสองสบตากันอยู่นานโดยไม่มีใครพูด
ในที่สุดลู่หยวนชิวก็โบกมือ
“ช่างมันเหอะ… เฮ้อ…”
เขาหันหลังกลับไป ทำเสียงเหนื่อยใจ
ข้าง ๆ ก็ตามมาด้วยเสียงขยับตัวเบา ๆ
ไป๋ชิงเซี่ยเอามือขาวเนียนสองข้างวางบนแขนท่อนล่างของลู่หยวนชิว
แล้วเขย่าค่อย ๆ อย่างอ้อนวอน น้ำเสียงอ่อนนุ่ม:
“อย่าโกรธฉันเลยนะ… ได้ไหม…”
ลู่หยวนชิวทำหน้าแข็งค้าง ร่างกายเกร็ง
ยังไม่ยอมหันไปมองเธอ
แต่ที่มุมปากของเขากลับเริ่มยกขึ้นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
อย่าเขย่าเลย อย่าเขย่า… เขย่าอีกนิด ฉันกระดูกจะหลุดหมดแล้ว…
หลิวเวยเดินเข้ามาในห้องเรียนแล้วตะโกนขึ้นว่า:
“ทุกคนมาครบยัง? ถ้าครบแล้วเราไปหอประชุมก่อนนะ
พิธีจบการศึกษาจัดที่นั่น เสร็จแล้วค่อยออกมาถ่ายรูปรวม”
หวังฮ่าวหรานลุกขึ้นจากที่นั่ง
ตะโกนจัดแถวเพื่อน ๆ ให้ออกเดินทางไปหอประชุม
ตรงแถวหลังริมหน้าต่าง
ไป๋ชิงเซี่ยยื่นหน้าออกมามอง
พอเห็นมุมปากลู่หยวนชิวแอบยิ้ม ก็รู้ทันทีว่าเธอง้อสำเร็จแล้ว
ดวงตาเธอเป็นประกาย ระริกยิ้มด้วยความดีใจ
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ลู่หยวนชิวหันหน้ามาอย่างหยิ่ง ๆ
ปรายตามองเธอแล้วพูดว่า:
“ไปกันเถอะ ไปหอประชุม”
ไป๋ชิงเซี่ยพยักหน้าเบา ๆ:
“อืม”
ระหว่างที่เดินไป
หลิวเวยก็ทนไม่ไหว เดินเข้ามาข้าง ๆ ไป๋ชิงเซี่ย
ถามถึงผลการสอบเกาเข่า
เมื่อได้คำตอบในเชิงบวก เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แล้วหันไปถามลู่หยวนชิวที่เดินอยู่ข้าง ๆ ด้วย
ลู่หยวนชิวยกนิ้วโป้งขึ้น:
“สอบออกมาน่ะ อย่างแจ่ม!”
คราวนี้หลิวเวยไม่ทำหน้าดุเหมือนทุกที
เธอยิ้มกว้างจนปิดปากไม่อยู่
จากนั้นก็เดินไปถามเจิ้งอี้เฟิงที่อยู่ใกล้ ๆ:
“สอบเป็นยังไงบ้าง? เกาเข่าโอเคไหม?”
เจิ้งอี้เฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเบา ๆ:
“672 คะแนน วิชาภาษาง่ายมาก ฉันน่าจะได้ร้อยสิบ”
พูดจบ เขาก็ถือกระบองเพชรเดินหน้าต่อไปอย่างใจเย็น
ปล่อยให้หลิวเวยยืนตาค้างอยู่ข้างหลัง
“…นี่… คิดคะแนนเองได้เลยเหรอ? น่ากลัวขนาดนี้เลย?”
ลู่หยวนชิวหัวเราะแห้ง ๆ เดินผ่านเธอไปพลางพูดว่า:
“เจิ้งอี้เฟิงน่ะ แปลกแต่ปกตินะครับ
โจทย์ฟิสิกส์แค่เห็นหน้าก็รู้คำตอบแล้ว…”
หลิวเวยดีใจจนหน้าขึ้นสี
แล้วก็วิ่งไปถามจงจิ่นเฉิงต่อ
เมื่อถามครบเหล่าเด็กหัวกะทิในห้องแล้ว
เธอก็ออกไปยืนที่ขอบกลุ่มนักเรียน
ตบมือเรียกความสนใจแล้วพูดว่า:
“เดี๋ยวอีกสักครู่จะมีช่วงมอบดอกไม้ให้ครูผู้สอนนะ
ไป๋ชิงเซี่ยจะเป็นคนมอบให้ฉัน
ส่วนที่เหลืออีกห้าคน ขอให้ใครอาสาขึ้นมาบ้าง?”
“ผมครับ! ผม! ผมด้วย!”
มีหลายมือยกขึ้นพร้อมกันในฝูงชน
หลิวเวยมอง ๆ ไปสักพัก แล้วพูดแบบตัดสินใจเองเลยว่า:
“โอเค เอาพวกที่เล่นบาสพวกนี้แหละห้าคน”
“เย้~!”
