- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 79 เลือดกำเดาไหล
บทที่ 79 เลือดกำเดาไหล
บทที่ 79 เลือดกำเดาไหล
เจียงหานเห็นว่ามีห่อทิชชู่เปียกวางอยู่ในรถ เขาจึงดึงออกมาแผ่นหนึ่งเพื่อเช็ดหน้าและเช็ดเหงื่อตามร่างกาย
ปริมาณของพวกเพรียงในครั้งนี้ทำเอาเขาตกใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ยังดีที่เพรียงถูกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อท้องทะเล จึงไม่มีเรื่องของช่วงปิดอ่าวมาเกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นด้วยปริมาณมหาศาลขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคงได้ตามมาหาเขาถึงที่แน่
“พวกเธอรับซื้อได้เท่าไหร่ล่ะ?”
เมิ่งกั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อย่างมากก็คงได้แค่ 200 ชั่งน่ะ”
“200 ชั่งก็ยังดี เพื่อน ๆ ของฉันก็สั่งจองกันมา 200 กว่าชั่งเหมือนกัน” แบบนี้ของก็ถูกระบายออกไปได้ 400 กว่าชั่งแล้ว
เขาตั้งใจจะแบ่งบางส่วนไปมอบให้คนอื่นอีก ก็น่าจะกำจัดของออกไปได้เกือบ 500 ชั่ง
พวกเพรียงพวกนี้มีความอึดสูงมาก หากไม่โดนน้ำเลยก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึงหกวัน
ถึงตอนนั้นถ้าพรมน้ำทะเลให้พวกมันสักนิด ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะมีอายุยืนยาวกว่าตัวเขาเองเสียอีก
เมิ่งกั่วหันมาค้อนขวับใส่เจียงหาน “ไม่เบานี่ เจียงหาน! นึกไม่ถึงเลยว่านายจะมีลูกค้าใหม่เร็วขนาดนี้! ต่อไปนายคงจะไม่เลิกส่งของให้พวกเราหรอกนะ?”
เจียงหานเพิ่งจะมารู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไปเสียแล้ว ปากเล็ก ๆ ของแม่สาวน้อยพองลมขึ้นมาจนดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่โดนแย่งเม็ดสนยังไงยังงั้น
“จะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ! ของที่ต้องส่งให้พวกเธอน่ะฉันจะขาดตกบกพร่องได้ยังไง เธอไม่ได้กดถูกใจในโมเมนต์วีแชทของฉันเหรอ? ปลาแบบนั้นฉันมีตั้งสามตัวนะ แล้วก็จะยกให้พวกเธอทั้งหมดเลยด้วย”
เมิ่งกั่วเริ่มกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง “ปลาสามตัวนั้นคงไม่ใช่เพราะว่าลูกค้ารายอื่นไม่รับซื้อ นายถึงค่อยเอามาให้พวกเราหรอกนะ?”
