- หน้าแรก
- ย้อนเวลาปี 2010: ชิงโอกาสกอบโกยจากวิกฤตหุ้น!
- ตอนที่ 220 สถิติสยองโลกสะเทือน
ตอนที่ 220 สถิติสยองโลกสะเทือน
ตอนที่ 220 สถิติสยองโลกสะเทือน
ตอนที่ 220 สถิติสยองโลกสะเทือน
การพลิกผันราวกับสลับขั้วของโลหะเงินทำให้ตลาดตั้งตัวไม่ติด
ตอนนี้ผู้คนสนใจแค่คำถามเดียว:
กระทิงตัวไหนที่ทุบตลาดแล้วหนี มันคือใครกันแน่?
ใครกันที่ใจแคบขนาดนี้?
รายย่อยชาวจีนที่กำลังถูไม้ถูมือรอตลาดเช้าเปิด ถึงกับยืนเอ๋อแดก
นี่ไม่ใช่แค่การลอบสังหารแต่นี่คือการจับกระทิงมาโยนลงหม้อต้มทีเดียวทั้งครอก!
ถ้าโลหะเงินร่วงหนักในช่วงตลาดเอเชีย รายย่อยยังพอมีโอกาสหนีทัน
แต่ตอนนี้จะทำยังไง?
"เชี่ยเอ๊ย ชิบหายแล้ว เมื่อคืนกูออลอิน Long ไป เปิดตลาดมากูจะพอร์ตแตกไหมเนี่ย?"
"ตกใจจนเอ๋อเลย โชคดีที่ฉันเข้าเร็ว คงไม่ขาดทุนเท่าไหร่..."
"ไอ้กันมันเป็นบ้าอะไร? เปิดตลาดมาก็ทุบยับ จะเล่นไหมเนี่ย?"
"กูแค้นนัก! ทำไมเจ้ามือต้องจ้องจะเล่นกูคนเดียว? ตอน Short ก็โดน ตอน Long ก็โดนอีก!"
"ฉันแค่อยากรู้ว่า ไอ้กระทิงที่ชิงหนีไปก่อนใช่ไอ้หมาเฉินหรือเปล่า?"
"ฮ่าๆๆ ได้เงินเรียกเทพเฉิน เสียเงินเรียกหมาเฉิน พวกนายนี่เรียลจริงๆ"
"@จอมขบถแห่งกูซู พูดอะไรหน่อยสิเทพเฉิน!"
"ฉันว่าพวกนายนี่ตลกดีนะ เทพเฉินออกรายงานเชียร์ซื้อตั้งแต่วันเสาร์ วันจันทร์พวกนายกำไรทำไมไม่หนี? ตอนได้เงินทำเป็นเงียบ พอเสียเงินมาด่าเทพเฉิน? มีเหตุผลหน่อยสิเฮ้ย!"
เนื่องจากโลหะเงินร่วงหนัก ฝั่งขาขึ้นที่เพิ่งเข้าทีหลังต่างกระอักเลือด ทำได้แค่ด่าเฉินผิงเพื่อระบายความโกรธ
พวกเขาไม่มีทางยอมรับว่าเป็นปัญหาของตัวเอง ขาดทุนเมื่อไหร่ก็โทษว่าเฉินผิงเป่าหู
ก็มีคนทนดูไม่ไหวออกมาแก้ต่างให้เฉินผิง ส่วนใหญ่เป็นพวกเล่นตลาดนอก เห็นท่าไม่ดีก็ชิ่งหนีไปก่อนแล้ว รักษาเกราะกำไรไว้ได้ไม่น้อย
ลึกๆ แล้วคนกลุ่มนี้ยังสนับสนุนเฉินผิง ถ้าไม่มีรายงานวิเคราะห์ของเฉินผิง พวกเขาก็คงไม่กล้าตัดสินใจเปิด Long โลหะเงิน
อีกอย่าง เฉินผิงระบุชัดเจนในรายงานว่า ราคาเป้าหมายแรกคือ 35 ดอลลาร์ เมื่อเช้ามืดโลหะเงินสปอตพุ่งไปสูงสุดที่ 34.35 ดอลลาร์ คลาดเคลื่อนจากราคาที่เขาทำนายไว้แค่ 1% นี่ก็นับว่าแม่นราวจับวางแล้ว
คงจะไปเรียกร้องให้คำทำนายกับความจริงตรงกันเป๊ะๆ ไม่ได้หรอกมั้ง?
