- หน้าแรก
- ระบบสุ่มโลก ผมแค่อยากนอนเฉยๆในโลกนิยาย
- บทที่ 2 - เจ้าน้องสี่ของเรายังเป็นแค่เด็กน้อย
บทที่ 2 - เจ้าน้องสี่ของเรายังเป็นแค่เด็กน้อย
บทที่ 2 - เจ้าน้องสี่ของเรายังเป็นแค่เด็กน้อย
บทที่ 2 - เจ้าน้องสี่ของเรายังเป็นแค่เด็กน้อย
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"มึงรู้ได้ไงว่าดาวคณะเล่นเกมโปเยโปโลเย? มึงไปซ่อมคอมให้เขามาเหรอ?" หวังเยว่เดินเช็ดหัวออกมาจากห้องน้ำ ก้มตัวเก็บอุปกรณ์อาบน้ำไว้ใต้เตียง แล้วถามด้วยความประหลาดใจ
"ก็ช่วงก่อนไง ที่ฉันให้พี่ใหญ่ช่วยลงโปรแกรมคอมให้ ว่างๆ ฉันเลยไปร้านเน็ตหน้ามอ เล่นเกมฆ่าเวลา" หลิวเว่ยทำท่านึกย้อน "พวกนายไม่รู้หรอก สเต็ปการเล่นของเป้ยเวยเวยนะ การใช้สกิลต่อเนื่องเนี่ย โคตรเทพเลย!"
"ตกลงว่าคนสวยหรือฝีมือสวยกันแน่ มึงนี่รักแรกพบหรือแค่หน้ามืดตามัว?" พี่ใหญ่กับพี่รองถามขึ้นพร้อมกัน
"รักแรกพบอะไรกัน?" หลิวเว่ยทำตาแบ๊วกลอกตามองบนใส่เพื่อนด้วยความเหยียดหยาม "ฉันแค่รู้สึกว่าเธอเล่นเกมเก่งขนาดนั้น จะช่วยพาฉันเก็บเลเวลได้ไหมแค่นั้นเอง"
"พี่ใหญ่ พี่รอง พวกมึงปล่อยน้องสี่เดี๋ยวนี้!" หวังเยว่ทำหน้าจริงจังขึงขัง ราวกับว่าทั้งสามคนกำลังทำเรื่องชั่วช้าสามานย์
"หา?" พี่ใหญ่กับพี่รองหันขวับมามองหวังเยว่ด้วยสายตาอำมหิต ความหมายชัดเจนมากว่าถ้าหวังเยว่เข้าข้างน้องสี่ พวกมันเตรียมลงทัณฑ์แน่
"เจ้าน้องสี่ของเรา เขายังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่นะ!" หวังเยว่ส่ายหน้าด้วยความรันทดใจ แล้วปีนขึ้นเตียงตัวเอง
พี่ใหญ่กับพี่รองมองหน้ากัน พยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจ พวกเขายืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้เป็นอย่างดี
พี่ใหญ่เดินกลับไปที่เตียงตัวเอง บ่นด้วยสีหน้าปวดตับ "เจ้าสามพูดถูก เจ้าน้องสี่ของเรายังเป็นแค่เด็กน้อยจริงๆ!"
พี่รองก็หันไปเก็บที่นอนรกๆ ของตัวเอง บ่นด้วยความรันทดเช่นกัน "ใครบ้างไม่ใช่เด็กน้อยวะ? แล้วทำไมกูถึงไม่เจอดาวคณะบ้าง!"
ฟังบทสนทนาของทั้งคู่แล้ว หวังเยว่รู้สึกว่าต้องหาอะไรให้พี่ใหญ่กับพี่รองทำซะหน่อย ไม่อย่างนั้นเจ้าสองตัวนี้จะวกกลับมาสนใจเขาอีก เพราะเขามันคนข้ามมิติมา ขืนโป๊ะแตกขึ้นมาจะยุ่ง
ดังนั้น หวังเยว่จึงถามน้องสี่ที่กำลังเล่นเกมอยู่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "น้องสี่ เป้ยเวยเวยเล่นเซิร์ฟเวอร์ไหนนะ?"