“พูดจาเลอะเทอะน่ะ ปลาพวกนั้นฉันตั้งใจจะเอามาให้พวกเธอแต่แรกอยู่แล้ว ใครจะมาขอซื้อฉันก็ไม่ขายให้หรอกนะ แม้แต่พวกเพรียงพวกนี้ฉันก็ยังให้พวกเธอเลือกก่อนด้วยซ้ำ พวกเธอเลือกเอาแต่ของดี ๆ ไปได้เลย ส่วนที่เหลือฉันถึงจะค่อยเอาไปให้คนอื่น” เจียงหานพูดจบก็แอบกลืนน้ำลายด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เขาลอบสังเกตสีหน้าของเมิ่งกั่ว เมื่อเห็นว่าแม่สาวน้อยหายงอนแล้วเขาก็เบาใจ
พวกเขาไม่ได้ขับรถไปที่ด้านหน้าร้าน แต่เมิ่งกั่วเลือกที่จะไปจอดรถที่ประตูด้านหลังแทน เพราะที่นั่นอยู่ใกล้กับโกดังเก็บของมากกว่า
เมิ่งกั่วบอกให้เจียงหานกองเพรียงพวกนี้ไว้ที่ลานว่างในโกดัง
ตอนที่เจียงหานกำลังขนของลงจากรถ เมิ่งกั่วเองก็เข้ามาช่วยด้วย
เธอสวมเสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงขาสั้นโชว์ช่วงแขนขาที่ดูบอบบาง แม้จะแบกของหนัก ๆ ไม่ไหวแต่เธอก็พยายามช่วยยกอย่างสุดความสามารถ
“เธอไปนั่งพักเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
แค่ขอยืมใช้โกดังของร้านพวกเธอก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว เขาจะปล่อยให้เธอมาลำากด้วยได้ยังไง
เมิ่งกั่วเดินออกไปดื่มน้ำพักหนึ่ง เพียงไม่นานเธอก็พาคนงานของร้านคนหนึ่งเดินกลับมาด้วย
“เหล่าเซี่ย มาช่วยเจียงหานขนของบนรถลงหน่อยสิ”
เหล่าเซี่ยคนนี้ปกติจะทำงานจุกจิกอยู่ในห้องครัว และเคยเห็นหน้าเจียงหานอยู่สองสามครั้ง
เหล่าเซี่ยเป็นคนนิสัยดี พอได้ยินว่าให้มาช่วยงานเขาก็เริ่มลงมือทำงานอย่างขยันขันแข็งทันที
เจียงหานรู้สึกเกรงใจ จึงรีบวิ่งไปที่ร้านค้าแถวนั้นเพื่อซื้อบุหรี่จงหัวมาซองหนึ่งแล้วยัดใส่มือของเหล่าเซี่ย
พอเหล่าเซี่ยได้รับบุหรี่ เขาก็ยิ่งทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าเดิม
เจียงหานและเมิ่งกั่วกลับไปที่ท่าเรืออีกครั้ง เพื่อขนเพรียงที่เหลือขึ้นรถ ลำดับต่อไปก็คือของที่อยู่ในห้องเก็บของใต้ระวางเรือ
เมื่อได้เห็นปลาตาเดียวขนาดใหญ่ยักษ์ทั้งสามตัว ผู้คนแถวท่าเรือต่างพากันส่งเสียงฮือฮาออกมา
“พ่อหนุ่ม นี่พวกเอ็งตกมาได้เองงั้นเหรอ?”
จางไห่ไต้ตอบอย่างภาคภูมิใจ “ใช่ครับ พี่หานของผมเป็นคนตกได้คนเดียวทั้งหมดเลย”
สายตาของผู้คนที่มองมาที่เจียงหานเปลี่ยนไปในทันที พวกเขาเคยคิดว่าหนุ่มสาวสองคนนี้คงจะทำเป็นแค่ขูดเพรียง ไม่นึกเลยว่าจะสามารถตกปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ด้วย
แถมยังมีปลิงทะเลอีกตั้งสองถังเต็ม ๆ
“พ่อหนุ่ม นี่พวกเอ็งไปเดินชายหาดมาจริง ๆ เหรอ?”
ตอนนี้อยู่ในช่วงปิดอ่าว คงไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามมาหว่านแหจับปลาแถวนี้แน่ อีกอย่าง ของที่จับได้จากอวนกับของที่ได้จากการเดินชายหาดมันก็ดูออกได้ไม่ยาก
คนที่ท่าเรือมองปราดเดียวก็รู้ว่าปลาพวกนี้มาจากการตก ส่วนปลิงทะเลพวกนี้ก็ได้มาจากการเดินชายหาด
“ตามหลักแล้ว เดินชายหาดธรรมดาไม่น่าจะได้ปลิงทะเลเยอะขนาดนี้นะ พวกเอ็งดำน้ำลงไปเก็บมาล่ะสิ?”
