- หน้าแรก
- อกหักกลับเกาะพร้อมระบบ ทะเลนี้คือขุมทรัพย์ทองคำ
- บทที่ 23 พื้นที่น้ำกร่อย
บทที่ 23 พื้นที่น้ำกร่อย
บทที่ 23 พื้นที่น้ำกร่อย
เจียงหานพยักหน้าเบาๆ ราคานี้ต่างจากที่เจียงเอ๋อร์เหมาให้ถึงเจ็ดหยวน จริงอยู่ว่าราคาต่อหน่วยของปลาไหลทะเลไม่ได้สูงมากนัก
แต่ถ้าเขาเอาปลาไหลทะเลทั้งเจ็ดตัวไปขายให้ร้านฮ่าวไหลวั่ง เขาก็จะฟันกำไรเพิ่มขึ้นมาอีกร้อยกว่าหยวนเห็นๆ
“เสี่ยวกั่ววางใจได้เลย ต่อไปพวกผมจะคัดของที่ดีที่สุดส่งไปให้ทางร้านแน่นอน”
เมิ่งกั่วหัวเราะคิกคัก “งั้นหนูจะรอของดีจากพี่นะคะ”
หลังจากวางสาย ความมั่นใจของเจียงหานก็พุ่งกระฉูด
พอลองมาเทียบกันดูแล้ว สองพี่น้องตระกูลเมิ่งช่างดูจริงใจกว่าจิ้งจอกเฒ่าอย่างเจียงเอ๋อร์เหมาไม่รู้กี่เท่า
มุกหากินของเจียงเอ๋อร์เหมาอาจจะใช้ได้ผลในยุคก่อน พูดง่ายๆ ก็คือการผูกขาดตลาดในหมู่บ้าน
แต่สมัยนี้ช่องทางทำมาหากินมันเปิดกว้าง การทำธุรกิจเขาเน้นความจริงใจกันทั้งนั้น
จังหวะนั้นเอง ป้ากุ้ยฮวาก็เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นไข่ไก่สองฟองให้เจียงหาน
เจียงหานเคยบอกแกไว้ว่า ถ้าแม่ไก่ที่บ้านออกไข่เมื่อไหร่ เขาจะรับซื้อฟองละสามหยวนห้าสิบ
ไข่ในมือเจียงหานยังอุ่นๆ อยู่เลย ถ้าสองสาวไม่อยู่ตรงนี้ เขาคงตอกใส่ปากกินสดๆ ไปแล้ว
แต่ในเมื่อมีแขกอยู่ เขาเลยถือไข่เดินเข้าไปในครัว
หม่าเสี่ยวเม่ยรับไข่ไก่ที่ยังอุ่นร้อนไปถือไว้ เธอยืนงงเป็นไก่ตาแตก
“ทำไมไข่มันร้อนแบบนี้ล่ะ หรืออากาศมันร้อนจนไข่จะเป็นลมแดด”
“ไข่เพิ่งออกจากตูดไก่ มันก็ต้องร้อนสิครับ” นี่มันความรู้รอบตัวชัดๆ
หม่าเสี่ยวเหม่ยเบิกตากว้างมองเจียงหานด้วยความทึ่ง “คุณพระช่วย! นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้จับไข่ไก่ร้อนๆ แบบนี้”
“พี่คะ พี่มาลองจับดูสิ ไข่มันร้อนจริงๆ ด้วย”
หม่าเสี่ยวเหม่ยวางมือจากงานตรงหน้า รีบเดินมาจับไข่ไก่ แล้วก็ทำหน้าตื่นเต้นไม่แพ้กัน “พระเจ้าช่วย! ร้อนจริงๆ ด้วย เกิดมาไม่เคยนึกเลยว่าไข่ไก่จะร้อนได้ ขนาดนี้มันเรียกว่าสดขั้นเทพเลยนะเนี่ย”
เจียงหานได้แต่มองบน ของธรรมดาๆ แถวบ้านนอก ทำไมพอมาอยู่ในมือสาวเมืองกรุง มันถึงกลายเป็นของแปลกประหลาดมหัศจรรย์ไปได้นะ
ป้ากุ้ยฮวารับเงินแล้วก็เดินยิ้มร่าออกมาจากบ้านเจียงหาน ยังไม่ทันจะก้าวเข้าบ้านตัวเอง ก็โดนเจียงเอ๋อร์เหมาดักหน้าไว้เสียก่อน
ป้ากุ้ยฮวาสะดุ้งโหยง “ตาเฒ่าบ้า มายืนทำอะไรตรงนี้!”