"ตี้ตูเฟิงอวิ๋นไง มีไรเหรอ?" หลิวเว่ยตอบแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา
"แล้วของมึงล่ะเซิร์ฟไหน?" หวังเยว่กลัวไก่ตื่น เลยเปลี่ยนเป้าหมาย แล้วขยิบตาให้พี่ใหญ่กับพี่รอง
"พี่สาม ของฉันเซิร์ฟหมู่ตานฮวาน่ะ!" หลิวเว่ยไม่รู้ว่าทำไมหวังเยว่ถึงถามแบบนั้น ได้แต่กะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง
"จำชื่อในเกมของเป้ยเวยเวยได้ไหม?" พี่ใหญ่รับมุกหวังเยว่ทัน รีบปีนลงจากเตียง เปิดแล็ปท็อปหัวเว่ยของตัวเองทันที
"ใช่ๆ ชื่อในเกมของดาวคณะชื่ออะไร?" พี่รองเห็นท่าทีของพี่ใหญ่ ก็ตาลุกวาว รีบเก็บที่นอนลวกๆ แล้วพุ่งไปเปิดคอมที่โต๊ะตัวเองเหมือนกัน
"ชื่ออะไรเวยเวยสักอย่างนี่แหละ! นี่พี่ใหญ่พี่รอง พวกพี่ก็จะเล่นโปเยโปโลเยเหรอ? เดี๋ยวฉันพาเวลเอง!" หลิวเว่ยเห็นเพื่อนร่วมห้องจะมาเล่นเกมด้วยก็ตื่นเต้นใหญ่ หันไปชวนหวังเยว่ที่กำลังเปิดหนังสืออยู่อย่างกระตือรือร้น "พี่สาม เล่นด้วยกันสิ เราสี่คนเล่นด้วยกัน มันส์พะยะค่ะ!"
หวังเยว่มองหลิวเว่ยด้วยสายตาเวทนา จะบอกว่าไอ้หมอนี่มีแต่ตัวไม่มีสมองก็ไม่ได้ เพราะสอบติดชิงต้าได้ หัวสมองมันต้องดีกว่าเขาแน่ๆ หรือว่าอัปสกิลมาผิดสายวะ?
ความซื่อบื้อของหลิวเว่ยมันเกินเยียวยาจริงๆ หวังเยว่วางหนังสือลงอย่างจนใจ "มึงกับเป้ยเวยเวยอยู่คนละเซิร์ฟเวอร์ แล้วจะให้เขาพาเวลได้ยังไง!"
"เออว่ะ ฉันกับเป้ยเวยเวยอยู่คนละเซิร์ฟนี่หว่า!" หลิวเว่ยเพิ่งนึกได้ เสียงอ่อยลงทันที แต่ความเศร้าของมันมาไวเคลมไว "ไม่เป็นไร ต่อไปมีพี่ใหญ่พี่รองเล่นเป็นเพื่อน ปล่อยเป้ยเวยเวยไปเถอะ!"
เห็นท่าทางรักเพื่อนฝูงยิ่งชีพของน้องสี่แล้ว หวังเยว่ก็ไม่อยากจะทำลายน้ำใจมัน เลยก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
แต่ไม่ต้องถึงมือหวังเยว่หรอก ไม่ถึงชั่วโมง น้องสี่ก็ตะโกนเรียกพี่ใหญ่พี่รองอย่างตื่นเต้น "ฉันออกมานอกหมู่บ้านมือใหม่แล้ว พวกพี่รีบตามมาเร็ว ฉันจะพาพวกพี่ท่องยุทธภพเอง!"