คนที่ช่วยเฉินผิงกับคนที่ด่าเฉินผิงมีจำนวนพอกัน ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกน้ำลายกันอย่างดุเดือดในโลกอินเทอร์เน็ต
ตอนแรกก็เถียงด้วยเหตุผล ไปๆ มาๆ ก็ใส่อารมณ์ล้วนๆ
เฉินผิงไม่คิดว่าตัวเองจะก่อให้เกิดข้อถกเถียงใหญ่โตขนาดนี้
พูดตามตรง จุดประสงค์ที่เขาออกรายงานเชียร์ซื้อโลหะเงิน หนึ่งคือเพื่อสร้างชื่อเสียง เหยียบวอลล์สตรีทขึ้นไป และอีกอย่างคือยืมพลังของกระแสสังคมเพื่อดันราคาโลหะเงิน
เฉินผิงใช้ประโยชน์จากรายย่อยที่ตามน้ำมาจริงๆ ข้อนี้เขาไม่ปฏิเสธ
แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ นี่มัน Win-Win นะ!
คนที่เข้าวันจันทร์ ต่อให้ตอนนี้ยังไม่ขาย ก็ยังกำไรอยู่ดี เพราะวันจันทร์ถึงวันอังคารโลหะเงินขึ้นมาเกือบ 7% เมื่อกี้ร่วงไป 4% ตอนนี้ก็หยุดร่วงและเริ่มดีดกลับแล้ว คำนวณยังไงก็ไม่ขาดทุน
ก็แค่คนที่หนีช้าต้องคืนกำไรส่วนใหญ่กลับไปเท่านั้นเอง
แต่ก็ช่างเถอะ เฉินผิงไม่ได้ใส่ใจคำพูดในเน็ตเท่าไหร่ เขาแค่รู้สึกซาบซึ้งใจที่เห็นคนที่พยายามโต้เถียงแทนเขา
เวลา 08.00 น. โลหะเงินสปอตยังคงดีดตัวกลับ การติดลบในวันลดลงเหลือ 2.8%
เมื่อราคาดีดกลับ เสียงด่าเฉินผิงก็ค่อยๆ เบาลง
ตอนนี้รายย่อยในประเทศกำลังรอตลาดฟิวเจอร์สเปิด
เวลา 08.30 น. เฉินผิงโพสต์ภาพโปสเตอร์สรุปผลงานในรอบนี้ที่ทำเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ บัญชีโซเชียลมีเดียของเขา บล็อกเกอร์การเงินชื่อดัง และสื่อออนไลน์ต่างๆ พากันรีโพสต์
คนที่เห็นรูปนั้นคนแรกถึงกับสงสัยว่าเฉินผิงโพสต์ผิดหรือเปล่า:
"คุณเฉินครับ คุณแน่ใจนะว่าผลตอบแทนของหลิงจิ้งไม่ได้เขียนผิด? พิมพ์ศูนย์เกินมาตัวนึงหรือเปล่า?"
พี่ใหญ่แห่งวงการการเงินในประเทศที่มีผู้ติดตามนับสิบล้านคนถามเสียงสั่น
"3 วัน กำไรสุทธิ 100%???"
"3 วันทำการครับ" เฉินผิงแก้ให้ถูก
"ไม่สิ นี่เรื่องจริงเหรอครับ คุณไม่ได้ล้อเล่นนะ?"
"ล้อเล่นอะไรกัน ผมยังไม่บ้านะ ข้อมูลสำคัญขนาดนี้จะให้ผิดพลาดได้ยังไง ไม่งั้นจะเป็นการไม่รับผิดชอบต่อหลิงจิ้ง และไม่รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น"
บล็อกเกอร์คนนั้นเพิ่งหายใจโล่งคอ แต่พอเห็นตัวเลขศูนย์ยาวเหยียดในช่องกำไรสุทธิ เขาก็แทบจะเป็นลม
"หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น... 2 พันล้าน? หลิงจิ้งกำไร 2 พันล้านหยวน?"
วินาทีนี้ เขามีลางสังหรณ์รุนแรงว่า:
ทันทีที่รูปนี้หลุดออกไป ต้องสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศแน่นอน!
นี่มันปี 2011 นะ! ทำธุรกิจอะไรถึงฟันกำไรสุทธิได้ 2 พันล้าน?
