- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 25 หอยเม่นสีขาว
บทที่ 25 หอยเม่นสีขาว
บทที่ 25 หอยเม่นสีขาว
โดยทั่วไปแล้วหอยเม่นจะมีสีดำสนิท
เจ้าหอยเม่นสีขาวตัวนี้ดูสวยงามมาก แต่โบราณว่าไว้ยิ่งสวยก็ยิ่งอันตราย
จางไห่ไต้เลยสังหรณ์ใจว่าเจ้าสิ่งนี้อาจจะมีปัญหา
เจียงหานเองก็เพิ่งเคยเห็นหอยเม่นสีขาวเป็นครั้งแรก “ไม่น่าจะมีพิษหรอกมั้ง”
เรื่องหอยเม่นเขาไม่ค่อยรู้ แต่เขารู้เรื่องปูดี ปูบางตัวก็มีสีขาวเหมือนกัน
เพียงแต่ปูสีขาวนั้นหายากมาก
จัดเป็นพวกที่เกิดการผ่าเหล่า
ถ้าจะอธิบายให้เป็นวิทยาศาสตร์หน่อยก็คือ ร่างกายขาดสารแอสตาแซนทีน
ไม่รู้ว่าหอยเม่นสีขาวตัวนี้จะเป็นกรณีเดียวกันหรือเปล่า เป็นหอยเม่นธรรมดาที่ขาดสารบางอย่างไป
ตาเฒ่าจางปรายตามองหอยเม่นสีขาวสวยสะดุดตาตัวนั้นแวบหนึ่ง
“พิษน่ะไม่มีหรอก แต่ราคาก็งั้นๆ แหละ”
เจียงหานตาลุกวาว “ลุงรู้จักไอ้ตัวนี้ด้วยเหรอครับ”
เจียงหานส่งสายตาให้จางไห่ไต้ อีกฝ่ายก็รู้งานรีบยื่นบุหรี่จงหัวไปให้อีกมวน
ตาเฒ่าจางสูดควันบุหรี่เกรดพรีเมียมเข้าปอด ท่ามกลางสายตาคาดหวังของคนหนุ่ม แกก็รู้สึกพองโตขึ้นมาอีกครั้ง
“เมื่อสองปีก่อนเหล่าหลัวก็เคยเก็บได้ตัวนึง ตอนนั้นดีใจแทบตาย นึกว่าเจอของดีเข้าแล้ว พอเอาไปให้เจียงเอ๋อร์เหมาดู มันบอกว่ากินได้เหมือนหอยเม่นทั่วไป รสชาติไม่ต่างกัน ราคาก็ให้เท่าหอยเม่นธรรมดานั่นแหละ”
จางไห่ไต้คิดว่าราคาเท่าของธรรมดาก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังขายได้
ดีกว่ามีพิษแล้วขายไม่ได้เลย
เจียงหานไม่ได้คิดว่าตาเฒ่าจางโกหก แต่เรื่องนี้จะฟังความข้างเดียวจากเจียงเอ๋อร์เหมาไม่ได้
จากที่สัมผัสมาหลายครั้ง สันดานของเจียงเอ๋อร์เหมาเป็นยังไงเขารู้ดี
ชาวบ้านคนอื่นก็คงรู้เช่นกัน แต่ทำอะไรไม่ได้
คนรับซื้อของทะเลในเมืองไม่รับซื้อจากรายย่อย
ครั้นจะข้ามไปขายหมู่บ้านอื่น ก็ผิดกฎที่วางกันไว้
ในเมื่อเจียงเอ๋อร์เหมาผูกขาดตลาดอยู่เจ้าเดียว ก็ไม่แปลกที่เขาจะชี้ถูกเป็นผิด ชี้ดำเป็นขาวได้
ตาเฒ่าจางเห็นเจียงหานกับจางไห่ไต้กำลังรุมดูหอยเม่นสีขาว แกก็รีบปรี่เข้าไปงมตรงจุดที่สองหนุ่มเพิ่งคีบหอยเม่นขึ้นมาเมื่อกี้
ปรากฏว่าว่างเปล่า
หอยเม่นทั้งหมดโดนเจียงหานกับจางไห่ไต้เก็บไปเกลี้ยงแล้ว
น้ำทะเลเริ่มหนุนสูงขึ้นเรื่อยๆ เจียงหานใช้สวิงช้อนกุ้งเล็กๆ ขึ้นมาได้อีกหน่อยเป็นการปิดท้าย
ตาเฒ่าจางมองตาค้างอีกรอบ แกใช้สวิงช้อนทีนึงได้อย่างมากก็กุ้งฝอยสองสามตัว