"ไม่เป็นไร ฉันกับเจ้าสองขอทำความคุ้นเคยกันเองก่อน!" พี่ใหญ่ทำสายตาเจ้าเล่ห์ แต่พยายามตีหน้าขรึม
"ใช่ๆ พวกเราขอฝึกกันเองก่อน น้องสี่มึงเล่นไปเลย ไม่ต้องห่วงพวกกู" พี่รองกับพี่ใหญ่มองตากัน แล้วรีบเออออห่อหมก
"งั้นเหรอ งั้นเดี๋ยวฉันไปลงดันเจี้ยนละกัน" หลิวเว่ยทำหน้าผิดหวัง ลุกขึ้นหยิบกะละมังเดินไปเข้าห้องน้ำ
ในห้องพักเงียบไปไม่ถึง 3 นาที ระหว่างทางเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ หลิวเว่ยเหลือบไปเห็นหน้าจอคอมของพี่รอง แวบแรกก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอเดินไปอีกสองก้าว จู่ๆ ก็ฉุกคิดได้ว่ามีอะไรแปลกๆ รีบถอยหลังกลับไปดูที่ด้านหลังพี่รองอีกรอบเพื่อความชัวร์
"พี่รอง พี่สร้างผิดเซิร์ฟเวอร์แล้ว มันต้องเซิร์ฟหมู่ตานฮวาสิ!" หลิวเว่ยรีบผลักพี่รอง
เจี่ยหงไห่รีบส่ายหัว แล้วก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ ก่อนจะรีบโยนขี้ "ไม่ผิดหรอก ก็ต้องตี้ตูเฟิงอวิ๋นสิ ไม่เชื่อไปถามพี่ใหญ่ดู"
หวงเทาเห็นว่าคงปิดไม่มิดแล้ว ก็มองพี่รองด้วยสายตาเหยียดหยาม แล้วหันไปพูดกับหลิวเว่ยหน้าตาเฉย "พวกกูจะเล่นโปเยโปโลเยทั้งที ก็ต้องไปเกาะคนเก่งๆ สิ มึงบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเป้ยเวยเวยเล่นเก่งกว่ามึง!"
"แต่ว่า... พวกพี่ไม่รู้จักเป้ยเวยเวยสักหน่อย?" หน้าตาหลิวเว่ยเขียนคำว่า 'อย่ามาหลอกกูนะ' แปะหราอยู่
"ก็มีชื่อในเกมเขาแล้วไม่ใช่เหรอ พวกเราก็เข้าไปขอฝากตัวเป็นศิษย์เลยสิ!" พี่รองรีบไขข้อข้องใจ แถมยังหลอกล่อหลิวเว่ยอย่างหวังดี "น้องสี่ หรือว่า... มึงก็จะมาเล่นด้วยกัน? ไอดอลมึงเลยนะเว้ย!"
"พี่รองพูดถูกแฮะ!" หลิวเว่ยโดนเบี่ยงเบนความสนใจสำเร็จ รีบวิ่งกลับไปสร้างไอดีใหม่ด้วยความดี๊ด๊า
หวังเยว่นั่งดูละครฉากใหญ่อยู่นาน จนพูดไม่ออกกับความเกรียนของพี่ใหญ่กับพี่รอง! เขาพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน "นี่พวกพี่ หลอกเด็กแบบนี้ จิตสำนึกไม่เจ็บปวดบ้างเหรอวะ?"
"จิตสำนึกมันกิโลละเท่าไหร่ล่ะ!"
...
สุดท้ายหวังเยว่ก็ไม่ได้ไปเล่นโปเยโปโลเยกับพวกเขา เพราะเขาอุทิศเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัยชาติก่อนให้กับเกมอื่นไปแล้ว อุตส่าห์ได้กลับมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอีกรอบ ไม่อยากจะเอาเวลา 4 ปีนี้ไปทิ้งไว้กับโปเยโปโลเยอีก
อีกอย่าง ระบบภาพยนตร์ปลาเค็มของเขานี่มันสายซุ่มโป่งชัดๆ ไม่มีภารกิจ ไม่มีการแจ้งเตือน ทิ้งเขาไว้ที่นี่แบบไม่ดูดำดูดี ตกลงเขาจะกลับไปได้ไหม? แล้วจะกลับยังไง?
แต่ถึงจะมีภารกิจ เขาก็ไม่คิดว่าจะทำสำเร็จ ช่วงเวลานี้เซียวไน่เริ่มรุกจีบเป้ยเวยเวยแล้ว ถ้าจะพูดแบบประธานจอมเผด็จการก็คือ บ่อปลาของเป้ยเวยเวยโดนเซียวไน่เหมาไปหมดแล้ว
ทำตามวิถีระบบซุ่มโป่งดีกว่า ซุ่มให้เทพแล้วค่อยเผยตัว!
แต่ก็นะ ต้องหาเงินให้มีอิสรภาพทางการเงินก่อน คิดได้ดังนั้น ระหว่างที่สามหน่อในห้องกำลังเล่นเกม หวังเยว่ก็เข้าเว็บไซต์รับงานออกแบบเครื่องกลอย่างชำนาญ เพื่อหารายได้พิเศษ
......