จางไห่ไต้กำลังจะอ้าปากพูด แต่พอเห็นเจียงหานส่ายหน้าส่งสัญญาณให้ เขาก็เลยหุบปากเงียบ
จะดำน้ำหรือไม่ดำน้ำก็ช่างมันเถอะ ยังไงคราวที่แล้วเขาก็ดำน้ำลงไปเก็บปลิงทะเลมาได้ตั้งเยอะจริง ๆ นี่นา
คนแถวท่าเรือเริ่มรำพึงรำพัน “ร่างกายของคนหนุ่มนี่มันดีจริง ๆ ยังดำน้ำลงไปจับปลิงทะเลไหว ส่วนพวกข้าตอนนี้คงมุดลงไปไม่ไหวกันแล้วล่ะ”
ในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ของท่าเรือก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับถามว่าเรือของพวกเขาจะจอดค้างคืนที่นี่หรือเปล่า?
คืนนี้เจียงหานไม่อยากขับเรือกลับไปแล้ว เขาเคยได้ยินพี่เขยบอกตอนลองเรือครั้งแรกว่าท่าเรือบางแห่งต้องเสียค่าจอดเรือด้วย
เจ้าหน้าที่คนนี้คงไม่ได้จะมาเก็บเงินเขาหรอกนะ?
“เรือขนาดนี้ถ้าจะจอดค้างคืนหนึ่งราคาเท่าไหร่ครับ?” เจียงหานลองถามดู
“พวกนายเป็นคนบนเกาะนี้ใช่ไหม?”
“พวกเรามาจากหมู่บ้านเซี่ยเจียงครับ”
“คนบนเกาะจะได้ราคาส่วนลดพิเศษนะ เรือขนาดนี้จอดหนึ่งวันคิดแค่ 100 หยวนพอ”
จางไห่ไต้ถึงกับตาค้าง “100 หยวนต่อคืนเนี่ยนะที่เรียกว่าลดแล้ว? ค่าจอดรถยนต์ยังไม่แพงขนาดนี้เลย”
เจ้าหน้าที่ท่าเรือเองก็สะดุ้งกับคำพูดของจางไห่ไต้ “ค่าจอดเรือมันก็ต้องแพงกว่าค่าจอดรถอยู่แล้วสิ คนที่มีเรือน่ะมีกี่คนเชียว แต่คนที่มีรถน่ะมีกันให้เกลื่อนเมือง นี่เห็นว่าเป็นคนบนเกาะหรอกนะ ถ้าเป็นคนนอกขับเรือยาวสิบกว่าเมตรมาแบบนี้ อย่างน้อยก็ต้องโดนไปวันละ 500 หยวนแล้ว”
เจียงหานไม่อยากจะเถียงต่อ เพราะเขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามันก็มีเหตุผลของมันอยู่
พอลองคิดดูให้ดี การที่พวกเขาจอดเรือไว้ที่ท่าเรือของหมู่บ้านตัวเองน่ะมันไม่ต้องเสียเงินก็จริง แต่ถ้าเป็นเรือจากที่อื่นมาจอดที่ท่าเรือหมู่บ้านเขาก็ต้องถูกเก็บเงินเหมือนกัน
นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ทำการผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านจางฉีถึงได้รีบจัดการเรื่องเรือลำนี้ เพราะเรือที่จอดทิ้งไว้นานเป็นปีมันไปแย่งที่จอดเรือลำอื่น และทำให้พวกเขาเสียรายได้จากการเก็บค่าจอดเรือนั่นเอง
เจียงหานยอมจ่ายเงินไป 100 หยวนสำหรับคืนนี้ ไว้วันหลังค่อยขับไปจอดที่ท่าเรือหมู่บ้านตัวเองแล้วกัน
ตั้ง 100 หยวนเชียวนะนั่น เขาเอาเงินไปซื้อของอย่างอื่นได้ตั้งเยอะแยะเลย
พอกลับมาถึงโกดัง เมิ่งกั่วก็เริ่มจัดการเอาของที่พวกเขาหามาได้ขึ้นตาชั่งทันที
เมิ่งกั่วนึกไม่ถึงว่าในถังน้ำจะมีแมงกะพรุนตัวใหญ่ขนาดนี้ซ่อนอยู่ด้วย เธอสั่งให้เจียงหานอุ้มแมงกะพรุนออกมาวางบนตาชั่ง พอชั่งดูแล้วมันหนักถึง 75 ชั่งเลยทีเดียว
เมิ่งกั่วถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ทำไมมันถึงได้หนักขนาดนี้กันนะ?