ลู่หยวนชิว จงจิ่นเฉิง และอีกหลายคนร้องดีใจ
ขณะที่เจิ้งอี้เฟิงหน้าตึงเล็กน้อย…
เขาไม่ได้ยกมือเลยแท้ ๆ
…
ภายในหอประชุมใหญ่
หลังจากผู้บริหารโรงเรียนกล่าวสุนทรพจน์จบ
ก็เข้าสู่ช่วงพิธีที่นักเรียนแต่ละห้องขึ้นมอบดอกไม้ให้ครูผู้สอน
ลู่หยวนชิวนั่งอยู่ที่ที่นั่ง
มองดูภาพบนเวที—นักเรียนที่เพิ่งมอบดอกไม้ให้ครู พูดคุยกันไม่กี่ประโยค
จากนั้นก็กอดกันร้องไห้ เขารู้สึกสะเทือนใจขึ้นมานิดหน่อย
เขาอาจจะร้องไห้ไม่ออก
แต่เขาก็รู้สึกเศร้าอยู่ดี
ช่วงเวลาแห่งการจากลา มีใครกันที่รู้สึกมีความสุขจริง ๆ บ้างล่ะ…
ตัวเขาในชาติก่อน ไม่เคยร่วมกิจกรรมอะไรพวกนี้เลย
ตอนนี้พอคิดย้อนกลับไป… ก็เหมือนใช้ชีวิตสูญเปล่า
ในตอนนั้นเอง หลิวเวยก็เดินมาทางแถวหลัง
เธอก้มหน้าบอกเบา ๆ:
“ไปกันเถอะ ใกล้ถึงคิวห้องเราแล้ว”
ลู่หยวนชิว ไป๋ชิงเซี่ย และอีก 4 คน รีบก้มตัวเดินออกจากแถวที่นั่ง
พวกเขารับดอกไม้จากสมาชิกสภานักเรียนที่รอแจกอยู่ข้างเวที
ขณะที่สาวแว่นจากสภานักเรียนส่งช่อดอกไม้ให้ลู่หยวนชิว
เธอก็มองหน้าเขาอยู่นานทีเดียว
ก่อนจะพูดด้วยแววตาอาลัยว่า:
“พี่ลู่… สุขสันต์วันจบการศึกษา ขอให้อนาคตของพี่สดใสนะคะ”
ลู่หยวนชิวพยักหน้า:
“ขอบคุณครับ”
ไป๋ชิงเซี่ยแอบเหลือบมองมาทางนี้เงียบ ๆ
ไม่นาน อาจารย์ประจำวิชาทั้งหกคนของห้อง 28 ก็ทยอยขึ้นเวที
หลิวเวยอยู่ด้านหน้า สีหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
ตามหลังมาคือ อ.เหรินชิงเทียน (ครูคณิต), ครูผู้สอนภาษาอังกฤษแทน, อาซวี่ (ครูฟิสิกส์),
ครูชีววิทยาสูง 190 ซม., และ “คุณย่าหลี่” ครูเคมี
กลุ่มนักเรียนที่ถือดอกไม้ตามไป๋ชิงเซี่ยเดินขึ้นเวที
ลู่หยวนชิวอยู่คนที่สาม
ยืนอยู่ตรงหน้าครูฟิสิกส์—อาซวี่
ครูอาซวี่มองดูเด็กหนุ่มที่ยืนถือดอกไม้ตรงหน้า
แล้วยิ้มพลางตบไหล่เบา ๆ
“หล่อดีนะเรา”
ลู่หยวนชิวตอบกลับทันที:
“ครูก็หล่อเหมือนกันครับ”
ขณะเดียวกัน เกาเฉียงยืนอยู่ตรงหน้าครูเคมี—คุณย่าหลี่
เขาพบว่า คุณย่าหลี่ที่ปกติหน้าตาเย็นชาตลอด
วันนี้กลับยิ้มละไมอย่างอ่อนโยน
พิธีกรบนเวทีกล่าวคำอวยพรเสร็จ
พิธีมอบดอกไม้เริ่มต้นขึ้น
หลิวเวยถือช่อดอกไม้ไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า
แล้วโผเข้ากอดไป๋ชิงเซี่ยอย่างแน่นหนา
อ.เหรินชิงเทียนมองเจิ้งอี้เฟิงที่ยืนเงียบอยู่ตรงหน้า
อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แม้ว่าเขากับเด็กคนนี้จะไม่ค่อยสนิทกัน
แต่เขารู้ว่าเจิ้งอี้เฟิงคือ “เทพสายวิทย์เงียบ ๆ”
ที่สอบได้ที่หนึ่งของระดับในวิชาคณิตหลายครั้งในช่วงท้ายภาคเรียน
ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่พักหนึ่ง
สุดท้ายก็เลือกจับมือกันแน่น ๆ แทนคำพูด
หวังฮ่าวหรานก็กอดครูชีวะไว้แน่น
จงจิ่นเฉิงก็กอดครูสอนภาษาอังกฤษแทนได้สมใจ
ส่วนทางฝั่งเกาเฉียง กลับเป็นคุณย่าหลี่ที่คว้ามือเขาไว้ก่อน
พร้อมกับสั่งกำชับให้ตั้งใจเรียนในอนาคต
ลู่หยวนชิวมองหน้าอาซวี่ สีหน้าเขาดูหลากอารมณ์
เขารู้ว่าอาซวี่ยังไม่มีแฟนแน่นอน
เพราะผมหงอกของครูเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น
เมื่อมองไปรอบเวทีที่เต็มไปด้วยภาพกอดกันและเสียงร้องไห้
อาซวี่ก็นำช่อดอกไม้ไปวางไว้ข้างตัว
ก่อนจะหันมายิ้มอบอุ่นให้ลู่หยวนชิว
“ลู่หยวนชิว... มาเล่นความโรแมนติกครั้งสุดท้ายกับฉันอีกสักครั้งนะ”
พูดจบ เขาก็หยิบหลอดไฟออกมาจากกระเป๋าด้านซ้าย…
(จบบทนี้)