แต่เจียงหานช้อนทีเดียวได้มาเป็นสิบ
ในตำแหน่งเดียวกัน สวิงอันละสิบหยวนเหมือนกัน เจียงหานมันไปเอาดวงมาจากไหนนักหนา
เจียงหานไม่ลืมหันไปยิ้มให้ตาเฒ่าจาง “น้ำขึ้นแล้ว พวกผมกลับก่อนนะครับ”
พูดจบ เขาก็ใช้คีมคีบปูขนที่เพิ่งเดินมาเกาะเท้าเขาขึ้นมาอีกตัว
มุมปากตาเฒ่าจางกระตุกยิกๆ นี่มันดวงบ้าดวงบออะไรกันเนี่ย
เจียงหานกับจางไห่ไต้กลับถึงบ้านตอนตีสามครึ่ง ทั้งสองคนเหนื่อยสายตัวแทบขาด หัวถึงหมอนก็นอนแผ่หลับเป็นตาย
เจียงหานรู้ข้อมูลจากจางไห่ไต้มาว่า ร้านฮ่าวไหลวั่งเปิดตอนแปดโมงครึ่ง
เขาเลยตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนเจ็ดโมงครึ่ง
ตอนที่ลากสังขารตื่นขึ้นมา นึกว่าหม่าเสี่ยวเหม่ยกับหม่าเสี่ยวเม่ยจะยังหลับอยู่
ที่ไหนได้ พวกเธอตื่นกันตั้งนานแล้ว
หม่าเสี่ยวเหม่ยเมินเตาแม่เหล็กไฟฟ้าสภาพดี แล้วหันไปง่วนอยู่กับการจุดเตาฟืนของเจียงหาน ทำเอาเขาปวดหัวตุบๆ
“ฟืนพวกนั้นผมเก็บไว้ใช้ตอนไฟดับนะครับ ถ้าคุณเผาเล่นหมด เดี๋ยวไฟดับขึ้นมาผมจะไม่มีข้าวกินเอา”
“ที่นี่ไฟดับบ่อยเหรอ” หม่าเสี่ยวเหม่ยถามด้วยความสงสัย
“ยังไงก็บ่อยกว่าในเมืองใหญ่แหละครับ เกาะเล็กๆ แบบนี้ ทรัพยากรพลังงานมันไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนในเมือง”
หม่าเสี่ยวเหม่ยหยุดมือทันที รู้สึกผิดขึ้นมาที่ตัวเองจะเอาฟืนสำรองเขามาเผาเล่น
“เมื่อคืนพวกนายไปหาของทะเลกันมาเหรอ ไม่เห็นเรียกพวกเราเลย” พวกเธอตื่นมาเห็นของทะเลเพิ่มขึ้นมาเต็มบ่อพัก
เจียงหานยิ้มแห้งๆ ขืนพาพวกเธอไปด้วย มีหวังไม่ได้ของดีกลับมาพอดี
“เห็นหลับสบายกันอยู่ เลยไม่อยากปลุกครับ”
สองสาวฟังแล้วซึ้งใจน้ำตาแทบไหล รู้สึกว่าเจียงหานนี่ช่างเป็นสุภาพบุรุษที่ทั้งหาเงินเก่งและรู้จักถนอมน้ำใจสาวๆ จริงๆ
พวกเธอเลยยิ่งตั้งใจทำมื้อเช้าตอบแทน
ผลงานออกมาเป็นบะหมี่ทะเลทำมือคนละชาม โปะด้วยไข่ไก่อุ่นๆ อีกฟอง
ในบะหมี่ใส่เนื้อหอยกับกุ้งฝอยที่หามาได้เมื่อคืน ถึงจะไม่ได้ใส่ของทะเลราคาแพงลิบลิ่ว แต่รสชาติก็สดหวานจนลิ้นแทบละลาย
บะหมี่ทะเลทำมือรสชาติธรรมชาติล้วนๆ แบบนี้ แถมด้วยไข่ไก่บ้านแท้ๆ ถ้าไปหากินในเมือง เผลอๆ ชามนึงปาไปเจ็ดแปดสิบหยวน
เจียงหานดูเวลา แปดโมงสิบนาทีแล้ว
ขณะที่เขากำลังจะโทรเรียกรถ หม่าเสี่ยวเหม่ยกับหม่าเสี่ยวเม่ยก็สะพายเป้มายืนรอตรงหน้า
สองพี่น้องหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ ยิ้มแฉ่งให้เจียงหานพร้อมกัน “จะออกไปข้างนอกเหรอ ไปด้วยสิ”