มิน่าเล่าตอนที่เจียงหานอุ้มมันถึงได้ดูทุลักทุเลนัก ถ้ามันหนักกว่านี้อีกสัก 20 ชั่ง ก็คงจะหนักพอ ๆ กับตัวเธอแล้ว
“เจียงหาน นายสารภาพมาซะดี ๆ ว่านี่นายไปเดินชายหาดมาจริง ๆ เหรอ? เดินชายหาดบ้านไหนจะไปเจอแมงกะพรุนตัวใหญ่ขนาดนี้กัน? นายแอบใช้ตาข่ายใช่ไหม”
“ฉันจะไปใช้ตาข่ายได้ยังไงล่ะ”
เจียงหานรู้ดีว่าความสงสัยของเมิ่งกั่วนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโดยปกติแล้วจุดที่คนไปเดินชายหาดกันน่ะน้ำจะตื้นมาก ซึ่งในที่น้ำตื้นแบบนั้นแทบไม่มีทางจะเจอแมงกะพรุนตัวใหญ่ขนาดนี้ได้เลย
เมื่อเห็นว่าเมิ่งกั่วยังคงทำหน้าไม่เชื่อ เจียงหานจึงยกมือขึ้นทำท่าสาบาน
“ฉันเจียงหานขอสาบานต่อฟ้าดินเลยว่า ถ้าสิ่งที่ฉันพูดเป็นเรื่องโกหกละก็ ขอให้ฉัน—”
เจียงหานยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกมือของเมิ่งกั่วเอื้อมมาปิดปากไว้เสียก่อน
เจียงหานรู้สึกเพียงว่ามือของเมิ่งกั่วนั้นมีกลิ่นหอมกรุ่น เขาจึงเผลอไผลประทับจูบลงไปเบา ๆ โดยไม่ทันตั้งตัว
เมิ่งกั่วตกใจจนรีบชักมือกลับทันที ใบหน้าของเธอแดงก่ำก่อนจะวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียงหานเองก็ยืนนิ่งอึ้งไปเหมือนกัน นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ย?
ก็แค่ได้กลิ่นหอมแล้วมันสดชื่นดี แต่ทำไมถึงต้องไปจูบเธอแบบนั้นด้วย?
จางไห่ไต้ที่เพิ่งจะจัดระเบียบพวกเพรียงเสร็จเดินเข้ามาด้วยสีหน้ามึนงง
“ทำไมเมิ่งกั่วถึงวิ่งออกไปแบบนั้นล่ะครับ? เธอไม่สบายหรือเปล่า?”
ทันใดนั้นจางไห่ไต้ก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
“พี่หาน ทำไมพี่เลือดกำเดาไหลล่ะครับ!”
เจียงหานใช้ทิชชู่เช็ดเลือดกำเดาที่ไหลออกมาด้วยท่าทางที่พยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด
“จะโวยวายไปทำไมล่ะ ก็แค่กินปลิงทะเลมากไปหน่อยเท่านั้นเอง”
จางไห่ไต้ทำหน้าสงสัย เขาก็กินปลิงทะเลไปตั้งเยอะเหมือนกันนะ ทำไมเขาถึงไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย?
ผ่านไปไม่นาน เมิ่งเฟยก็เดินเข้ามาข้างใน
เจียงหานรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง เมิ่งเฟยคงไม่ได้จะมาคิดบัญชีกับเขาแทนเมิ่งกั่วหรอกนะ