แถมยังทำได้ใน 3 วัน!
เท่าที่เขาคิดออก ก็มีแต่ธนาคารของรัฐกับกรมยาสูบที่เป็นรัฐวิสาหกิจระดับท็อปเท่านั้นแหละ
ส่วนบริษัทเอกชน ต่อให้เอาสามยักษ์ใหญ่ BAT มารวมกัน ความเร็วในการหาเงินยังสู้หลิงจิ้งแคปปิตอลไม่ได้เลย!
มองดูบริษัทบริหารสินทรัพย์ กองทุนไพรเวทอิควิตี้ และสถาบันทรัสต์นับพันแห่งในประเทศ มีไม่กี่แห่งที่ทำผลตอบแทนต่อปีเกินหมื่นล้าน
ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น แค่ผลงานอันรุ่งโรจน์ในครั้งนี้ ก็เพียงพอที่จะแบกหลิงจิ้งแคปปิตอล บริษัทสตาร์ทอัพน้องใหม่ เข้าสู่สโมสรบริษัทการลงทุนชั้นนำของจีนได้แล้ว!
ไม่ผิดคาด ทันทีที่เฉินผิงโพสต์ Weibo บล็อกนี้ก็พุ่งทะยานสู่อันดับหนึ่งคำค้นยอดฮิต ชาวเน็ตที่มามุงดูต่างบ้าคลั่ง:
"นี่มันอะไรกัน? งบการเงินไตรมาสแรกของหลิงจิ้งเหรอ?"
"เชี่ย เชี่ย เชี่ย นี่มันศูนย์กี่ตัววะเนี่ย ยาวกว่าชีวิตกูอีก!"
"สามวันกำไร 100% กวาดกำไรสุทธิ 2,060 ล้าน... เทพเฉิน พี่เป็นปีศาจใช่ไหม?"
"เครื่องพิมพ์แบงก์ยังไม่เวอร์เท่าพี่แกเลย!"
"ความสามารถในการหาเงินระดับนี้ นายบอกฉันว่าเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่งตั้งเมื่อต้นปีเนี่ยนะ?"
"ใครก็ได้ขอรหัสหุ้นหน่อย กราบล่ะ!"
"เม้นบนโง่ป่ะ? ไม่เห็นเหรอว่าหลิงจิ้งเพิ่งตั้ง? ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์จะมีรหัสหุ้นได้ไง?"
"กูไม่สนเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น กูแค่อยากรู้ว่าหลิงจิ้งแคปปิตอลจะเปิดให้จองซื้อเมื่อไหร่? กูจะทุบหม้อข้าวขายสมบัติไป All-in!"
"@จอมขบถแห่งกูซู พ่อบุญธรรมครับ แบ่งเศษหุ้นให้ลูกบุญธรรมคนนี้หน่อยเถอะ! ผมขอไม่มาก ทรัพย์สินทั้งตัวน่าจะซื้อได้สัก 10 ล้าน"
"พวกนายเลิกฝันกลางวันเถอะ เปิดตัวสวยหรูขนาดนี้ พวกเจ้าสัวแย่งกันตายแน่!"
ประโยคสุดท้ายคือความจริง
นับตั้งแต่เฉินผิงประกาศงบไตรมาสแรกของหลิงจิ้ง โทรศัพท์ของเขาก็ดังไม่หยุด
คนแรกที่โทรมาคือหมิงหลันและเว่ยฝู
หมิงหลันไม่รู้ความเคลื่อนไหวแน่ชัดของหลิงจิ้ง เธอรู้แค่ว่าเฉินผิงกำลังการใหญ่ ไม่นึกว่าเฉินผิงจะมอบเซอร์ไพรส์ชิ้นโตให้เธอ!
"พระเจ้า ฉันนึกว่าเธอจะทำได้สักไม่กี่ร้อยล้าน ไม่นึกว่าจะได้ถึง 2 พันล้าน!"
หมิงหลันไม่หวงคำชมเลยสักนิด "ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ เธอคืออัจฉริยะทางการเงินที่หมื่นคนจะมีสักคน ไม่สิ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!"
"ดูท่าฉันจะรอมาหลายปีไม่เสียเปล่า ตอนนี้ฉันมั่นใจแล้ว เธอคือคนที่ฉันรอคอย!"
"ผมเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวของพี่หมิง? หรือเป็นเทพธิดามิวส์ครับ?" เฉินผิงหยอก "เสียดายที่ผมขี่เมฆสีรุ้งไปรับพี่หมิงไม่ได้"
"ปากหวาน!"
หมิงหลันดุอย่างมีจริต
เธอดีใจกับความสำเร็จของเฉินผิงจากใจจริง
"ความเร็วในการเติบโตของเธอมันเกินความคาดหมายของฉันไปไกล ฉันนึกว่าเธอต้องรอถึงสิ้นปีนี้ถึงจะมีโอกาสฉายแววซะอีก เพราะงานมอบรางวัลการแข่งเทรดมันจัดเดือนกันยายน ใครจะไปคิดว่าเธอจะเดินมาถึงกลางเวทีได้เร็วขนาดนี้"
"ดีจริงๆ!"
ไม่รู้ทำไม หมิงหลันอยากเห็นหน้าเฉินผิงจริงๆ ไม่ใช่แค่คุยผ่านโทรศัพท์
"ผลงานที่เธอโพสต์ไปน่าจะทำให้วงการสั่นสะเทือน คนบางกลุ่มต้องนั่งไม่ติดแน่" หมิงหลันกำชับ "รอฉันไปหาก่อน ไม่ว่าใคร ถ้าจ้องจะเล่นงานเธอ ต้องผ่านด่านฉันไปก่อน!"
"เวอร์ไปมั้งครับ?" เฉินผิงประหลาดใจ
"ไม่เวอร์เลยสักนิด ในโลกการเงิน คนไม่มีแบ็คกราวน์ไม่มีสิทธิ์รวยหรอก ต่อให้เธอใช้ความสามารถหาเงินมาได้ ก็รักษาไว้ไม่ได้"
หมิงหลันมองว่าเฉินผิงคือแต้มต่อที่ใหญ่ที่สุดของเธอ เธอไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเฉินผิงเด็ดขาด
อุบัติเหตุรถชนคราวก่อนทำเอาหมิงหลันขวัญผวา ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่กล้าชะล่าใจเรื่องความปลอดภัยของเฉินผิงอีกเลย
"โอเคครับ งั้นผมจะรอพี่หมิงมาหา"
เฉินผิงเองก็ไม่ได้เจอเธอมาสักพักแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงคุณนายไฮโซผู้ทรงเสน่ห์และเย้ายวนคนนี้ ใจเขาก็ร้อนรุ่ม
เว่ยฝูโทรมาต่อจากหมิงหลัน เธอไม่แปลกใจเลยที่เฉินผิงประสบความสำเร็จ
"เรื่องการจองซื้อกองทุน เธอระวังหน่อยนะ บางคนล่วงเกินไม่ได้ ถ้าเธอตัดสินใจไม่ได้ ถามฉันได้นะ"
"รับทราบครับฝูฝู"
"ไอ้เด็กบ้า ห้ามเรียกฝูฝูนะ!" เว่ยฝูหน้าแดง "ไม่มีสัมมาคารวะ..."
"ที่พูดมาไม่ถูกนะครับ ผมมีแต่สัมมาไม่มีคารวะ" เฉินผิงพูดสองแง่สองง่าม "เรื่องนี้ฝูฝูน่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอครับ?"
ลมหายใจของเว่ยฝูเริ่มติดขัด แม่ม่ายตระกูลเว่ยที่เพิ่งลิ้มรสความสุขทางโลกเหมือนติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น แทบอยากจะบินไปหาเฉินผิงที่กูซูเดี๋ยวนี้เลย
"สิ้นเดือนฉันจะไปหาเธอ ต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกซะบ้าง!"
"ทั้งตัวฝูฝูมีแค่ปากเท่านั้นแหละที่แข็ง วันนั้นใครกันนะที่ร้องไห้ขอชีวิต?"
"หุบปาก! คนบ้า..."
เว่ยฝูเพิ่งวางสาย หยางเถาก็โทรเข้ามา ไม่ให้พักหายใจกันเลย
บางทีมีผู้หญิงเยอะเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
แต่เทียบกับพี่สาวสองคนนั้นแล้ว สาวน้อยอย่างหยางเถาใสซื่อกว่ามาก เธอชมเฉินผิงยกใหญ่ บอกว่าสมกับเป็นแฟนของเธอ
จากนั้น หยางเถาก็คุยเรื่องวิทยานิพนธ์ที่เธอตีพิมพ์ใน "First Financial":