วันหนึ่ง เงินค่าจ้างของหวังเยว่ก็โอนเข้ามา เขาเปิดหน้าเว็บอย่างอารมณ์ดีเพื่อเช็กยอดเงิน แต่เผลอกดรีเฟรชหน้าเว็บเพลินไปหน่อย จนเปิดไปเจอเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัย
กระทู้เด่นหราเตะตาบนบอร์ดเขียนว่า "เห็นสาวสวยดาวคณะลงจากรถหรู โลกทัศน์ของผมพังทลาย"
หวังเยว่มองรูปนั้นแล้วก็นึกถึงเฉากวงขึ้นมา ไม่ใช่ว่าหมอนี่มาจากตระกูลนักการทูตหรอกเหรอ? ทำไมทำตัวเหมือนพวกขี้แพ้ชวนตีแบบนี้ สู้ปลาเค็มอย่างเขาไม่ได้สักนิด!
แต่ว่า... ไปดูเหตุการณ์จริงก็น่าสนนะ ไปมุงดูเป้ยเวยเวยฉีกหน้าเฉากวงสักหน่อย คิดได้ดังนั้น หวังเยว่มองดูเพื่อนๆ ที่กำลังติดเกมงอมแงม แล้วพับคอมเดินมุ่งหน้าไปคณะศิลปศาสตร์
แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง หวังเยว่ก็เจอเอ้อสี่เข้าพอดี เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเข้าไปทักทายหน่อยดีกว่า เลยถามด้วยความสงสัย "รุ่นพี่ มาทำอะไรตรงนี้ครับ?"
เอ้อสี่เห็นหวังเยว่ ก็นึกถึงคำพูดของเสี่ยวหลิงที่บอกว่ารุ่นน้องคนนี้รอให้เธอผมยาวถึงกลางหลังแล้วจะมาสารภาพรัก เธอมองดูผมตัวเองที่ยาวขึ้นมาไม่กี่มิลลิเมตรอย่างงงๆ หรือว่ารุ่นน้องคนนี้จะรอไม่ไหวแล้ว?
คิดได้ดังนั้น หัวใจเอ้อสี่ก็เต้นตึกตักเหมือนกวางน้อยวิ่งชน หน้าแดงก่ำเผลอพูดความจริงออกไป "ฉันมารรอเวยเวย เฉากวงเด็กคณะศิลปศาสตร์..."
หวังเยว่มองสาวน้อยหน้ามึนคนนี้ นึกถึงลีลาการเต้นสุดเหวี่ยงของเธอในคลิป สายตาก็เริ่มเป็นประกายขึ้นมา เขากระแอมเบาๆ แล้วถาม "ให้ผมช่วยไหมครับ? อย่างอื่นอาจจะทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาไม่กล้าลงไม้ลงมือได้"
เอ้อสี่ไม่เหมือนกับเวยเวย เธอโตมาขนาดนี้ยังไม่เคยมีใครมาสารภาพรัก พอต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่อาจจะมาสารภาพรักกับตัวเอง ใจเธอก็ประหม่า เผลอพยักหน้าตอบรับไปโดยไม่รู้ตัว
หวังเยว่มองท่าทางเขินอายของเอ้อสี่ แล้วนึกถึงเรื่องที่คุยกับต้าจงวันนั้น เขาก็เข้าใจทันทีว่าแม่สาวคนนี้ต้องรู้แล้วแน่ๆ ว่าเขาคิดจะจีบ
ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนเขาจะเก็บแฟนสาวได้ฟรีๆ คนนึงแฮะ
พอทั้งคู่หาเป้ยเวยเวยเจอ ก็ได้ยินเฉากวงพูดกับเป้ยเวยเวยพอดีว่า "ไม่ใช่ใครที่ไหนผมก็จะเข้าใจผิดหรอกนะ..."
หวังเยว่มองเอ้อสี่ที่เปลี่ยนโหมดจากสาวขี้อายกลายเป็นนางมารผู้พิทักษ์ด้วยความโกรธแค้น เขาคิดว่าต้องทำคะแนนต่อหน้าแฟนสาวที่เก็บมาได้คนนี้สักหน่อย
หวังเยว่จึงจงใจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเฉากวงกับเป้ยเวยเวย แล้วพูดขึ้นว่า "เอ้อสี่ เดี๋ยวผมจะเอารูปนี้ไปโพสต์ลงบอร์ด พาดหัวว่า 'เดือนคณะเฉากวงแค้นรักหักเหลี่ยมโหด สาวสวยดาวคณะซวยโดนลูกหลง' คิดว่าไงครับ?"