“ฉันจะถามว่า ไอ้เจียงหานมันทำอะไรอยู่ในบ้าน”
ป้ากุ้ยฮวารู้สึกว่าเจียงเอ๋อร์เหมานี่ชักจะเพี้ยนเข้าไปทุกที “อยู่บ้านก็ต้องทำกับข้าวสิ จะให้ทำอะไร”
“แล้วพวกมันทำกับข้าวกันหรือยัง กับข้าวเป็นยังไงบ้าง”
ป้ากุ้ยฮวาคิดในใจว่าเจียงเอ๋อร์เหมานี่ว่างจัดจริงๆ ถึงขนาดมาสืบเรื่องกับข้าวชาวบ้าน
“ยังไม่ได้กินหรอกมั้ง แต่เห็นบนโต๊ะมีวางไว้สองจานแล้ว”
“มีอะไรบ้างล่ะ”
“ปลาตาเดียวนึ่งซีอิ๊วตัวนึง แล้วก็ปูขนอีกจานนึง”
“อะไรนะ!” เจียงเอ๋อร์เหมาตาเหลือก นี่ไอ้เด็กนั่นมันเอาของพวกนั้นมาทำกินจริงๆ เหรอเนี่ย?
เขาเก็บอาการไม่อยู่แล้ว รีบพุ่งพรวดเข้าไปในบ้านเจียงหาน บนโต๊ะมีปลาตาเดียวกับปูขนวางอยู่จริงๆ แถมตอนนี้ยังยกซุปหอยหมวกเจ๊กใส่หน่อไม้แห้งออกมาอีกชาม
กลิ่นหอมฉุยลอยออกมาจากในครัว ไม่รู้ว่ากำลังทำเมนูอะไรกันอีก
หัวใจของเจียงเอ๋อร์เหมาเหมือนโดนกรีดเลือด ของดีๆ พวกนี้ ถ้าเอามาขายให้เขาจะดีแค่ไหนกันเชียว
เจียงหานเหลือบเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของเจียงเอ๋อร์เหมา ก็แกล้งทำไขสือเดินเข้าไปหา
“อ้าว น้าเอ๋อร์เหมา มาทำอะไรครับเนี่ย จะดื่มชาหรือสูบบุหรี่หน่อยไหม”
นาทีนี้เจียงเอ๋อร์เหมาไม่มีอารมณ์จะดื่มชาหรอก
“ขอบุหรี่ตัวนึง”
เจียงหานหันไปพยักพเยิดกับจางไห่ไต้ “ไห่ไต้ หยิบบุหรี่มาให้น้าเอ๋อร์เหมาสักมวนซิ”
“ได้เลยครับ” จางไห่ไต้รับลูก ทำท่าล้วงกระเป๋าขลุกขลัก “อั้ยหยา! บุหรี่ผมหมดเกลี้ยงเลย ลืมซื้อใหม่ซะสนิท”
“ว้า แย่จัง น้าเอ๋อร์เหมาครับ น้าก็รู้ว่าผมไม่สูบบุหรี่ ตัวผมเองก็ไม่มีพกติดตัวซะด้วยสิ”
เจียงเอ๋อร์เหมาดูออกทันทีว่าไอ้เด็กสองคนนี้มันกำลังปั่นหัวเขาเล่น
“พอๆ ไม่สูบมันแล้ว ฉันมานี่แค่จะถามว่า ของที่เหลือเธอจะขายไหม”
เจียงเอ๋อร์เหมานิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด “หอยหมวกเจ๊กกับลิ่นทะเล ฉันให้เพิ่มอีกอย่างละห้าหยวน ส่วนปูขนกับปลาตาเดียว ฉันให้เพิ่มอีกสองหยวน หอยมะระฉันบวกให้อีกหนึ่งหยวนเลยเอ้า”
เขาจำได้แม่นว่าปลาตาเดียวของเจียงหานมีสองตัว ทำกินไปตัวนึง ก็น่าจะเหลืออีกตัว
ปูขนมีห้าตัว ทำไปแล้ว ก็น่าจะเหลืออีกสี่
“ราคาที่ฉันให้ป้าจินจวี๋เธอก็ได้ยินแล้วนี่ ราคาที่ฉันเสนอให้เธอ รับรองว่าสูงกว่าชาวบ้านร้านตลาดแน่นอน”
เจียงหานหัวเราะหึๆ “พวกเรามีกันตั้งสี่คน ของแค่นี้ผมยังกลัวจะไม่พอยาไส้เลยครับ ถ้าเหลือจริงๆ ผมกะว่าจะส่งไปให้หลานสาวที่บ้านพี่สาวกินมากกว่า”
หนวดของเจียงเอ๋อร์เหมากระตุกยิกๆ ด้วยความโมโห
“กินๆๆ วันๆ รู้จักแต่กิน อายุยังน้อยไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบ เอาของดีๆ มาผลาญเล่นแบบนี้ ถ้าพ่อแม่เธอรู้เข้า คงอกแตกตาย”
เจียงหานหุบยิ้มทันที เจียงเอ๋อร์เหมาถึงกับชะงัก รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป เขาพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า
“น้าเอ๋อร์เหมา น้าไม่ใช่พ่อแม่ผมสักหน่อย น้ารู้ได้ยังไงว่าพวกเขาจะไม่ภูมิใจในตัวผม”