“จะไปตอนนี้เลยเหรอครับ”
“ใช่จ้ะ พวกเราต้องไปที่อื่นต่อแล้ว”
เจียงหานกำลังสงสัยว่าพวกเธอจะออกจากหมู่บ้านยังไง รถเก๋งส่วนตัวคันหนึ่งก็มาจอดเทียบหน้าบ้านพอดี
แถมยังบีบแตรเรียกสองสามที
“ตอนขามาพี่คนขับเขามาส่ง พอดีคุยถูกคอเลยขอเบอร์ไว้ เมื่อกี้ตอนทำกับข้าวฉันเลยโทรนัดให้เขามารับ” หม่าเสี่ยวเหม่ยขยิบตาให้เจียงหานอย่างขี้เล่น
ถ้าเป็นไปได้ พวกเธอก็อยากอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน
แต่โปรแกรมเที่ยวล็อกไว้หมดแล้ว
ในฐานะสมาชิกกลุ่ม ‘คอชไฟน์เดอร์’ ที่ตระเวนพักตามบ้านคนแปลกหน้า พวกเธอนัดแนะที่พักที่อื่นไว้แล้ว
ถ้าเลื่อนนัดคงวุ่นวายพิลึก
เจียงหานคิดว่าสองพี่น้องนี่ก็ฉลาดเอาตัวรอดเก่งเหมือนกัน แบบนี้เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเรียกรถ
เจียงหานตักของทะเลที่จะเอาไปขายขึ้นจากบ่อพัก แล้วทั้งสี่คนก็ขึ้นรถเก๋งคันนั้นไปด้วยกัน
เพราะสองสาวต้องไปต่อรถที่ในเมืองเพื่อไปท่าเรือ พวกเธอเลยลงรถพร้อมเจียงหาน
วันนี้เมิ่งเฟยมาถึงร้านแต่เช้า ตอนที่เจียงหานไปถึง เธอกำลังเปิดร้านพอดี
เมิ่งกั่วเห็นพวกเขามาก็โบกไม้โบกมือทักทาย “ไง จางไห่ไต้ แล้วก็เพื่อนๆ จางไห่ไต้ ขนของมากันจริงๆ ด้วยแฮะ”
เมิ่งกั่วเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของเจียงหาน ก็อดขำไม่ได้ เธอทำท่าผายมือต้อนรับแบบพนักงานโรงแรมเป๊ะๆ
“ยินดีต้อนรับค่ะ คุณเจียงหาน”
เจียงหานชะงัก “จำผมได้ด้วยเหรอ”
เมิ่งกั่วยิ้มหวานจนตาหยี “เรื่องเมื่อวานหนูจะลืมได้ยังไง หนูเมมเบอร์พี่ไว้ในชื่อเจียงหานเลยนะ”
เห็นพวกเขาหิ้วถังมาสามใบ เธอก็ชะโงกหน้าเข้าไปดู
ถังใบแรกเป็นปูที่มัดก้ามไว้เรียบร้อย กับพวกหอยต่างๆ ใบที่สองเป็นลิ่นทะเลกับหอยเม่น
ส่วนถังใบสุดท้ายมีผ้าคลุมปิดปากถังไว้มิดชิด
เมิ่งกั่วมองเจียงหานด้วยความอยากรู้อยากเห็น “อันนี้เปิดดูได้ไหมคะ”
เจียงหานพยักหน้า “ของพวกนี้ผมตั้งใจเอามาขายให้ร้านคุณอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องเปิด แต่ผมขออย่างหนึ่ง ของในถังนี้ อย่าให้ใครรู้นะครับ”
เมิ่งกั่วปรายตามองเจียงหาน ทำมาเป็นลึกลับซับซ้อน
“วางใจเถอะค่ะ หนูรูดซิปปากสนิทแน่นอน”
จู่ๆ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา มือที่จับผ้าคลุมสั่นนิดๆ เหมือนกำลังลุ้นเปิดกล่องสุ่ม
วินาทีที่เธอกระชากผ้าคลุมออก เธอก็ต้องตะลึงงัน
“นี่มัน... หนอนถั่ว?”