เอ้อสี่ตาค้างมองการกระทำสุดเกรียนของหวังเยว่ด้วยความนับถือแทบจะก้มกราบ เธอรีบผงกหัวรัวๆ แล้วยิ้มร่า "เอาสิๆ นายฉลาดจังเลยอ่ะ"
คำพูดของหวังเยว่ไม่เพียงทำให้เอ้อสี่อึ้ง แม้แต่เป้ยเวยเวยที่กำลังโกรธจัดยังอดขำไม่ได้ แต่พอเธอทบทวนคำพูดของหวังเยว่ดีๆ จู่ๆ ก็มองเฉากวงด้วยสายตาสงสัย หมอนี่เคยมาสารภาพรักกับเธอตอนไหน?
เฉากวงโกรธจนหน้าเขียว พุ่งเข้ามาจะแย่งมือถือหวังเยว่ แต่หวังเยว่หลบได้ พอแย่งไม่ได้เขาก็ตะโกนด้วยความโมโห "นายใส่ร้ายฉัน ลบเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะฟ้องนายข้อหาหมิ่นประมาท"
หวังเยว่มองเฉากวงที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงด้วยสายตาเหยียดหยาม แล้วพูดว่า "ทุกคนก็เริ่มต้นด้วยภาพเดียว ที่เหลือโม้เอาล้วนๆ นายทำได้ ทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้?"
เฉากวงเห็นว่าแย่งไม่ทันแน่ ก็เริ่มดึงสติกลับมาได้บ้าง และรู้แล้วว่าหวังเยว่เป็นพวกเดียวกับเป้ยเวยเวย จึงรีบแก้ตัว "ฉันเห็นกับตาว่าเธอลงมาจากรถหรู"
หวังเยว่ไม่ยอมแพ้ พูดด้วยน้ำเสียงผดุงความยุติธรรม "ฉันก็เห็นกับตาว่านายยืนอยู่กับเป้ยเวยเวยเหมือนกัน"
เฉากวงโดนตอกกลับจนพูดไม่ออก ได้แต่รีบอธิบาย "เรา... เรายืนด้วยกัน มันไม่ได้พิสูจน์อะไรสักหน่อย"
หวังเยว่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ พูดอย่างเป็นต่อ "นายใช้มาตรฐานสองมาตรฐานชัดๆ ถึงรุ่นพี่เวยเวยจะลงจากรถหรู แล้วมันพิสูจน์อะไรได้? นายเคยสืบความจริงหรือยัง?"
เฉากวงเถียงไม่ออก เขามองเป้ยเวยเวยที่มองเขาด้วยสายตารังเกียจ และเสื้อผ้าที่เริ่มเป็นขุยของเธอ จู่ๆ ก็รู้สึกว่ารูปถ่ายใบนั้นของเขามันช่างไร้น้ำหนักสิ้นดี ถ้าเป็นพวกผู้หญิงหิวเงินจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องแต่งตัวดูดีมีราศีกว่านี้ เสื้อผ้าแบบนี้ใส่แล้วดูไม่เหมือนพวกหน้าเงินเลยสักนิด
คิดได้สักพัก เฉากวงก็คาดว่าตัวเองคงคิดไปเองฝ่ายเดียว จึงหยิบมือถือเปิดบอร์ดแล้วลบกระทู้ทิ้ง ก่อนจะหันไปพูดกับเป้ยเวยเวย "ฉันลบกระทู้แล้ว ขอโทษเธอด้วยนะ ขอโทษครับ!"
เป้ยเวยเวยคาดไม่ถึงว่าเรื่องจะจบง่ายขนาดนี้ ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาก ไม่ได้พูดอะไรกับเฉากวงต่อ เพียงแค่พยักหน้าแล้วหันไปบอกหวังเยว่ "วันนี้ขอบใจมากนะ เดี๋ยวให้เอ้อสี่ขอบคุณนายแทนฉันละกัน ฉันไม่กวนนายกับเอ้อสี่แล้ว บาย!"