เจียงเอ๋อร์เหมาขนลุกซู่โดยไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้ทำไมน้ำเสียงเรียบๆ ของเจียงหานถึงได้ฟังดูเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจขนาดนี้
พอรู้ว่าคุยไปก็ไม่ได้อะไร เขาก็เดินออกจากบ้านเจียงหานไป
พอถึงหน้าประตู เขาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหัวเสีย “หึ! ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”
มีของดีแต่ดันเอามาทำกินเองซะงั้น
แน่จริงทีหลังก็อย่าเอาของมาขายให้เขาแล้วกัน
เวลาที่เหลือ เจียงหานเอาไปบริหารจัดการตารางเวลาสำหรับการออกไปหาของทะเลรอบดึก
มื้อเช้าพวกเขากินตอนสิบโมงกว่า มื้อกลางวันเลยลากยาวมาเกือบบ่ายสี่
พอกินข้าวเสร็จ เจียงหานก็ลากจางไห่ไต้ไปนอนเก็บแรง
พวกเขาลุกมาตอนสามทุ่ม สองพี่น้องตระกูลหมาทำมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พอกินเสร็จก็นั่งพักผ่อนกันสักพัก
กระทั่งสี่ทุ่มครึ่ง สองสาวเข้านอนกันหมดแล้ว เจียงหานกับจางไห่ไต้จึงย่องเบาเตรียมข้าวของออกจากบ้าน
“พี่หาน เราจะไปแถวโขดหินโสโครกนั่นอีกไหม”
เจียงหานแหงนมองท้องฟ้า คืนนี้มืดสนิทไร้แสงจันทร์ แสงดาวสักดวงยังไม่มีให้เห็น
แถวโขดหินตรงนั้นภูมิประเทศซับซ้อน ขนาดตอนกลางวันยังต้องเดินระวังแทบแย่ ขืนไปตอนกลางคืนมีหวังได้เจ็บตัวแน่
“เปลี่ยนที่เถอะ รอบนี้เราไปไกลหน่อย ไปตรงประตูระบายน้ำสี่”
พอได้ยินว่าจะไปประตูระบายน้ำสี่ จางไห่ไต้ก็ทำท่าจะไปเอารถจักรยาน
“พี่หาน งั้นเดี๋ยวผมปั่นพาพี่ไปเอง”
เจียงหานไม่ได้ปฏิเสธ แต่พอลองไปนั่งซ้อนท้ายจริงๆ เขาก็รู้สึกพิลึกกึกกือชอบกล
สุดท้ายเขายอมวิ่งเหยาะๆ ไปดีกว่านั่งซ้อนท้ายจักรยานจางไห่ไต้
กว่าจะวิ่งมาถึงประตูระบายน้ำสี่ เล่นเอาเจียงหานหอบแฮก
ตำแหน่งของประตูระบายน้ำสี่ เป็นจุดที่แม่น้ำเจียววาไหลลงสู่ทะเลพอดี ประตูน้ำนี้มีไว้สำหรับควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำ
ตรงนี้ถือว่าพ้นเขตหมู่บ้านเซี่ยเจียงมาแล้ว
แต่ทะเลเป็นสมบัติสาธารณะ พวกเขาจะมาหาของแถวนี้ ใครก็ว่าไม่ได้
เหตุผลที่เจียงหานเลือกที่นี่ ข้อแรกคือพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ ข้อสองคือเขาอยากลองมาสำรวจดูเผื่อจะเจอของใหม่ๆ
เพราะที่นี่เป็น ‘พื้นที่สองน้ำ’ จุดบรรจบระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม ธรรมชาติของน้ำกร่อยแบบนี้ย่อมมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งสัตว์น้ำเค็มและน้ำจืดอาศัยอยู่ปะปนกัน
เจียงหานกวาดสายตาไล่จากหาดทรายมุ่งหน้าไปยังประตูระบายน้ำ
ทันทีที่มาถึง เขาก็สังเกตเห็นตัวอะไรบางอย่างกำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในทราย
เจียงหานกลืนน้ำลายเอือก เขาลงมือใช้พลั่วแซะมันขึ้นมาตัวหนึ่ง
จางไห่ไต้เบิกตาโพลง “พี่หาน นะ... นี่มัน ‘หนอนถั่ว’ ไม่ใช่เหรอ?”
“พี่หาน พวกเราจะรวยกันแล้ว!”