ไม่นานนัก ในที่นั้นก็เหลือแค่หวังเยว่กับเอ้อสี่ยืนจ้องตากันปริบๆ มองดูเอ้อสี่ที่เขินม้วนต้วน หวังเยว่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่า... ดูเหมือนเขาจะสละโสดซะแล้วแฮะ
...
หวังเยว่กลับมาถึงหอพัก ไม่ได้บอกเพื่อนร่วมห้องว่าเขารู้จักเป้ยเวยเวย และยิ่งไม่ได้บอกเรื่องมีแฟนแล้ว กลัวจะไปกระทบกระเทือนจิตใจของสามหน่อเข้า
ทว่า ความสามารถในการลงมือทำของพี่ใหญ่กับพี่รองนั้นช่างน่าทึ่ง ไม่ถึงสัปดาห์ ทั้งสามคนก็ฝากตัวเป็นศิษย์ได้สำเร็จ แถมได้ข่าวว่าเป้ยเวยเวยเป็นฝ่ายขอรับพวกเขาเป็นศิษย์เองด้วย
เรื่องมันมีอยู่ว่า พี่ใหญ่ พี่รอง และน้องสี่ช่วยกันทำภารกิจ แล้วไปเจอผู้เล่นเลเวลพอๆ กันคนหนึ่งชื่อว่า "ยังไงก็ไม่กินข้าว"
ยังไงก็ไม่กินข้าว (ไอดีรองของอวี๋ปั้นซาน เพื่อนร่วมห้องเซียวไน่): "ทำไมมีแค่สามคนล่ะ? ไม่ใช่ว่าต้องมีอีกคนเหรอ?"
ลูกสมุนเบอร์สี่ของเวยเวย (น้องสี่ หอพักหวังเยว่): "ก็มีกันแค่สามคนนี่แหละ!"
ยังไงก็ไม่กินข้าว: "แล้วลูกสมุนเบอร์สามล่ะ?"
ลูกสมุนเบอร์สองของเวยเวย: "ลูกสมุนเบอร์สามไม่เล่นเกม! เอาไหมล่ะ นายเปลี่ยนชื่อเป็นลูกสมุนเบอร์สามสิ?"
ยังไงก็ไม่กินข้าว: "ช่างเถอะ ฉันกลัวโดนกระทืบตาย"
ทางฝั่งสามหน่อลงดันเจี้ยนกันอย่างสนุกสนาน ส่วนอวี๋ปั้นซานเปิดไอดีหลักคุยกับเป้ยเวยเวย รายงานเรื่องสามลูกสมุนทางนี้
ย้ายภูเขาด้วยปัญญาเขลา (อวี๋ปั้นซาน ไอดีหลัก): ซ้อสาม ทางผมมีไอดีลูกเจี๊ยบสามตัว ชื่อว่าลูกสมุนเบอร์ใหญ่ เบอร์สอง เบอร์สี่ของเวยเวย ซ้อว่าไง... ให้ไอ้สาม (เซียวไน่) เปลี่ยนชื่อเป็นลูกสมุนเบอร์สามดีไหม?
หลูเหว่ยเวยเวย (เป้ยเวยเวย): ลูกสมุนเบอร์สาม? ฉันไม่กล้าหรอก นายไปบอกเขาเองสิ?
ย้ายภูเขาด้วยปัญญาเขลา: ซ้อสาม ผมก็ไม่กล้าเหมือนกันครับ
หลูเหว่ยเวยเวย: แล้วทำไงดี?
ย้ายภูเขาด้วยปัญญาเขลา: ซ้อสาม ซ้อไปรับพวกนั้นเป็นศิษย์เลย ทำให้เป็นเรื่องจริงไปเลย พอเหล้าลิง (ชิวหย่งโหว เพื่อนร่วมห้องเซียวไน่) เห็นชื่อสามคนนั้น ต้องไปยุให้ไอ้สามเปลี่ยนชื่อแน่
หลูเหว่ยเวยเวย: ร้ายกาจจริงๆ!
ย้ายภูเขาด้วยปัญญาเขลา: แล้วซ้อจะรับไหมล่ะ?
หลูเหว่ยเวยเวย: ก็ต้องรับอยู่แล้วสิ!
[จบแล้ว]